วิเคราะห์หุ้น BH-BDMS เตรียมพร้อมรับผู้ป่วยต่างชาติ
การท่องเที่ยวในประเทศไทย ส่วนใหญ่พึ่งพาต่างชาติเป็นหลัก เพราะมีเม็ดเงินสะพัดเข้าสู่ระบบในวงเงินที่สูง แต่การระบาดของ COVID-19 ทำให้หุ้นที่พึ่งพาในส่วนนี้ได้รับผลกระทบ และส่วนใหญ่ก็ต่างตั้งความหวังว่าไม่นาน การท่องเที่ยวก็คงจะกลับมาโดดเด่นอีกสักครั้ง
ล่าสุดก็มีข่าวดีที่เป็นผลบวกต่อหลายๆประเทศ รวมทั้งประเทศไทย อย่างผลการทดลองวัคซีน COVID-19 โดยบริษัทยาไฟเซอร์ อิงค์ (Pfizer) ของสหรัฐฯ และไบโอเอ็นเท็ค (BioNTech) เยอรมนี ประสบความสำเร็จในการผลิตวัคซีน COVID-19 ที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคมากกว่า 90% สำหรับผู้ที่ไม่เคยติดเชื้อมาก่อน ซึ่งข่าวดังกล่าวทำให้ตลาดหุ้นตอบรับในเชิงบวกทันที
ทั้งนี้หากการระบาดของ COVID-19 คลี่คลายลง การท่องเที่ยวก็จะเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่คาดจะกับมาโดดเด่นอีกครั้ง และหุ้นในกลุ่มนี้ก็จะได้รับผลดีตามไปด้วย อย่างไรก็ตามยังมีหุ้นกลุ่มอื่นๆ ที่ส่วนใหญ่ก็พึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติเช่นเดียวกัน อย่างบริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH และบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด(มหาชน) หรือ BDMS ซึ่งทั้ง 2 บริษัทประกอบธุรกิจโรงพยาบาลชื่อดังในประเทศไทย
Wealthy Thai ได้ตรวจสอบข้อมูลสิ้นปี 2562 พบว่า BH มีสัดส่วนรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติสูงถึง 66% ส่วนที่เหลืออีก 34% มาจากผู้ป่วยภายในประเทศ ขณะที่ BDMS มีสัดส่วนรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติสูงเช่นเดียวกันที่ระดับ 30% และส่วนที่เหลือ 70% มาจากผู้ป่วยในประเทศ
ล่าสุดนายแพทย์ชาญวิทย์ ตันติ์พิพัฒน์ รองประธานกรรมการ BH เปิดเผยว่า ผลประกอบการงวดไตรมาส 3/63 มีกำไรสุทธิ 221.52 ล้านบาท ลดลง 79% จากงวดเดียวกันปี 62 ที่มีกำไร 1,055.48 ล้านบาท หรือ 1.45 บาท/หุ้น โดยมีรายได้รวม อยู่ที่ 2,948 ล้านบาท ลดลง 38.6% จากไตรมาส 3/62
ด้วยเหตุผลที่ว่า จากข้อจำกัดที่มีอย่างต่อเนื่องในการเดินทางและการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ก็ยังส่งผลกระทบต่อกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติของบริษัทโดยรายได้จากกลุ่มผู้ป่วยชาวต่างประเทศ ลดลง 59.9% หักกลบกับการเพิ่มขึ้นจากรายได้กลุ่มผู้ป่วยชาวไทย 3.4% เป็นผลให้รายได้จากกลุ่มผู้ป่วยชาวไทยคิดเป็นสัดส่วน56.1% จากทั้งหมด ในขณะที่รายได้จากกลุ่มผู้ป่วยต่างประเทศคิดเป็น 43.9%
ดังนั้นทำให้งวด 9 เดือนปี 63 มีกำไร 1,031.15 ล้านบาท ลดลง 64% จากงวดเดียวกันปี 62 ที่มีกำไร 2,861.87 ล้านบาท โดยบริษัทมีรายได้รวม 9,611 ล้านบาท ลดลง 30.8% จากเก้าเดือนแรกของปี 62 กำไรสุทธิ ลดลงร้อย 64%
เช่นเดียวกันกับ BDMS ที่รายงานผลดำเนินงานไตรมาส 3/63 มีกำไรสุทธิ 1,800.7 ล้านบาท ลดลง 38% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 2,890.3 ล้านบาท โดยมีรายได้จากการดำเนินงาน 16,976 ล้านบาท ลดลง 22% จากช่วงเดียวกันปีก่อน จากการลดลงของรายได้ค่ารักษาพยาบาลที่ลดลง 23% โดยเป็นการลดลงของผู้ป่วยชาวต่างชาติเป็นหลัก จากผลกระทบมาตรการจำกัดการเดินทางเข้าประเทศจาก COVID-19 ส่วนรายได้ผู้ป่วยชาวไทยมีแนวโน้มดีขึ้น
ส่วน 9 เดือน กำไรสุทธิ 4,826.56 ล้านบาท ลดลง 63% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 13,194.6 ล้านบาท โดยมีรายได้จาการดำเนินงาน 50,596 ล้านบาท ลดลง 18% และมี EBITDA จำนวน 11,526 ล้านบาท ลดลง 18%
“เรามองว่าความคืบหน้าของวัคซีนรอบนี้มีโอกาสที่จะสำเร็จสูงมาก และจะใช้ได้เร็วภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งเร็วกว่าวัคซีนอื่นๆ ที่จะเริ่มใช้ได้ภายในกลางปีหน้า เพราะมีประสิทธิภาพสูงมากกว่า 90%” นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัดกล่าว
ดังนั้นประเมินว่า SET Index จะเกิด sector rotation โดยเราคาดว่าจะมีการ rotation ไปยัง sector: Tourism, Energy, Bank, Transportation และ Healthcare เป็นหลัก และออกจาก sector: Personal Products, Agribusiness, Electronics และ Commerce
ทั้งนี้อุตสาหกรรม และหุ้นที่เราคาดว่าจะ outperform SET จากความคืบหน้าวัคซีน COVID-19 ได้แก่ 1) Tourism: (MINT) 2) Energy: (PTTEP) 3) Bank: (BBL, KBANK) 4) Transportation: (AOT, AAV) และ5) Healthcare อย่าง BDMS, BH)
BH รับผลบวกจากการเดินทางเข้าประเทศ
นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ได้ให้มุมมองว่า ขณะนี้เราแนะนำ Trading Buy ประเมิน TP21F ใหม่ 117 บาท (เดิม 109 บาท) โดยเรา re-rating PE ของ BH ขึ้นเป็น +2.0SD จากเดิม +0.5SD ของ PE อดีต เนื่องจาก 1) มีมุมมองบวกต่อความ สามารถในการเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในประเทศ 2) คุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายได้ดี ทำให้อัตรากำไรดีกว่าคาด และ 3) ได้ประโยชน์มากสุดจากการผ่อนคลายการเดินทางเข้าประเทศ
ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) บอกว่า ผู้บริหารคาดผลงานในไตรมาส 4/63 เติบโตจากไตรมาส 3/63 แต่ยังหดตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยแรงหนุนเกิดจากผู้ป่วยชาวไทยและ Expat ที่ยังโตต่อเนื่องจากการจัดโปรโมชั่น การลดต้นทุน-ค่าใช้จ่ายใน ไตรมาส 3/63 ลดลงมากกว่าแผนและต่อเนื่องในปี 64 วางเป้าหมายลดลงอีก หรือคิดเป็นอัตรากำไรหลักเพิ่มขึ้น 2% ตามประมาณการรายได้ปี 64 ของเรา
ดังนั้นจึงมองว่าแม้ BH มีความเสี่ยงการปรับลดประมาณกำไรจากตลาด แต่เราคาดราคาหุ้นจะไม่ได้รับผลกระทบด้านลบอย่างมีนัย เนื่องจากราคาหุ้น laggard สะท้อนความกังวลจากตลาดค่อนข้างมาก และอยู่ในสถานะ under-own วัดจาก foreign holding ใน BH ต่ำสุดในรอบ 8 ปี เราคาด catch-up ราคาหุ้น BH ตามตลาดและหุ้นใหญ่จะเกิดขึ้นจากนี้ราว 5-8% ที่ราคาหุ้น 120 บาท
สำนักวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด บอกว่า เราปรับประมาณการปี 63-65 ลง 24%, 20% และ 7% ตามลำดับ สะท้อนการฟื้นตัวของผู้ป่วยต่างชาติที่ล่าช้า และผู้ป่วยชาวไทยที่ฟื้นตัวได้จำกัด เราแนะนำให้ถือ แต่ปรับมูลค่าที่เหมาะสมลดลงเป็น 98 บาท/หุ้น เราประเมินมูลค่าที่เหมาะสมของ BH อิง EV/EBITDA ที่ 21 เท่าสำหรับปี 64 แต่มีความเสี่ยงคือ การแข่งขันที่เพิ่มขึ้น, การเดินทางของต่างชาติที่กลับมาช้า, กำลังซื้อที่ลดลง และต้นทุนคงที่ที่สูง
แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยต่างชาติคาดว่าจะเริ่มกลับมาได้ในกลางปี 64 หลังมีวัคซีน และอนุญาตให้บินได้ และทำให้ผลประกอบการฟื้นตัวชัดเจนขึ้นในครึ่งหลังปี 64 แต่ยังไม่กลับสู่ปกติ ในด้านของส่วนลดและการตรวจสุขภาพคาดว่าจะช่วยเพิ่มปริมาณผู้มาใช้บริการในช่วงที่ต่างชาติหายไป
BDMS ผลงานผ่านจุดต่ำสุดแล้ว
“BDMS จัดเป็นรพ.ที่มีผู้ป่วยต่างชาติสูงเป็นอันดับ 2 รองจาก BH คือมีสัดส่วนรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติที่บินมารักษาโดยตรงถึง 15% อย่างไรก็ตามกำไรงวดไตรมาส 3/63 ที่ฟื้นตัวดีกว่าคาด ทำให้กำไรปกติงวด 9 เดือนปี 63 อยู่ที่ 4,813 ล้านบาท ลดลงเพียง 37.3% YoY และคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 79% ของประมาณการกำไรสุทธิทั้งปี 2563” นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) กล่าว
อีกทั้งกำไรงวดไตรมาส 4/63 มีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องจากงวดไตรมาส 3/63 จากการที่ไทยลดระดับการควบคุม COVID-19 โดยให้ผู้ที่เดินทางจากต่างประเทศกักตัวใน State Quarantine/Alternative State Quarantine/Alternative Hospital Quarantine จาก 14 วันเหลือ 10 วัน และมีการส่งเสริม Medical Tourist/และการเดินทางมาท่องเที่ยวแบบกลุ่มประเภท long-stay
รวมถึง sentiment เชิงบวกของความก้าวหน้าในการค้นพบวัคซีนรักษา COVID-19 คาดจะช่วยให้ผู้ป่วยต่างชาติมีแนวโน้มเดินทางมารักษาในไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะในปี 2564 ส่งผลให้เรามีแนวโน้มปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2563-64 หลังการประชุมนักวิเคราะห์ โดยเบื้องต้น ประเมินมูลค่าพื้นฐานหุ้นปี 2564 ที่ 24 บาท แนะนำซื้อ
ส่วนนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) บอกว่า สถานการณ์ในช่วงที่เหลือของปีมีแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งรัฐบาลเริ่มเปิดประเทศ ซึ่งเริ่มมีคนไข้กลับมาบางส่วน และมีรายได้เสริมจากการเข้าร่วมโครงการเป็น Alternative State Quarantine ภาพรวมปี 2563 เราประมาณการกำไรปกติที่ 6,292 ล้านบาท ปรับลดลง 37%YoY
เราคาดหวังผลประกอบการจะกลับมาเติบโตในปีหน้า จากสถานการณ์ COVID-19 ในต่างประเทศคลี่คลายในทางที่ดีขึ้น จากการคิดค้นวัคซีนที่มีความคืบหน้า โดยเราประมาณการกำไรปี 2564 ฟื้นตัว 30%YoY เป็น 9,495 ล้านบาท เราคงคำแนะนำซื้อ เรามองว่าผลประกอบการผ่านจุดที่แย่สุดไปแล้ว และครึ่งปีหลังผลประกอบการเริ่มฟื้นตัว และกลับมาเติบโตโดดเด่นในปีหน้า เราคงมูลค่าพื้นฐานในปี 2564 ที่ 24.30 บาท อิงวิธี DCF ที่ส่วนลด WACC ที่ 7%
นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด บอกว่า ขณะนี้ยังคงกำไรสุทธิปี 64 ที่ 9,071 ล้านบาท (+45% YoY) บนสมมติฐานว่าผู้ป่วยต่างชาติกลับมาฟื้นตัวในปี 64 เป็นต้นไป และคงกำไรสุทธิปี 63 ที่ 6,273 ล้านบาท (-59% YoY) กำไรปรับตัวลดลง YoY สะท้อนผลประกอบการที่อ่อนแอจากผลกระทบ COVID-19 และพ.ร.ก.ฉุกเฉินในช่วงที่ผ่านมา แนะนำ "HOLD" ราคาเป้าหมาย 21.10 บาท/หุ้น
