เกาะเทรนด์ 6 หุ้นธุรกิจสุขภาพ เมื่ออุตสาหกรรมจะเป็นธุรกิจดาวรุ่งในปี 65
จากประเด็นมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ออกมาจัดอันดับธุรกิจดาวรุ่งของปี 65 โดยหนึ่งในนั้นมีธุรกิจธุรกิจเวชภัณฑ์ ยา เภสัชภัณฑ์, ธุรกิจเครื่องมือแพทย์ ธุรกิจอาหารเสริมและสุขภาพ-ขายตรงด้วย ดังนั้นทีมข่าว Wealthy Thai จึงได้รวมรวบความน่าสนใจของหุ้นกลุ่มนี้มาฝากนักลงทุนอีกเช่นเคย
โดยหนึ่งในเทรนด์ธุรกิจที่มาแรงหลังยุค COVID-19 คือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกบัการดูแลสุขภาพ แม้สถานการณ์ COVID-19 จะคลี่คลาย แต่คนทั่วโลกยังคงหันมาใส่ใจในสุขภาพเพื่อให้ห่างไกลจากโรคอุบัติใหม่และโรคอุบัติเก่า สะท้อนจะมุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน)ที่ออกมาประเมินไว้อย่างน่าสนใจ
โดยมีใจความว่า ตลาดยา ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และอาหารเพื่อสุขภาพอยู่ในช่วงขาขึ้นชัดเจน แม้การแพร่ระบาดของ COVID-19 จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจแทบจะทุกภาคส่วนทั่วโลก แต่อุตสาหกรรมยา เวชภัณฑ์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมไม่กี่ประเภท ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดแต่อย่างใด
แต่ในทางตรงกันข้าม กลับทำให้เกิดเทรนด์รักสุขภาพซึ่งเป็น New normal ผู้บริโภคหันมาดูแลใส่ใจสุขภาพในเชิงป้องกันและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายมากขึ้น ต่างจาก ในช่วงก่อนหน้าที่จะเกิดการอุบัติของโรคระบาด ความต้องการวิตามินและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมักเกี่ยวข้อง กับการเพิ่มขึ้นของวัย Euromonitor International คาดว่าตลาดผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับสุขภาพโดยรวมจะเติบโต เฉลี่ย 5.7% CAGR ในช่วงปี 64-68 สูงกว่าในช่วง 5 ปีก่อนหน้าที่โตเฉลี่ย 3.4% CAGR
สำหรับตลาดผลิตภัณฑ์สุขภาพในไทย Euromonitor International คาดว่าจะขยายตัวเฉลี่ย 5.2% CAGR ใน 5 ปีข้างหน้า ตลาดที่คาดว่าจะเติบโตเร็วที่สุดคือ ตลาดวิตามินและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (มีส่วนแบ่งตลาด 29.3%) โดยคาดโตเฉลี่ย 8.4% CAGR
ขณะที่ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากสมุนไพรหรือยาแผนโบราณซึ่งครองส่วนแบ่งตลาดมากสุด 42.5% คาดว่าจะขยายตัวช้าๆ เฉลี่ย 2.6% CAGR อย่างไรก็ดีกระแสความต้องการผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากธรรมชาติมีมากขึ้น จะเป็นโอกาสของประเทศไทยที่มีพืชพันธุ์ไม่ต่ำกว่า 20,000 ชนิดที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์เป็นสมุนไพร และอาจช่วยให้ตลาดโดยรวมเติบโตสูงกว่าที่คาดการณ์
“แนวโน้มในอีก 5 ปีข้างหน้า Euromonitor International ประเมินว่าตลาดผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับการ ดูแลสุขภาพของไทยจะเติบโตในอัตราเฉลี่ย 5.2% CAGR เติบโตในอัตราใกล้เคียงกับในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาและ ใกล้เคียงกับการเติบโตของตลาดผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพของโลก โดยคาดว่ามูลค่าตลาดรวมของไทย ในปี 68 จะมีจำนวน 132,921 ล้านบาท”
การแข่งขันสูงแต่ตลาดใหญ่พอที่จะรองรับผู้ประกอบการจำนวนมาก
ผู้เล่นในอุตสาหกรรมมีจำนวนมาก ทั้งที่เป็นผู้ประกอบการของคนไทยและต่างชาติ รวมถึงยาราคาถูกที่นำเข้าจากจีนและอินเดีย การแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้มีการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจที่เกี่ยวกับยา เวชภัณฑ์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์เพิ่มขึ้นอย่างมากในงวด 8 เดือนปีนี้ มีธุรกิจจัดตั้งใหม่เพิ่มถึง 44.0%เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ยิ่งทำให้การแข่งขันทวีความรุนแรง แต่เชื่อว่าความต้องการมีมากพอที่จะรองรับผู้ประกอบการจำนวนมากได้ปัจจัยสนับสนุนมาจากจำนวนผู้สูงอายุและความเจ็บป่วยที่เพิ่มขึ้น การเข้าถึงช่องทางการรักษาที่ดีขึ้น การขยายตัว ของการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์นโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ และพฤติกรรมที่หันมาใส่ใจดูแลสุขภาพมากขึ้น
สำหรับหุ้นในกลุ่มยา เวชภัณฑ์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่อยู่ใน FSS Coverage มี 6 หลักทรัพย์ โดย 5 หลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาด MAI (IP, JP, SMD, WINMED) และ 1 หลักทรัพย์อยู่ใน SET กลุ่ม Commerce (MEGA) ทั้ง 6 บริษัทไม่สามารถเทียบเคียงกันได้โดยตรงเพราะไม่ได้มีธุรกิจเหมือนกันทั้งหมด
โดยได้จัดกลุ่มผู้ประกอบการที่มีธุรกิจใกล้เคียงกันมากที่สุด ได้แก่ 1) ผู้ประกอบการที่มีโรงงาน มีแบรนด์ของตนเอง และ รับจ้างผลิตให้แก่บุคคลภายนอก ได้แก่ IP, JP, MEGA ผู้ประกอบการที่เป็นตัวแทนจำหน่ายอุปกรณ์ทางการแพทย์ เครื่องและชุดอุปกรณ์สำหรับการรักษาทางการแพทย์ ได้แก่ SMD และ WINMED และ 3) ผู้ประกอบการที่ดำเนิน ธุรกิจร้านขายยา ไม่มีโรงงานผลิตแต่มีหน้าร้าน ได้แก่ HL
HL และ MEGA เป็น Top picks ของกลุ่ม
ในบรรดาโรงงานผลิตยาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทั้ง 3 หลักทรัพย์ MEGA มีแบรนด์ที่แข็งแกร่ง เป็นที่รู้จักเป็น อย่างดีทั้งในและต่างประเทศ มีตลาดกระจายอยู่ในหลายภูมิภาค และมีโรงงานผลิตยาในหลายประเทศ ถือเป็นการกระจายความเสี่ยงที่ดี ทำให้กำไรของ MEGA ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ ไม่ค่อยสร้างเซอร์ไพรส์ในทางลบให้กับตลาด แม้ว่า MEGA จะมีอัตราการเติบโตของกำไรปี 65-66 ต่ำกว่า IP และ JP
โดยคาดกำไรของ MEGA ปี 65 เติบโต 13.9% จากปีนี้ และปี 66 เติบโต 14.1% จากปี 65 ซึ่งก็ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งกลุ่ม แต่การเติบโตของ IP และ JP เป็นการเติบโตจากฐานต่ำในปี 63 นอกจากนี้ MEGA ยังบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายได้ดี มีอัตรากำไรขั้นต้นและอัตรากำไรสุทธิที่ดีกว่า IP และ JP และมี Valuations ถูกกว่ามาก โดยมี 2022 PE 21.8 เท่า และ EV/EBITDA 16.1 เท่า ถูกกว่า IP และ JP ราวครึ่งหนึ่ง จึงประเมินราคาเป้าหมายปี 65 ของ MEGA ที่ 63 บาท
HL เป็นร้านขายหนึ่งเดียว
ขณะที่ HL เป็นร้านขายหนึ่งเดียวในกลุ่ม และเป็นเชนร้านขายยาบริษัทแรกที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ มีโครงสร้าง ธุรกิจคล้ายกลุ่มค้าปลีก ปัจจุบันยังมีสาขาไม่มากเพียง 25 สาขา จึงมีช่องว่างให้โตได้อีกมาก ขณะที่อุปสรรคของ ผู้ประกอบการที่จะเข้ามาใหม่มีค่อนข้างสูง เพราะเป็นธุรกิจที่มีกฎระเบียบเข้มงวดทั้งสถานประกอบการ คุณภาพ การจัดเก็บยา ต้องมีเภสัชกรให้คำแนะนำประจำร้าน และยังต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่าย
ซึ่งล้วนแต่เป็นจุดแข็งของบริษัทที่สามารถปฏิบัติได้ครบถ้วน ซึ่งทำให้ผลการดำเนินงานของบริษัทแข็งแกร่ง มี เสถียรภาพ มีความผันผวนต่ำ โดยคาดกำไรสุทธิปี 64-66 จะเติบโตดีต่อเนื่องคิดเป็นอัตราการโต 35.8% CAGR และประเมินราคาเป้าหมายปี 65 ที่ 15 บาท
WINMED กำไรจะเติบโตสูง
WINMED กำไรจะเติบโตสูงมากหาก New S-curve ประสบผลสำเร็จ โดยคาดกำไรสุทธิปี 65 ขยายตัวก้าวกระโดด 90.5%จากปีนี้ ส่วนหนึ่งมาจากฐานต่ำในปีนี้ เนื่องจากรายได้หลัก ประมาณ 90% มาจากผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับโลหิต (Blood bank, Blood safety) และผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพสตรี ถูกกระทบจากการ Lockdown หลายครั้งในช่วงปี 63-64 เพราะทำให้คนเลี่ยงในการเข้าไปตรวจร่างกายที่ โรงพยาบาล การผ่าตัดที่ไม่จำเป็นถูกเลื่อนออกไป
อีกสาเหตุหนึ่งของการเติบโตมาจากธุรกิจที่เป็น New S-curve ได้แก่ห้องแล็บต่างๆ ได้แก่ 1.ห้องแล็บสำหรับตรวจเชื้อ COVID-19 แบบ RT-PCR และ TMA ที่เปิดให้บริการแล้ว เมื่อวันที่ 9 พ .ย.64 หลังได้รับการรับรองจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เป็นที่เรียบร้อย
2.แล็บตรวจครบวงจร เชื้อ HPV และ STD เริ่ม (โรคติดต่อทางเพศ) ให้บริการในไตรมาส 1/65 และ 3. แล็บสำหรับการผลิตยา Immunotherapy การรักษาโรคโดยอาศัยการทำงานของภูมิคุ้มกัน คาดก่อสร้างแล้วเสร็จ พร้อมให้บริการในไตรมาส3/65 รวมถึงการสรรหา ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงคือธุรกิจใหม่ไม่เป็นไปตามแผน จึงชอบน้อย กว่า MEGA และ HL อย่างไรก็ตามยังแนะนำ ซื้อ ให้ราคาเป้าหมายปี 65 ที่ 7.80 บาท
ล่าสุดนายนันทิยะ ดารกานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร WINMED เปิดเผยว่า ทิศทางธุรกิจในช่วงไตรมาส 4/64 คาดว่าจะเห็นการเติบโตดีต่อเนื่อง ปัจจัยสนับสนุนจากความคืบหน้าของการกระจายฉีดวัคซีนทั่วประเทศ สร้างความเชื่อมั่นใช้บริการทางการแพทย์เพิ่มขึ้น ประกอบกับธุรกิจเข้าสู่ช่วงไฮซีซัน ผู้ใช้บริการให้ความสำคัญกับการตรวจสุขภาพมากขึ้น โครงการ สปสช.เร่งตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก หนุนธุรกิจกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพสตรี อีกทั้ง ความกังวลของประชาชนลดลง สามารถปรับตัวในการใช้ชีวิตวิถีใหม่ ประกอบกับการผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรค ส่งผลให้ธุรกิจกลุ่มผลิตภัณฑ์ธนาคารโลหิต กลุ่มผลิตภัณฑ์ความปลอดภัยทางโลหิต ปรับตัวดีขึ้น
ทั้งนี้ บริษัทเริ่มให้บริการ “ WINMED LAB“ ห้องปฏิบัติการมาตรฐานการตรวจหาสารพันธุกรรมของไวรัส และยืนยันผลด้วยระบบ RT-PCR และ TMA (Transcription Mediated Amplification) ซึ่งเป็นคลินิกเทคนิคการแพทย์แห่งเดียวในประเทศไทย ที่ได้รับการรับรองการตรวจทั้งสองระบบ สามารถตรวจหาเชื้อไวรัส COVID-19 ได้ทุกสายพันธุ์รวมถึงสายพันธุ์ใหม่ โอไมครอน ร่วมกับบริการตรวจคัดกรองโควิด-19 เชิงรุกนอกสถานที่ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน รองรับความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย เสริมศักยภาพธุรกิจ
อีกทั้ง บริษัทเดินหน้าออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ชุดตรวจคัดกรอง COVID-19 แบบเร่งด่วน (ATK) แบรนด์ LITUO สำหรับตรวจคัดกรองด้วยตนเอง ด้วยวิธีการเก็บตัวอย่างจากทางโพรงจมูกส่วนปลายและเก็บตัวอย่างจากน้ำลาย ที่มีประสิทธิภาพความแม่นยำสูงและใช้งานง่าย สามารถตรวจจับหาเชื้อไวรัส COVID-19 ทุกสายพันธุ์ที่แพร่ระบาดในปัจจุบัน รวมถึงสายพันธุ์ โอไมครอน ที่ได้รับการอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อออกจำหน่ายให้แก่ประชาชนทั่วไป ผ่านช่องทางออนไลน์ ร้านขายยา โรงพยาบาลสถานพยาบาลทั่วประเทศ ในช่วงไตรมาส 4/64
โดยก่อนหน้าบริษัทออกจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ชุดตรวจคัดกรอง COVID-19 แบรนด์ JOYSBIO สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ และสำหรับตรวจคัดกรองด้วยตนเอง ซึ่งทั้งสองผลิตภัณฑ์มีกระแสตอบรับที่ดี ได้รับคำสั่งซื้อเข้ามาต่อเนื่อง อีกทั้ง จัดหาและเตรียมออกผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่กลุ่มป้องกันเชื้อไวรัสเข้ามาเพิ่มเติมต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการประชาชนในวงกว้าง ช่วยสร้างรายได้ให้บริษัท เติบโตตามเป้าหมายที่วางไว้
IP ไตรมาส 4 ทำนิวไฮต่อ
ขณะที่ IP นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยว่า คาดการณ์ผลการดำเนินงานไตรมาส 4/64 จะอยู่ที่ราว 33 ล้านบาท เติบโตทั้งจากไตรมาสก่อน และช่วงเดียวกันของปีก่อน ทำจุดสูงสุดใหม่อีกครั้ง ปัจจัยหนุนจากการรับรู้รายได้จากการรับจ้างผลิตยาและอาหารเสริมของโรงงานเทวาฟาร์มาเพิ่มเติมราว 30 ล้านบาท ประกอบกับแนวโน้มอัตรากำไรขั้นต้นจะค่อยๆดีขึ้น หลังค่าใช้จ่ายปรับปรุงโรงงานลดลง อีกทั้งมองว่าโรงงานผลิตยาโมเดิร์นฟาร์มาจะเริ่มมีกำไรในไตรมาส 4/64 เป็นไตรมาสแรก
คาดการณ์ปี 2565 เติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง หลังซื้อโรงงานผลิตยาแล้วเสร็จ มุ่งขยายช่องทางปลายน้ำเติมเต็ม Supply Chain พร้อมต่อยอดด้วย Telepharmacy คาดการณ์ปี 2565 จะเป็นปีที่บริษัทเติบโตสูงอีกปีหนึ่ง โดยมีปัจจัยหนุนที่สำคัญจาก
-
การรับรู้รายได้จากการผลิตยาของโรงงานเทวาฟาร์มา และโมเดิร์นฟาร์มาเข้ามาเต็มปี โดยมีการรับจ้างผลิตยาและอาหารเสริม (OEM) ทั้งจากลูกค้าเดิมของโรงงานเทวา การเป็น OEM ให้กับ TU และเติบโตจากลูกค้ารายใหม่
-
การรับรู้รายได้จากธุรกิจร้านขายยา LAB Pharmacy ที่คาดว่าจะทำรายการแล้วเสร็จในช่วงไตรมาส 1/65 ซึ่งเรามีมุมมองเชิงบวกต่อการเข้าซื้อกิจการดังกล่าว เนื่องจากเป็นการขยาย Supply chain เพื่อให้ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำ (โรงงาน) ไปจนถึงปลายน้ำ (ช่องทางจำหน่าย) และยังสามารถใช้ช่องทางดังกล่าวรองรับโอกาสการขยายธุรกิจอื่นๆ ในอนาคต เช่น Telepharmacy เป็นต้น โดยเรายังไม่รวม upside เกี่ยวกับประเด็นนี้ในประมาณการปัจจุบันของเรา
-
ธุรกิจ Telepharmacy ต่อยอดร้านขายยา โดยเมื่อวันที่ 8 ธ.ค. ที่ผ่านมา บริษัทได้มีประกาศการเข้าทำบันทึกข้อตกลงเบื้องต้นเพื่อลงทุนในธุรกิจ Telepharmacy ร่วมกับบริษัท อินโนฮับ จำกัด บริษัทย่อยของ OTO) โดยมีจุดประสงค์เพื่อจัดตั้งบริษัทร่วมทุนในการประกอบธุรกิจจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพ รวมถึงการให้คำปรึกษาด้านเภสัชกรออนไลน์ (Telephamacy) โดยบริษัทจะร่วมทุนในสัดส่วน 50% ทั้งนี้ หากผลการศึกษาความเป็นไปได้ในการดำเนินธุรกิจเป็นที่น่าพอใจ คาดว่าจะจัดตั้งบริษัทร่วมทุนในช่วงไตรมาส 1/65F
โดยฝ่ายวิเคราะห์มองว่าเป็นปัจจัยเชิงบวกต่อธุรกิจ เป็นการต่อยอดด้านปลายน้ำหลังซื้อร้านขายยา ซึ่งหากมี Telephamacy ทำให้เกิดความสะดวกสบายต่อลูกค้า ซึ่งอาจสามารถมารับยาได้ที่สาขาได้รวดเร็วปลอดภัยขึ้น รวมถึงเป็นการสร้างความหลากหลายเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้า และเป็นการขยายฐานลูกค้าให้บริษัท โดยยังไม่รวม upside เกี่ยวกับประเด็นนี้ในประมาณการปัจจุบัน
คงคำแนะนำ “ซื้อ” ปรับใช้ราคาเป้าหมายปี 2565 ที่ 29.70 บาทต่อหุ้น โดยคาดการณ์อัตราการเติบโตของกำไรสุทธิ CAGR ปี 63-66 ราว 76% ต่อปี โดยยังไม่รวม Upside จากการซื้อร้านขายยา ธุรกิจ Telepharmacy และแผนธุรกิจอื่นๆ ในอนาคต
JP กำไรปี 64-66 เติบโตเฉลี่ย 40.3%
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า คาดกำไรเริ่มยกฐานตั้งแต่ปี 65 จากการเพิ่มสินค้าโดยเฉพาะ Own brand ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2018-2020) รายได้เติบโตเฉลี่ยเพียง 1.4% CAGR ส่วนกำไรปกติโตเพียง 5.9% CAGR ตาดคาดกำไรปกติปี 64 โต 8.6% บนสมมติฐานรายได้จากการขายลดลง 5.2% เพราะถูกกระทบจาก COVID-19 ผู้บริโภคมีความระมัดระวังการใช้จ่าย
แต่คาดว่ากำไรจะยกฐานตั้งแต่ปี 65 จากการนำเสนอสินค้านวัตกรรมใหม่ๆ เช่น ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากโปรตีนพืช (Plant-based protein) หรือไข่น้ำ (Wolffia Globosa) การเพิ่มสัดส่วน Own brand การบริหารจัดการทรัพยากรภายในให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงคาดกำไรปี 64-66 เติบโตเฉลี่ย 40.3% CAGR
SMD ตั้งเป้ารายได้ปี 64-67 เติบโตเฉลี่ย 15%
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบีเอสที จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้ปี 64-67 เติบโตด้วย CAGR +15% โดยมีเป้ารายได้ปี 65 ที่ 1.8 พันล้านบาท จากยอดขาย ATK เป้า 100 ล้านบาท เครื่อง High flow ราว 500-600 เครื่อง (รัฐบาลมีงบประมาณการซื้อเครื่อง High flow 3-4 พันเครื่อง ราคาเรื่องละ 1.8-2 แสนบาท) และจากยอดขาย accessories ที่ต้องเปลี่ยน 2 ครั้งต่อเดือน ราคาราว 2 พันบาท ส่วน เครื่อง AED เป้ายอดขาย 2 พันชิ้นต่อปี มูลค่าราว 100 ล้านบาท
ทั้งนี้คาดเริ่มรับรู้ เครื่องมือแพทย์ให้เช่า เครื่องให้น้ำเกลือ ล็อตแรกราว 100-200 ชุด (จาก 2500 ชุด) ในไตรมาส 1/65 คิดเป็นยอดราว 50 ล้านบาท และสินค้าใหม่ Telemedicine ซึ่งคาดว่าจะมีการใช้งานมากขึ้นในอนาคต โดยจะเป็นทางเลือกใหม่ในการพบแพทย์และส่ง prescription ผ่านทางออนไลน์ โดยมี platform Cloud ในการจัดเก็บข้อมูลและผู้ป่วยสามารถซื้อยาได้เองจากร้านขายยาใกล้เคียง โดยบริษัทตั้งเป้ายอดขาย 100-200 ล้านบาท ทั้งนี้บริษัทคาดว่าโดยรวมจะยังคงรักษาระดับ GPM ได้ในระดับ 40-44%
ดังนั้นคงกำไรสุทธิปี 64 ที่ 330 ล้านบาท (+230% YoY) โดยคาดรายได้ที่ 1.53 พันล้านบาท (+132% YoY) ได้อานิสงส์จากการขายเครื่องมือแพทย์เกี่ยวเนื่องโควิด และ ณ สิ้น 30 ก.ย. มี backlog อยู่ราว 300 ล้านบาท ทั้งนี้ได้ปรับกำไรปี 65 ขึ้น 64% ที่ 333 ล้านบาท (+1% YoY) จากการปรับรายได้ขึ้นมา 19% ที่ 1.77 พันล้านบาท แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมายปี 65 ที่ 20.00 บาท

