Exclusive หุ้น mai : KK ค้าปลีก-ค้าส่งแดนใต้ เตรียมเข้าซื้อกิจการน้ำดื่ม-น้ำแข็งเสริมทัพ
KK หรือ บริษัท เคแอนด์เค ซุปเปอร์สโตร์ เซาท์เทิร์น จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งสินค้าอุปโภคบริโภค ภายใต้ชื่อร้าน "เคแอนด์เค ซุปเปอร์สโตร์" ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ในจังหวัดสงขลา พัทลุง และสตูล โดยได้เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2563 ที่ผ่านมา
หลังจากเข้าตลาดหุ้น KK ก็ได้สร้างผลการดำเนินงานเติบโตอย่างโดดเด่น โดยปี 2563 มีรายได้รวมอยู่ที่ระดับ 973.56 ล้านบาท เติบโตจากปี 2562 ที่มีรายได้รวมระดับ 935.98 ล้านบาท ขณะที่ตัวเลขกำไรสุทธิก็ยังเติบโตเช่นเดียวกันมาอยู่ที่ 14.61 ล้านบาท เทียบกับปี 2562 ที่อยู่ระดับ 11.53 ล้านบาท
ล่าสุดงวด 9 เดือนปี 2564 ยังสร้างการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีรายได้จากการขาย 764.85 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันปีก่อนหน้าจำนวน 57.90 ล้านบาท คิดเป็น 8.2% ซึ่งบริษัทรายงานกำไรสุทธิที่ระดับ 21.59 ล้านบาท ถือว่าทำได้มากกว่าทั้งปี 2563 ไปเรียบร้อยแล้ว
ทีมข่าว Wealthy Thai ได้พูดคุยกับคุณกวิศพงษ์ สิริธนนนท์สกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เคแอนด์เค ซุปเปอร์สโตร์ เซาท์เทิร์น จำกัด (มหาชน) หรือ KK ซึ่งเปิดเผยกับเราว่า ในช่วงปี 2564 ที่ผ่านมา ผลงานดำเนินงานของบริษัทอยู่ในระดับที่ดี ซึ่งทำการเติบโตได้มากกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ โดยปัจจุบันบริษัทมีสาขารวม 30 สาขา ครอบคลุม 3 จังหวัด สงขลา พัทลุง และสตูล ซึ่งโครงสร้างรายได้หลักๆมาจากค้าปลีกราว 80% ค่าส่งราว 19% และอื่นๆ เช่น ค่าส่งเสริมการขาย ค่าเช่าพื้นที่ เป็นต้น อีกราว 1% โดยธุรกิจค้าปลีกจะให้มาร์จิ้นที่ดีกว่าค้าส่ง เนื่องจากมีการจำหน่ายให้กับผู้บริโภคโดยตรง
ทั้งนี้บริษัทมีกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจที่ทำให้บริษัทประสบความสำเร็จในช่วงที่ผ่านมา ประกอบด้วย จากภายใน คือการบริหารจัดการที่ได้เข้มข้นมากขึ้น เริ่มตั้งแต่การเข้าตลาดหุ้น มีการนำระบบ และ KPI รวมทั้งการตรวจสอบที่เข้มข้นขึ้น ทำให้เพิ่มศักยภาพของทีมงาน ประกอบกับการลดความเสียหาย หรือสูญเสีย ไม่ว่าจะเป็นสินค้าค้างนาน หรือหมดอายุ กล่าวคือ สินค้าค้างนานจะทำให้ต้นทุนสินค้าบริษัทสูงขึ้น เนื่องจากเป็นค่าบริหารจัดการของคลังสินค้า ส่วนสินค้าหมดอายุ หรือเสียหาย พยายามบริหารจัดการในส่วนของการสั่งซื้อให้ทยอยการสั่ง ไม่สั่งแบบล็อตใหญ่ ทำให้บริหารได้ดีกว่า มีต้นทุนที่ลดลง
ส่วนการบริหารจัดการภายนอก บริษัทจะมุ่งเน้นหากลุ่มลูกค้าที่แท้จริงของบริษัท หลังจากนั้นก็จัดโปรโมชั่นให้ตรงกับกลุ่มลูกค้า รวมทั้งยังได้มีการร่วมกิจกรรมกับซัพพลายเออร์ ที่เพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้กับลูกค้า ทำให้บริษัทสามารถเพิ่มยอดขาย และมาร์จิ้นได้อีกด้วย
เมื่อถามถึงคู่แข่งระดับประเทศ ที่ต้องการเจาะตลาดของบริษัท คุณกวิศพงษ์ กล่าวว่า จุดขายอย่างหนึ่งของบริษัทที่ทำอยู่ คือ คนท้องถิ่นรักคนท้องถิ่น โดยบริษัทจะพยายามมุ่งเน้นคนท้องถิ่น ผู้ประกอบการท้องที่ รวมทั้งยังขายความเป็นธุรกิจคนไทยช่วยเหลือคนไทยอีกด้วย
“รายใหญ่ก็มีช่องทางของรายใหญ่ แต่เราต้องไปมองช่องทางการจำหน่ายของเราให้ได้ว่า เราอยู่จะอยู่ตรงไหน โดยเฉพาะตัวสำคัญอย่าง Positioning ของเราว่า เรากำหนดตัวเราอยู่ที่ตรงไหน เราจะได้ไม่หลงทางทั้งเรื่องกลุ่มสินค้า และลูกค้า ทำให้เราสามารถโฟกัสได้ชัดเจน โดยเราโฟกัสกลุ่มลูกค้าชัดเจน กลุ่มสินค้าอะไรที่จะทำไปขาย ทำให้เราไม่เสียเวลาในการไปจำหน่าย หรือเลือกหาสินค้าที่ไม่ตรงตัว”
ในส่วนของแผนธุรกิจในปี 2565 บริษัทวางเป้าหมายรายได้จะเติบโตราว 20%จากปี 2564 โดยมีแผนขยายสาขาเพิ่มเติมอีกอย่างน้อย 3 แห่ง ในพื้นที่ จังหวัดสงขลา และพัทลุง ซึ่งบริษัทวางงบลงทุนในแผนธุรกิจหลักราว 25 ล้านบาท (ไม่รวมงบควบรวมกิจการ)
เตรียมเข้าซื้อกิจการเพิ่ม
ทั้งนี้ในปี 2565 บริษัทมีแผนควบรวมธุรกิจจำนวน 1 รายการ ซึ่งเป็นธุรกิจเกี่ยวกับผลิตน้ำดื่มและน้ำแข็ง โดยปัจจุบันบริษัทมีการจำหน่ายสินค้าประเภทดังกล่าวอยู่แล้ว ซึ่งน้ำดื่มถือเป็นปัจจัยหลักของทุกครัวเรือน จึงมองว่าหากบริษัทสามารถมีโรงงานผลิตเอง มาร์จิ้นก็จะเพิ่มมาอีกระดับด้วย คาดว่าจะเริ่มดีลในไตรมาส 3/65
โดยหากดีลสำเร็จคาดว่าจะสร้างรายได้เพิ่มให้กับบริษัทอีกราว 20% เบื้องต้นคาดว่าจะสามารถรับรู้รายได้ในช่วงปลายปีนี้ หรือต้นปี 2566 อย่างไรก็ตามในแง่ของงบลงทุนจะสรุปอีกครั้งเมื่อ Due Diligence แล้วเสร็จ หลังจากนั้นก็จะเป็นขั้นตอนของคณะกรรมการบริษัท และประชุมผู้ถือหุ้นตามลำดับ
“แผนควบรวมธุรกิจเกี่ยวกับผลิตน้ำดื่มและน้ำแข็งดังกล่าว เป็นรายระดับกลางๆของตลาด ไม่ใหญ่ ถือว่าเหมาะกับขนาดบริษัทเรา เราซื้อมาจะได้ไม่หนักเกินไป”
ส่วนความท้าทายของธุรกิจในปี 2565 บริษัทมองว่า ประเด็นต้นทุนและสินค้าสูงขึ้น กล่าวคือ บริษัทขายเท่าเดิม แต่ต้องใช้เงินลงทุนที่เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม ในขณะเดียวกันมาร์จิ้นไม่โตขึ้น นี่คือสิ่งที่ท้าทายในปี 2565 ที่บริษัทจะต้องมองหากลยุทธ์เพื่อทำให้มาร์จิ้นเติบโตตามแผนที่กำหนดไว้ โดยในปี 2565 น่าจะมีความยาก เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจ และกำลังซื้อที่ค่อนข้างตึงตัว แต่บริษัทเชื่อว่า แผนที่กำหนดไว้นั้น สามารถทำได้
ส่วนมาตรการของภาครัฐนั้น ในปี 2565 ยังไม่เห็นออกมา แต่บริษัทจะต้องหาช่องทางการจัดจำหน่าย และการเพิ่มมาจิ้นอยู่ในขีดความสามารถของบริษัทให้ได้ก่อน โดยที่ไม่ได้คาดหวังมาตรการของภาครัฐเป็นปัจจัยหลัก เพราะถ้าคาดหวังแล้วหากรัฐบาลเปลี่ยนแผนหรือเปลี่ยนยุค แล้วไม่ใช้มาตรการส่งเสริมด้านนี้ เมื่อคาดหวัง ก็เหมือนต้นข้าวที่รอน้ำ ถ้าหากน้ำแล้งก็อาจจะตายได้ เพราะฉะนั้นต้องหาวิธีการโฟกัสกับธุรกิจของบริษัท และให้ตรงกับบริษัทมากที่สุด
“บริษัทเป็นหุ้นที่ไม่ใหญ่ เป็นหุ้นท้องถิ่น แต่ใจเต็ม 100% ในการที่จะพัฒนาธุรกิจให้เป็นดาวเด่นให้ได้”คุณกวิศพงษ์ปิดท้าย

