เช็คงบ Q3 หุ้นโรงไฟฟ้ารายใหญ่ ลุ้น “ไบเดน” ชนะเลือกตั้ง ลุยลงทุนในสหรัฐฯ
เข้าสู่ช่วงประกาศผลประกอบการของไตรมาส 3/63 กันแล้ว ภายใต้แรงกดดันมากมายที่เกิดขึ้นทั่วโลก ที่ส่งผลต่อสภาวะเศรษฐกิจโดยรวม หนึ่งในหุ้นที่นักลงทุนจับตาคงหนีไม่พ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า ที่ต่างว่ากันว่าเป็นหุ้นหลุมหลบภัยชั้นดี แม้เกิดเหตุการณ์อะไรก็ตามที่กระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจ
ล่าสุดประเด็นการเลือกตั้งสหรัฐฯ มีกระแสข่าวออกมาว่า พลังงานหมุนเวียนทั่วโลกจะได้อานิสงส์หากโจ ไบเดน ได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บอกว่า ชัยชนะของโจ ไบเดน จะช่วยหนุนธีมพลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่สำหรับประเทศไทย นักลงทุนต้องเลือกหุ้นอย่างระมัดระวัง โดยหุ้นพลังงานไทยส่วนใหญ่จะเน้นที่ประเทศในกลุ่ม ASEAN เนื่องจาก สะดวกในการเดินทางข้ามประเทศ รวมทั้งต้นทุนในการทำ due diligence ถูกกว่า และสามารถเคลื่อนย้ายพนักงานในระดับปฏิบัติการ และฝ่ายจัดการได้ง่าย
อย่างไรก็ตามการลงทุนในสหรัฐฯ ก็อาจจะเป็นไปได้สำหรับบริษัทที่มีฐานอัตรากำไรสูงอย่างเช่น EGCO, GULF, GPSC และ RATCH โดยเรามองว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ GULF ,GPSC และ BPP จะขยายธุรกิจไปที่สหรัฐ
ดังนั้นครั้งนี้เราจึงหยิบยก 5 หุ้นใหญ่ของกลุ่มโรงไฟฟ้าที่มีมาร์เก็ตแคปสูงสุด 5 อันดับแรก สิ้นสุดเดือน ต.ค.63 ซึ่งต้องจับตาดูว่าผลประกอบการไตรมาส 3/63 จะเป็นอย่างไร และวันนี้เรารวบรวมคาดการณ์จากนักวิเคราะห์มาฝากนักลงทุนกันแล้ว ประกอบด้วยหุ้นที่มีมาร์เก็ตแคปมากสุดของกลุ่มคือ GULF, GPSC, EA, BGRIM และEGCO ตามลำดับ
โดยนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ได้ประเมิน กำไรไตรมาส 3 ของกลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานหลัก ซึ่งบอกว่า การขาดทุน FX จะทำให้กำไรไตรมาส 3/2563 ออกมาอ่อนแอ แต่มีกำไรปกติที่เติบโตแข็งแกร่ง เราคาดว่ากำไรสุทธิไตรมาส 3/2563 ของบริษัทด้านโรงไฟฟ้าพลังงานหลักทั้ง 7 แห่งที่เราวิเคราะห์อยู่ (BGRIM, BPP, CKP, EGCO, GPSC, GULF, RATCH ) จะเติบโตขึ้น 9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 37% จากไตรมาสก่อน เป็น 8.2 พันล้านบาท
ขณะที่คาดว่ากำไรปกติโดยรวมของทั้ง 7 บริษัทจะเติบโตขึ้น 16% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเติบโต 23% จากไตรมาสก่อน เป็น 9.4 พันล้านบาท ด้วยต้นทุนก๊าซที่ลดลง (GULF, BGRIM และ GPSC) และอุปสงค์ที่สูงขึ้นในกลุ่มผู้ใช้ภาคอุตสาหกรรม (BGRIM และ GULF) การปิดซ่อมบำรุงที่น้อยลง (BPP และ RATCH) และช่วง high season สำหรับโรงไฟฟ้าพลังน้ำ (CKP, EGCO และ GPSC)
โดยประเมินกำไรสุทธิงวดไตรมาส 3 ของ GULF จะอยู่ที่ 907 ล้านบาท ลดลง 16%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 52% จากไตรมาสก่อน ซึ่งมีโรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์รวมจำนวน 2,755 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้น 1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ขณะที่ GPSC ประเมินกำไรสุทธิงวดไตรมาส 3 จะอยู่ที่ 1,890 ล้านบาท เพิ่มขึ้นสูงถึงระดับ 112% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่อยู่ระดับเดียวกันกับไตรมาสก่อน โดยมีโรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์รวมจำนวน 4,742 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้น 12%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ส่วน EA ประเมินกำไรสุทธิงวดไตรมาส 3 จะอยู่ที่ 993 ล้านบาท ปรับตัวลดลง 41% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และปรับตัวลดลง 14% จากไตรมาสก่อน โดยมีโรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์รวมจำนวน 664 เมกะวัตต์ เท่ากับช่วงเดียวกันของปีก่อน และไตรมาสก่อน
ตามด้วย BGRIM ประเมินกำไรสุทธิงวดไตรมาส 3 จะอยู่ที่ 491 ล้านบาท ลดลง 36% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 52% จากไตรมาสก่อน โดยมีโรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์รวมจำนวน 1,905 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้น 3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่เท่ากับไตรมาสก่อน
และสุดท้าย EGCO ประเมินกำไรสุทธิงวดไตรมาส 3 จะอยู่ที่ 2,014 ล้านบาท ลดลง 29% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 60% จากไตรมาสก่อน โดยมีโรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์รวมจำนวน 5,566 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้น 3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่เท่ากับไตรมาสก่อน
