SCGP โชว์กำไร 9 เดือน 6.17 พันล้าน เตรียมปิดดีลซื้อกิจการที่สเปนภายในปีนี้
SCGP หรือ บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) รายงานผลประกอบการไตรมาส 3/64 มีกำไรสุทธิ 1,780.87 ล้านบาท เติบโต 33% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 1,335.14 ล้านบาท ทำให้ภาพรวม 9 เดือนรายงานกำไรสุทธิ 6,178.86 ล้านบาท เติบโต 24% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ระดับ 4,971.48 ล้านบาท ซึ่งทำได้เกือบเท่ากำไรสุทธิทั้งปี 63 ที่อยู่ระดับ 6,457.48 ล้านบาท ขณะที่แนวโน้มไตรมาส 4 จะเป็นอย่างไร อ่านได้ในบทความนี้
นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SCGP เปิดเผยว่า ผลประกอบการงวดไตรมาส 3/64 มีกำไรสุทธิ กำไรสุทธิ 1,780.87 ล้านบาท เติบโต 33% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 1,335.14 ล้านบาท โดยมีรายได้จากการขายเท่ากับ 31,930 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 7% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน จากการขยายธุรกิจแบบ M&P (SOVI, Go-Pak, Duy Tan และ Intan Group) และการผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรคระบาดในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งส่งผลให้อุปสงค์ของผู้บริโภคในประเทศกลับมาขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเพื่อการอุปโภคบริโภค และสินค้าอิเล็คทรอนิกส์
ดังนั้นทำให้ภาพรวมงวด 9 เดือนแรกปี 64 มีกำไรสุทธิ 6,178.86 ล้านบาท เติบโต 24% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ระดับ 4,971.48 ล้านบาท โดยมีรายได้จากการขายเท่ากับ 89,078 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยรายได้จากการขายที่เพิ่มขึ้น เกิดจากความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความเกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตประจำวันยังเติบโตได้ดีและต่อเนื่อง เช่น อาหารแช่แข็ง อาหารและผลไม้กระป๋อง อาหารสำเร็จรูป เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขอนามัย และผลิตภัณฑ์สำหรับการดูแลบ้าน
อีกทั้งยังได้รับผลดีจากการฟื้นตัวของการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐอเมริกา ยุโรป และภูมิภาคอื่น ๆ ส่งผลดีต่อความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์เพิ่มขึ้น โดยบริษัทฯ ยังคงมีการปรับปรุงงานอย่างต่อเนื่องด้วยการพัฒนานวัตกรรมให้มีความหลากหลาย สามารถตอบสนองต่อความต้องการใช้งานของผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการผลิต เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน”นายวิชาญ กล่าว
ไตรมาส 4 ปิดดีลที่สเปน
นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้ขยายการลงทุนในภูมิภาคอาเซียนตามแผนกลยุทธ์ที่ได้วางไว้ โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปีปิดดีลการเข้าควบรวมกิจการ (Merger & Partnership หรือ M&P) รวม 3 ดีล ได้แก่ กิจการบรรจุภัณฑ์จากเยื่อและกระดาษ บรรจุภัณฑ์อาหาร และบรรจุภัณฑ์แบบคงรูป ที่มีฐานการผลิตในประเทศเวียดนามและอินโดนีเซีย
และมีดีลที่อยู่ระหว่างดำเนินการซึ่งคาดว่าจะปิดได้สำเร็จในไตรมาสที่ 4/2564 ได้แก่ การเข้าถือหุ้นในบริษัทผู้ผลิตและจัดจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์คุณภาพสูงในประเทศสเปน อีกทั้งยังได้ดำเนินการสร้างการเติบโต (Organic Expansion) ด้วยงบการลงทุน 11,793 ล้านบาท เพื่อเพิ่มการเติบโตด้วยการสร้างฐานการผลิตใหม่ทางตอนเหนือของประเทศเวียดนาม และศึกษาโอกาสทางการตลาดทางตอนใต้ของประเทศจีน
นายวิชาญ กล่าวต่อว่า แนวโน้มตลาดบรรจุภัณฑ์ในภูมิภาคอาเซียนช่วงไตรมาส 4/64 คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นตามกำลังซื้อและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ประกอบกับประสิทธิภาพในการผลิตสำหรับภาคอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีขึ้นตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน อย่างไรก็ตามยังคงต้องติดตามสถานการณ์ราคาพลังงานที่ส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจทั่วโลกต่อไป
สำหรับการดำเนินงานของ SCGP สามารถสร้างการเติบโตในระดับที่ดีอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าในปี 2564 บริษัทจะสามารถทำรายได้จากการขายมากกว่า 100,000 ล้านบาท โดยในปี 2564 คาดใช้เงินลงทุนในการขยายธุรกิจมากกว่า 20,000 ล้านบาท จาก 9 เดือนใช้ไปแล้ว 1.7 หมื่นล้านบาท คาดว่าไตรมาส 4/64 คาดมีแผนลงทุนเพิ่มเติมอีกราว 3 พันล้านบาท เพื่อรักษาความเป็นผู้นำโซลูชันด้านบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรในภูมิภาคอาเซียน โดยยังคงมุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ให้มีความหลากหลาย เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคและเมกะเทรนด์ของเศรษฐกิจไทยและอาเซียน การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการทำงาน
อาทิ เทคโนโลยีเครื่องจักร (Mechanization) ระบบอัตโนมัติ (Automation) ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI: Artificial Intelligence) เพื่อใช้ในการวิเคราะห์ คาดการณ์ และเพิ่มประสิทธิภาพของการผลิตและผลิตผล (Productivity) ให้กับภาคอุตสาหกรรม รวมถึงยังคงให้ความสำคัญในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม อาทิ การพัฒนานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ที่สามารถนำกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้ (Recyclability) และเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนหรือพลังงานทดแทน (Renewable Energy) ในกระบวนการผลิต เพื่อให้บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจไปอย่างยั่งยืน ตามนโยบายของสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG)
ส่วนการเปิดประเทศถือเป็นผลบวกต่อบริษัทเนื่องจาก การเดินทางมีความสะดวกมากขึ้น นักท่องเที่ยวเข้ามามากขึ้น โดยนักท่องเที่ยวจะต้องใช้จ่าย ที่ส่งผลต่อธุรกิจแพคเกจจิ้งที่บริษัทมีมาร์เก็ตแชร์ในประเทศสูงถึง 30% และเชื่อมั่นว่าสตรีทฟู้ดจะกลับมาขายได้มากยิ่งขึ้นอีกด้วย
นายดนัยเดช เกตุสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการเงิน SCGP กล่าวว่า SCGP วางเป้าหมายรายได้เติบโต 2 เท่าใน 5 ปี นับจากไอพีโอ ซึ่งปัจจุบันครบ 1 ปีแล้วที่ไอพีโอ และเหลืออีก 4 ปีนับจากนี้ ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบยังยืนในระดับสูงแต่บริษัทยังวางเป้า EBITDA Margin ไว้ที่ระดับ 15-20% จาก 9 เดือนอยู่ที่ 18% ส่วนปี 2565 ประเมินว่ารายได้ยังมีโอกาสเติบโตอย่างต่อเนื่อง หลังจากรับรู้ M&P เข้ามาเต็มปี
