ถึงเวลารีเทิร์น! 3 หุ้นแถวบนกลุ่มปิโตรเคมี โอกาสและปัจจัยบวกที่รออยู่ในอนาคต
บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าแนวโน้มส่วนต่างราคาปิโตรเคมีขยายตัวในไตรมาส 1/65 เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับความรุนแรงของโควิด 19 สายพันธุ์ใหม่ โอมิครอนคลี่คลายลง โดยคาดว่าอุปสงค์ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีจะปรับตัวดีขึ้นในวงกว้างต่อเนื่องไปจนถึงไตรมาส 1/65 เนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลก
นอกจากนี้ปกติไตรมาสแรกเป็นช่วงไฮซีซั่น สำหรับอุปสงค์ปิโตรเคมีจากแนวโน้มดังกล่าว คาดว่าอัตรากำไรจากปิโตรเคมีจะทรงตัวจากปีก่อนและเพิ่มจากไตรมาสก่อนในไตรมาส 1/65 ในขณะที่อุปทานที่มีจำกัดซึ่งเป็นผลมาจากนโยบายการควบคุมมลพิษของจีน และ/หรือความล่าช้าในการเริ่มต้นของกำลังการผลิตใหม่ อาจเป็นอัพไซด์ต่อราคาและส่วน ต่างราคา ปิโตรเคมีการเปิดตัวของกำลังการผลิตใหม่ในระหว่างไตรมาส อาจจำกัดการฟื้นตัวของส่วนต่างราคา
สำหรับกลุ่มหุ้นในหมวดหมู่ที่ทำธุรกิจโตรเคมีเป็นหลักใหญ่ประกอบไปด้วยบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC,บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC สองบริษัทยักษ์ใหญ่ในตลาดหุ้นไทย และเป็นบริษัทย่อยของกลุ่มปตท.ที่ประกอบธุรกิจปิโตรเคมีรายใหญ่ และ IVL หรือบริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หนึ่งในเจ้าของธุรกิจปิโตรเคมีกลางน้ำและปลายน้ำที่ใหญ่ติดอันดับต้นๆของโลกเลยก็ว่าได้
ปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญ
ขณะที่ในมุมมองของปัจจัยพื้นฐานเริ่มเรื่องกันที่ PTTGC นักวิเคราะห์ ระบุว่า กำไรหลักไตรมาส 1/65 ของ PTTGC คาดว่าจะขยายตัวจากไตรมาสก่อน หนุนโดยกำไรจากธุรกิจปิโตรเคมีที่ปรับตัวดีขึ้น (ปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น และการปิดซ่อมบำรุงที่น้อยลง และอัตรากำไรที่เพิ่มขึ้น)
รวมถึงการรับรู้ผลประโยชน์จาก Allnex ซึ่งการเข้าซื้อกิจการเสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 2564) และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่กลับมาสู่ระดับปกติ ในแง่ของการเติบโตจากปีก่อน เพราะกำไรหลักของบริษัทมีแนวโน้มที่จะลดลง ซึ่งถูกกดดันจากส่วนต่างราคาปิโตรเคมีที่ลดลง,ส่วนแบ่งกำไรที่ลดลงจากบริษัทร่วม, และค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่สูงขึ้น
แม้ว่าผลประกอบการไตรมาส 4/64 ของ PTTGC จะดูไม่น่าตื่นเต้นแต่เชื่อว่าณ ระดับราคาปัจจุบัน ซื้อ ขายที่PBV ณ สิ้น ปี 65 ที่ 0.8 เท่า ได้สะท้อนไปในราคาหุ้นแล้ว ในระยะยาว การเข้าซื้อกิจการ Allnex จะเป็นก้าวแรกของ PTTGC ในการเปลี่ยนพอร์ตธุรกิจให้มีผลิตภัณฑ์ชนิดพิเศษมากขึ้น ช่วยเพิ่มความสามารถในการทำกำไรและผลประกอบการในระยะยาว นอกจากนี้อาจมีอัพไซด์ จากการเข้าซื้อกิจการใหม่
ส่วนอีกหนึ่งบริษัทลูกที่สำคัญของกลุ่มปตท.ในธุรกิจปิโตรฯอย่าง IRPC ถือเป็นอีกหุ้นที่จะได้รับประโยชน์จากธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าด้วยเช่นกันเพราะผลิตภัณฑ์ชนิดพิเศษของ IRPC ประเภทเม็ดพลาสติกชนิดพิเศษพีพีคอมพาวด์ ซึ่งสามารถจำหน่ายให้กับกลุ่มลุกค้าในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์และยานยนต์ไฟฟ้า (EV)
นักวิเคราะห์มีมุมมองเชิงบวกต่อแผนของ IRPC ในการขยายกำลังการผลิตสินค้ากลุ่มพิเศษ (specialty) เป็น 52% ของปริมาณขายภายใน 68 จาก 20% ในปี 64 ซึ่งสินค้า specialty อยู่ในหมวดปิโตรฯ โดย IRPC มีกำลังการผลิต 1.3 ล้านตันในตอนนี้ โดยอีก 32% จะมาจากการอัพเกรดผลิตภัณฑ์ปัจจุบันและพัฒนาผ่าน JV IRPC จะเน้นไปที่ PP และ ABS โดย PP ใช้ในเวชภัณฑ์, ชิ้นส่วนรถยนต์, และบรรจุภัณฑ์ ซึ่งจะพัฒนา PP เรซิน เพื่อใช้ในการแพทย์และชิ้นส่วนยานยนต์ ส่วน ABS ใช้ในอิเลคทรอนิคส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า, ชิ้นส่วนยานยนต์
อย่างไรก็ตามคงคำแนะนำ ถือ ราคาเป้าหมาย 4.5บาทต่อหุ้นอ้างอิง 1.0x ปี 65 PBV เทียบเท่า 11.9 เท่าแนวโน้มกำไรจะอ่อนแอลงในปีนี้ เนื่องจากไม่มีกำไรสต๊อกขนาดใหญ่ เหมือนในงวด 9 เดือนปี 64 และการปิดซ่อมใหญ่ในไตรมาส 4/64 กระแสเงินสดของ IRPC จะฟื้นตัวอย่างมากหลังการลงทุนใน Euro V ซึ่งจะแล้วเสร็จปลายปี 66
อีกหนึ่งบริษัทที่มีกลยุทธ์การเติบโตด้วยแผนการเจ้าซื้อกิจการอย่าง IVL ซึ่งในล่าสุดนี้ อยู่ในขั้นตอนดําเนินการเข้าซื้อหุ้นทั้งหมดที่มีความเป็นไปได้ของบริษัท Ngoc Nghia Industry - Service - Trading Joint Stock Company (NN) และคาดว่าดีลจะเสร็จสิ้นภายในครึ่งแรกของปี 65 โดย NN เป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์แปรรูป PET (ขวด PET, preform, ฝาขวด) รายใหญ่ที่สุดในประเทศเวียดนาม โดยประมาณ 76,000 ตัน/ปี
มีมุมมองเชิงบวกต่อข่าวดังกล่าว เนื่องจากจะเป็นก้าวแรกในการขยายธุรกิจเข้าสู่ประเทศเวียดนามซึ่งเป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง รวมทั้งเป็นการต่อยอดสู่ธุรกิจปลายน้ำ (ซึ่งมีอัตรากำไรสูงกว่าธุรกิจต้นน้ำ) เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสินทรัพย์ดังกล่าวมีขนาดค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบกับขนาดของ IVL เราจึงคาดว่า NN จะสร้างกำไรส่วนเพิ่มให้บริษัทเล็กน้อย (คิดเป็นอัพไซด์ต่อประมาณการกำไรราว 0.3% จากประมาณการปัจจุบัน)
ทั้งนี้น่าจะเป็น positive sentiment ต่อราคาหุ้น เนื่องจากจะเป็นการยืนยันแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่องในระยะยาวของบริษัท นอกจากนั้นน่าจะยังมีอัพไซด์ต่อประมาณการกำไรและราคาเป้าหมาย จากการลงทุนใหม่ๆในอนาคต เราจึงยังคงคำแนะนำ "ซื้อ" หุ้น IVL (ราคาเป้าหมาย 58 บาท)

