TBN ผนึก JurisTech ลุยสินเชื่อดิจิทัลครบวงจร มั่นใจผลงานผ่านจุดต่ำสุด ลุ้นปี 2570 เทิร์นอะราวด์
TBN ประกาศจับมือ JurisTech ฟินเทคชั้นนำจากมาเลเซีย ลุยสินเชื่อดิจิทัลครบวงจร เจาะกลุ่มนอนแบงก์ เผยตุน Backlog ในมือราว 300 ล้านบาท ทยอยรับรู้ปีนี้ 200 ล้านบาท แย้มผลงานผ่านจุดต่ำสุดแล้ว เตรียมเทิร์นอะราวด์ในปี 2570 คาดรับรู้รายได้จาก JurisTech ตั้งแต่ Q2/70
นายปนายุ ศิริกระจ่างศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีบีเอ็น คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TBN เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ร่วมกับ Juris Technologies (JurisTech) ผู้ให้บริการระบบ Core Lending จากประเทศมาเลเซีย ซึ่งมีความเชี่ยวชาญและมีเทคโนโลยีที่ได้รับการยอมรับมากว่า 23 ปี ใน 9 ประเทศ ให้บริการแก่สถาบันการเงินมาแล้วกว่า 160 แห่ง โดยความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของ TBN ในการก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำการให้บริการระบบบริหารจัดการสินเชื่อครบวงจร (End-to-End Lending) ในประเทศไทย
โดยความร่วมมือดังกล่าวจะดำเนินการภายใต้แนวคิด One Connected Lending Platform ซึ่งครอบคลุมกระบวนการสินเชื่อตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ได้แก่ ขอสินเชื่อ การวิเคราะห์และอนุมัติ ไปจนถึงการบริหารและติดตามหนี้ และระบบสำหรับธุรกิจบริหารสินทรัพย์ (AMC) ซึ่งช่วยให้ผู้ประกอบการมีระบบแบบ One Stop Service ที่เทียบเท่ามาตรฐานธนาคารพาณิชย์ และสอดคล้องกับเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
สำหรับกลุ่มเป้าหมายนอกเหนือจากกลุ่มธนาคารพาณิชย์ขนาดกลางแล้ว บริษัทจะมุ่งขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-Bank) เช่น ธุรกิจเช่าซื้อ, สินเชื่อส่วนบุคคล, นาโนและพิโคไฟแนนซ์ ซึ่งในไทยมีผู้ประกอบการกว่า 3,600 ราย โดยบริษัทได้คัดกรองกลุ่มเป้าหมายที่มีศักยภาพสูงไว้ประมาณ 1,000 ราย ซึ่งบริษัทได้เตรียมแพ็กเกจราคาที่ยืดหยุ่นและจับต้องได้ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าระดับกลางได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในปัจจุบันพบว่าความต้องการระบบติดตามหนี้เติบโตอย่างโดดเด่น
ขณะเดียวกันการร่วมมือในครั้งนี้ยังช่วยหนุนการเปลี่ยนผ่านของ TBN จากเดิมที่เป็นผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยี Low-Code (Technology Provider) มาเป็นผู้ให้บริการโซลูชันทางธุรกิจซึ่งช่วยปลดล็อกข้อจำกัด ตอบโจทย์ได้ทั้งลูกค้าที่ต้องการให้พัฒนาระบบขึ้นใหม่ และลูกค้าระบบสำเร็จรูปพร้อมใช้ ส่งผลให้รอบการขายสั้นลง การส่งมอบงานทำได้รวดเร็ว ลดความเสี่ยงจากการพัฒนาซอฟต์แวร์เฉพาะทาง และทำให้ลูกค้ารับรู้มูลค่าได้ชัดเจนขึ้น
ส่วนทิศทางการดำเนินงานปี ปัจจุบันบริษัทมีงานในมือ (Backlog) รวมประมาณ 300 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะทยอยรับรู้เป็นรายได้ในช่วงที่เหลือของปีนี้ราว 200 ล้านบาท ขณะที่รายได้จากความร่วมมือกับ JurisTech คาดว่าจะเริ่มรับรู้อย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ไตรมาส 2/70 เป็นต้นไป ทั้งในรูปแบบรายได้ประจำสม่ำเสมอและการขายลิขสิทธิ์ระบบ
"ยอมรับว่าตลอด 18 ปีที่ทำธุรกิจมา ปีนี้ถือเป็นปีที่เหนื่อย แต่ปัญหาโครงการเดิมได้คลี่คลายและหาทางออกร่วมกับลูกค้าได้ด้วยดีแล้ว เราเชื่อมั่นว่าการดำเนินงานได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ปี 2569 จึงเป็นธีม U-Turn เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่การฟื้นตัวในปีหน้า" นายปนายุ กล่าว
ด้านความคืบหน้าแผนการเข้าซื้อกิจการ (M&A) หรือการร่วมทุน (JV) นายปนายุ กล่าวว่า ที่ผ่านมาบริษัทได้ศึกษาและประเมินหลายดีลอย่างต่อเนื่อง แต่เนื่องจากภาพรวมอุตสาหกรรมไอทีเผชิญการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากการเข้ามาของเทคโนโลยี AI ทำให้หลายบริษัทที่เข้าไปศึกษาไม่ได้มีผลงานตามคาด บริษัทจึงดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวัง โดยจะพิจารณาการลงทุนที่สร้าง Synergy และเพิ่มมูลค่าให้กับระบบนิเวศของบริษัทเท่านั้น
