Official Update :

ผ่ากลยุทธ์การลงทุนเดือนธ.ค. พร้อมคัดสรรหุ้นเด่นที่น่าสะสม

เข้าสู่เดือนสุดท้ายของปี 64 กันแล้ว ท่ามกลางปัจจัยกังวลภายนอกประเทศ ที่ยังกดดันตลาดหุ้นไทยอย่าง COVID-19 สายพันธุ์ใหม่แต่อย่างไรก็ตามในประเทศไทยยังไม่มีสายพันธุ์ดังกล่าวเข้ามา และตัวเลขผู้ติดเชื้อยังปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนใน ธ.ค.จะเป็นอย่างไร Wealthy Thai หาคำตอบมาให้แล้ว


สะท้อนจากมมุมองของนักวิเคราะห์นี้บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย เวลท์ จำกัด เปิดเผยว่า คาดว่า SET ในเดือน ธ.ค. จะเคลื่อนไหวในกรอบ SET 1,560-1,670 จุด (แนวต้าน 1,640/1,670 จุด และแนวรับ 1,590/1,560 จุด) โดย SET ยังมีโอกาสตอบรับเชิงลบ จากการที่ WHO ยกระดับไวรัสโควิดสายพันธุ์ใหม่ Omicron เป็น Serious Concern ซึ่งเป็น Sentiment เชิงลบต่อภาพรวมเศรษฐกิจ บวกกับความเสี่ยงในการลงทุนก่อนหน้านี้จากการที่ 1.มุมมองของเฟดที่คาดว่าจะเร่งการทำ QE และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หลังได้รับแรงกดดันจากอัตราเงินเฟ้อที่ปรับขึ้นในอัตราเร่ง 2. สงครามการค้ารอบใหม่ หลังสหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตร 12 บริษัทจากจีน


อย่างไรก็ดีเชื่อว่า SET จะมีโอกาสกลับมาฟื้นตัว ในช่วงปลายเดือน ธ.ค. หากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ ไวรัสโควิด สายพันธุ์ใหม่ Omicron ไม่ขยายวงกว้าง ประกอบกับความคืบหน้าในการทดสอบประสิทธิภาพของวัคซีน (คาดว่าจะทราบ ผลภายใน 2-3 สัปดาห์) รวมทั้งปัจจัยหนุนจากการทำ Window Dressing ในช่วงปลายปี


ระยะสั้นเราแนะนำทยอย สะสมหุ้นในกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากมาตรการเปิดเมือง (ยกเลิกมาตรการล็อกดาวน์) โดยเฉพาะหุ้นใน Core Investment ใน Theme การลงทุนกำลังซื้อในประเทศฟื้นตัว เลือก BJC OSP CBG CHG BCH BEM MAKRO CRC และ HMPRO และเลี่ยงการลงทุนหุ้นในกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากมาตรการเปิดประเทศ (เปิดรับนักลงทุน และ นักท่องเที่ยวต่างชาติ) โดยเลือกหุ้นเด่นในเดือน ธ.ค. 2564 ได้แก่ HMPRO FORTH SONIC BCH และ CHG



HMPRO ไตรมาส 4/64 ฟื้น

HMPRO แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 4/64 ฟื้นตัวจากไตรมาสก่อน ทั้งรายได้จากการขายและรายได้ค่าเช่าจากการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ จาก 1.สาขาเปิด ให้บริการได้ตามปกติทั้งในไทยและมาเลเซีย 2.การเปิดประเทศ 3. มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของรัฐบาล (ยิ่งใช้ยิ่งได้) 4.การจัดงาน Homepro Super Expo ทั้งในสาขาและออนไลน์ ช่วยกระตุ้นยอดขาย รวมถึงไตรมาส 4 ยังเป็นช่วง High Season ของธุรกิจ


นอกจากนี้บริษัทมีการปรับราคาขายสินค้าเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3-5% ตามต้นทุนสินค้า Private Label ที่เพิ่มขึ้นราว 5-10% ในช่วงไตรมาส 4/64 ด้านยอดขายทางออนไลน์ยังเติบโตต่อเนื่อง โดยในเดือน ต.ค. คิดเป็น 7% ของยอดขาย แนะนำ “ซื้อ” ให้ราคาเป้าหมาย 16.50 บาท อิงค่าเฉลี่ย PER ย้อนหลัง 5 ปีที่ 35 เท่า



FORTH ผลงานเติบโตต่อเนื่อง

โดยยังมองว่า FORTH มีความน่าสนใจจากผลประกอบการช่วงไตรมาส 4/64 ที่คาดจะฟื้นตัวจากไตรมาสก่อน และ ปี 65 ที่คาดจะเติบโตโดดเด่น โดยปัจจัยหนุนมาจาก 1. การเร่งขยายตู้เต่าบิน ซึ่งคาดปี 64 จะให้บริการ 750 ตู้ และในปี 65 จะ ให้บริการ 10,000 ตู้โดยคาดจะหนุนรายได้ราว 2,000-2,300 ล้านบาท


2. การย้ายฐานการผลิตของลูกค้ารายหนึ่ง ทำให้บริษัทมียอดออเดอร์ ต่อเนื่องจนถึงปลายปี 65 รวมถึงการเร่งขยายตู้เต่าบินในปี 65 ที่คาดจะหนุนรายได้จากธุรกิจอีเอ็มเอสให้เติบโตได้ 3. การกลับมาฟื้นตัวของตู้บุญเติม จากมูลค่าการเติมเงิน e-Wallet ที่เติบโตสูง รวมถึงบริการใหม่ ๆ


นอกจากนี้ การร่วมมือกับ SABUY ทำให้เราคาดว่าดีลดังกล่าวจะหนุนการขยายตู้บริการให้เป็นไปตามเป้า รวมถึงจะช่วยลดค่าใช้จ่ายบางส่วนในอนาคต อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นได้ตอบรับปัจจัยบวกไปแล้วบางส่วน ทำให้ Upside เริ่มจำกัด จึงแนะนำ "เก็งกำไร" ให้ราคาเป้าหมายปี 65 ที่ 21.60 บาท



SONIC กำไรไตรมาส 4/64 ทำนิวไฮ

ยังชื่นชอบ SONIC หลังคาดว่าแนวโน้มกำไรไตรมาส 4/64 ที่คาดว่าจะยังคงเดินหน้า All Time High และคาดว่าจะยังเห็นการเติบโตต่อเนื่องไปยังปี 65 หนุนจาก 1. การส่งออกที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลายประเทศเริ่มเปิดประเทศ ซึ่งทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจฟื้นตัว 2.ค่าระวางขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ที่ยังอยู่ในระดับที่สูง และคาดว่าจะยังอยู่ในระดับที่สูง ต่อเนื่องไปยังครึ่งแรกปี 65 ซึ่ง ณ วันที่ 26 พ.ย. อยู่ที่ 4,601.97 จุด เพิ่มขึ้น 1.02%WoW และ 3.ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าในช่วงที่ผ่านมา เป็นปัจจัยหนุนภาคการส่งออกของประเทศ ทำให้เรายังคงแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 5.85 บาท



BCH ปัจจัยหนุนเพียบ

แม้สถานการณ์ COVID-19 เริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ทำให้รายได้กลับไปสู่ระดับปกติ แต่ธุรกิจยังมีปัจจัยขับเคลื่อนดังนี้ 1.การกลับมาเข้ารับบริการของผู้ป่วยทั่วไป จาก Pent up demand ของเคสผ่าตัดที่เลื่อนออกไป รวมถึงศูนย์ความงาม ศูนย์เบาหวาน ศูนย์ผู้มีบุตรยาก เป็นต้น ฐานลูกค้าใหม่ จำนวน 2.07 ล้านคน จากการตรวจคัดกรองและการรักษาผู้ป่วย COVID-19 การฟื้นตัวของผู้ป่วยต่างชาติและลูกค้าประกันสุขภาพ 2.ได้รับโควต้า ผู้ประกันตนในโครงการประกันสังคมเพิ่ม 23.2% จาก 1.2 ล้านคนในปี 2564 เป็น 1.5 ล้านคนในปี 2565


3.ศูนย์การแพทย์ใหม่ ได้แก่ ศูนย์ Anti-aging 5 แห่ง และศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง 4. รายได้ที่เกี่ยวข้องกับ COVID-19 การตรวจคัดกรอง การรักษาผู้ป่วย การตรวจภูมิ และวัคซีน ทางเลือก และ5. 3 ธุรกิจใหม่ ได้แก่ เปิด Laboratory เพื่อลดต้นทุน Lab 30% (ราว 20 ล้านบาท) รวมถึงให้บริการภายนอกด้วยการนำเข้ายา และ อุปกรณ์ทางการแพทย์ และการจำหน่ายน้ำวิตามิน แนะนำ “ซื้อ” ให้ราคาเป้าหมาย 29 บาท



CHG ธุรกิจมีความน่าสนใจ

แม้สถานการณ์ COVID-19 ในประเทศเริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่รายได้เกี่ยวกับ COVID-19 ยังมีต่อเนื่อง นอกจากนี้ธุรกิจมีความน่าสนใจจาก 1.รายได้จากการบริหารโรงพยาบาลรัฐ 2 แห่ง 2.รายได้จากศูนย์หัวใจ 3 แห่ง ได้แก่ ศูนย์หัวใจโรงพยาบาลสิรินธร ศูนย์หัวใจโรงพยาบาล สมุทรปราการ และศูนย์หัวใจโรงพยาบาลระยอง และ3.การกลับเข้ามาใช้ บริการของผู้ป่วยปกติ และผู้ป่วยชาวต่างชาติรวมไปถึงบริษัทมีแผนขยาย เตียงอีก 272 เตียงของโรงพยาบาลเดิมในเครือในปี 2565-2569 จากเดิม 749 เตียง แนะนำ “ซื้อ” ให้ราคาเป้าหมาย 4.40 บาท



“ทรีนีตี้”ชี้ กรณีแย่สุด
SET อาจหลุดแนวรับสำคัญ 1,550 จุด

ถัดมามุมมองบริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด โดยนายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยถึงทิศทางการลงทุนเดือน ธ.ค.2564 ว่า การระบาดของโควิดสายพันธุ์ใหม่ “โอไมครอน” ในรอบนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่ไม่ค่อยดีนัก กล่าวคือ ด้วยระดับ Valuation ของตลาดหุ้นทั่วโลกที่อยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะทางฝั่งประเทศพัฒนาแล้วเช่นสหรัฐฯ และยุโรป


ส่วนในอีกด้านหนึ่งก็คือในแง่ของนโยบายการเงิน ซึ่งหากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงที่นโยบายการเงินทั่วโลกยังผ่อนคลายแบบสุดโต่ง ก็คงจะไม่มีผลอะไรมากนัก แต่ปรากฏว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่ตลาดกำลังสะท้อนความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเริ่มเข้มงวดนโยบายการเงินมากขึ้น ดังนั้น สถานการณ์แบบนี้จึงค่อนข้างทำให้ตลาดหุ้นเผชิญกับการปรับฐานได้โดยง่าย


ทั้งนี้ การกลายพันธุ์ของโรคโควิดนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ เนื่องจากก่อนหน้านี้ก็มีเรื่องของสายพันธุ์ Variant ต่างๆ มาให้เห็นแล้ว แม้จะเริ่มมีหลักฐานว่าสายพันธุ์ “โอไมครอน” มีการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วเปรียบเทียบกับสายพันธุ์อื่นๆ ก่อนหน้านี้ แต่หากพิสูจน์ได้ว่าผลกระทบต่อในแง่ของความสูญเสียนั้นไม่ได้แตกต่างกันมาก หรือที่สำคัญที่สุดพิสูจน์ได้ว่ากลุ่มวัคซีนเดิมๆ ที่เคยผลิตและฉีดไปแล้วก่อนหน้านี้ สามารถที่จะมีประสิทธิผลในการต่อต้านและป้องกันสายพันธุ์ใหม่นี้ได้ เชื่อว่าจะทำให้นักลงทุนลดความกังวลได้อย่างฉับพลัน ในกรณีฐานแบบนี้เชื่อว่ามาตรการเข้มงวดต่างๆ ที่ออกมานั้น จะจำกัดอยู่เพียงแค่การเดินทางระหว่างประเทศเท่านั้น ประเมินกรอบแนวรับแรกของ SET Index ที่บริเวณ 1,580 จุด และแนวรับสำคัญที่บริเวณ 1,550 จุด


แต่หากในกรณีแย่สุด หากเริ่มพิสูจน์ได้ว่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้มีความสามารถในการหลบหลีกวัคซีนตัวเดิมได้ จนกระทั่งถึงต้องมีการพัฒนาวัคซีนและนับหนึ่งฉีดกันใหม่ มีโอกาสสูงทีเดียวที่ SET จะหลุดระดับแนวรับสำคัญที่ 1,550 จุด เนื่องจากในกรณีนี้เชื่อว่าการ Lockdown จะไม่ได้เป็นเพียงแค่ลักษณะของการปิดชายแดนแล้ว แต่คงต้องถึงขั้นกลับมาจำกัดการใช้ชีวิตของผู้คนให้อยู่กับบ้านอีกครั้ง สถานการณ์แบบนี้ มีแนวโน้มนำมาสู่ความกังวลในเรื่องของเศรษฐกิจถดถอยอีกครั้งได้


นายณัฐชาต กล่าวว่า  ช่วงแรกมองกลุ่มหุ้นที่จะโดนผลกระทบทันทีได้แก่ กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางสัญจรระหว่างประเทศ เช่น โรงแรม สายการบิน และสนามบิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นบริษัทที่มีธุรกิจในยุโรปก็อาจโดนกระทบมากหน่อย เนื่องจากบางประเทศในแถบนั้นเริ่มระงับการเดินทางเข้ามาของคนที่มาจากประเทศกลุ่มเสี่ยงแล้ว ไม่นับรวมกับการระบาดที่เพิ่มขึ้นของประเทศในยุโรปกันเองอีกด้วย จึงแนะนำหลีกเลี่ยงบริษัทที่เกี่ยวข้องไปก่อน เช่น MINT, CRC, S, AOT รวมไปถึงกลุ่มหุ้นน้ำมันที่ได้รับผลกระทบเชิงลบจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับลงจากคาดการณ์ Demand ที่ถูกผลกระทบ ณ ขณะนี้


นอกจากนี้สิ่งที่คงต้องจับตาในช่วงถัดไปก็คือว่าสายพันธุ์ใหม่นี้จะสามารถแพร่ระบาดเข้ามาในไทยได้หรือไม่ หลังล่าสุดเริ่มพบการติดเชื้อในประเทศเอเชียอย่างเช่นฮ่องกงแล้ว ซึ่งเราหวังว่าจะไม่เกิดเช่นนั้น แต่หากมีข่าวร้ายพบว่าเชื้อเข้าสู่ประเทศไทย มองว่าวันแรกที่มีข่าวนั้นออกมา ดัชนี SET มีโอกาสจะปรับตัวลงแรงได้ทันที เนื่องจากนักลงทุนจะเริ่มกังวลแล้วว่ามาตรการจำกัดการเดินทางภายในอาจจะเริ่มถูกนำมาใช้อีกครั้ง ซึ่งหากถึงขั้นนี้ หุ้นในกลุ่ม Domestic consumption และกลุ่ม Reopening ภายในมีโอกาสที่จะถูกกระทบอย่างหนักได้ มองเป็น Downside risk ที่สำคัญที่สุดของ SET Index ในช่วงถัดไป


“ปัจจัยทั้งหมดข้างต้นอาจทำให้ในระยะสั้นมีการโยกย้ายเม็ดเงินเก็งกำไรเข้าสู่กลุ่มหุ้นที่ได้อานิสงส์ทางอ้อมจากการระบาดเช่น กลุ่มโรงพยาบาลและกลุ่มถุงมือยาง เป็นต้น แต่เราไม่แนะนำนักลงทุนระยะกลาง-ยาว เข้าลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ เนื่องจากหากพิสูจน์ได้ว่าสายพันธุ์ใหม่นี้ไม่ได้น่ากลัวมากนัก ราคาหุ้นเหล่านี้มีโอกาสที่จะปรับตัวลงแรงได้ทันที” นายณัฐชาต กล่าว



คัด
2 หุ้นเด่นเดือน ธ.ค.

นายณัฐชาต กล่าวว่า หากตัดประเด็นสายพันธุ์ใหม่นี้ออกไป และโฟกัสไปที่พัฒนาการของโรคโควิดสายพันธุ์เดิมในแต่ละประเทศ ณ ขณะนี้ จะพบว่าโซนยุโรปยังคงมีการระบาดที่รุนแรงต่อเนื่อง จนนำมาสู่มาตรการจำกัดการเดินทางของคนในประเทศที่เพิ่มขึ้น


ด้วยเหตุนี้ จึงมองกลุ่มหุ้นที่ปลอดภัยสำหรับทั้งการเก็งกำไรระยะสั้นและการลงทุนระยะกลางเพื่อคาดหวัง Earnings momentum เชิงบวกที่แน่นอน ไปยังกลุ่มหุ้นส่งออกสินค้าอาหาร/เกษตรของไทย ที่มีแนวโน้มได้ประโยชน์จาก Demand ที่สูงขึ้น ไม่นับรวมกับอานิสงส์ปัจจัยเงินบาทที่ยังคงอ่อนค่าอย่างมากอยู่ ณ ขณะนี้ เลือก XO และ ASIAN เป็น Top pick ของกลุ่มต่อไป



This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”