เมื่อโททาลเอนฯ ถอนการลงทุนในเมียนมา ในวันครบรอบ 1 ปีรัฐประหาร PTTEP จะได้รับผลกระทบแค่ไหน ?
มีประเด็นความไม่แน่นอนเกิดขึ้นอีกครั้ง ในกรณีการรัฐประหารที่ประเทศเมียนมา หลังจากบริษัทระดับโลกได้ประกาศถอนตัวการลงทุนออกไป ทำให้เกิดกระแสต่อบริษัทในประเทศไทยที่เข้าไปลงทุนในเมียนมา จะได้รับผลกระทบตามไปด้วยหรือไม่ อย่างบริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP
ล่าสุดได้มีรายงานไม่ค่อยสู่ดีเท่าไหร่นัก จากประเด็น โททาลเอนเนอร์ยี่ส์ อีพี เมียนมา ที่ได้ตัดสินใจถอนตัวออกจากการเป็นผู้ถือหุ้นโครงการยาดานา และ และในบริษัท Moattama Gas Transportation Company (MGTC) ซึ่งดำเนินธุรกิจท่อส่งก๊าซจากโครงการฯ ในประเทศเมียนมาเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2565 โดย Total ถือเป็นผู้ดำเนินโครงการดังกล่าวอีกด้วย ซึ่งไม่ต้องชดเชยทางการเงินใด ๆ อันเป็นผลจากปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในเมียนมาร์ ซึ่งกระบวนการถอนตัวจะมีผลภายใน 6 เดือน
สำหรับโครงการยาดานา และบริษัท MGTC มีผู้ร่วมทุน ประกอบด้วย บริษัท โททาลเอนเนอร์ยี่ส์ อีพี เมียนมา ถือสัดส่วนการลงทุน 31.2375% บริษัท ยูโนแคลเมียนมา ออฟชอร์ 28.2625% บริษัท ปตท.สผ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ PTTEP ถือหุ้น 25.5% และบริษัท เมียนมา ออยล์ แอนด์ แก๊ซ เอ็นเตอร์ไพรส์ (MOGE) 15%
หากสำรวจจากรายงานของ PTTEP ที่ออกมาระบุต่อประเด็นดังกล่าวว่า ตามที่บริษัท โททาลเอนเนอร์ยี่ส์ อีพี เมียนมา ได้ขอถอนตัวจากการเป็นผู้ร่วมทุนและผู้ดำเนินการ (Operator) ในโครงการยาดานา และในบริษัท Moattama Gas Transportation Company (MGTC) ซึ่งดำเนินธุรกิจท่อส่งก๊าซจากโครงการฯ ในประเทศเมียนมา เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2565 นั้น
PTTEP ได้รับจดหมายดังกล่าวอย่างเป็นทางการจากบริษัท โททาลเอนเนอร์ยี่ส์ อีพี เมียนมา แล้ว ซึ่งเป็นผู้ร่วมทุนรายเดียวที่ได้แจ้งขอถอนตัวอย่างเป็นทางการในขณะนี้ โดยระบุว่าในช่วงที่โททาลฯ ยังคงเป็นผู้ดำเนินการในโครงการต่อไปอีก 6 เดือนนั้น จะสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านการดำเนินงานไปยังผู้ดำเนินการใหม่
โดยโครงการยาดานามีอัตราการผลิตก๊าซธรรมชาติในปี 2564 ประมาณ 770 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน โดยส่งก๊าซฯ ให้กับประเทศไทยประมาณ 570 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เพื่อใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าให้กับพื้นที่ภาคตะวันตกของไทย โดยปริมาณดังกล่าวคิดเป็น 10-15% ของความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติในไทย ขณะที่อีกประมาณ 200 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ใช้สำหรับผลิตกระแสไฟฟ้าในประเทศเมียนมา และคิดเป็นประมาณ 50% ของความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติในเมียนมา
PTTEP โดยบริษัทย่อย บริษัท ปตท.สผ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ได้ดำเนินการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในเมียนมา มากว่า 30 ปี เพื่อพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตกระแสไฟฟ้าและเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐานที่สำคัญต่อความเป็นอยู่ของประชาชน ทั้งด้านการดำรงชีวิตประจำวัน ด้านสาธารณสุข ด้านการศึกษา ด้านโทรคมนาคม เป็นต้น ตลอดระยะเวลาที่ดำเนินธุรกิจทั้งในประเทศเมียนมา และประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก บริษัทยึดมั่นหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีเป็นแนวทางในการดำเนินงานมาโดยตลอด
จากประเด็นการถอนตัวดังกล่าว ถือเป็นประเด็นระดับโลก เพราะโททาลเอนเนอร์ยี่ส์ อีพี เมียนมา ให้เหตุผลว่า เป็นผลจากปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในเมียนมาร์ ดังนั้นหากมองเหตุผลดังกล่าว ก็ไม่ได้เกิดขึ้นจากโครงการแต่อย่างใด ซึ่งหากมองในแง่ดีอาจจะส่งผลบวกก็ได้ แต่หากมองในด้านลบการถอนตัวของนักลงทุนต่างชาติยังบ่งบอกถึงความเป็นไปได้ที่นานาชาติจะคว่ำบาตรเมียนมาร์ในอนาคตอันใกล้นี้
สะท้อนจากมุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ที่ได้ออกมาประเมินประเด็นดังกล่าวไว้อย่างน่าสนใจ โดยด้านบวก หากไม่มีมาตรการคว่ำบาตรจากนานาประเทศต่อเมียนมาร์ PTTEP จะได้รับประโยชน์จากสัดส่วนในโครงการ โครงการยาดานาที่เพิ่มขึ้น (ราคาขายก๊าซสูงกว่าแหล่งในไทย) โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการลงทุนเริ่มแรก สัดส่วนการถือหุ้นที่เพิ่มขึ้นในโครงการยาดานาอาจสูงเป็น 63%
หากทั้ง โททาลฯ และ Chevron ถอนตัว คาดว่าสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นในโครงการยาดานา จะช่วยเพิ่มยอดขายและกำไรของ PTTEP จาก 2%/6% ในปัจจุบันเป็น 3%/8% ภายใต้การถอนตัวของ โททาลฯ และเป็น 5%/14% หากทั้ง Total และ Chevron ถอนตัว ซึ่งคิดเป็น upside ต่อมูลค่าหุ้นประมาณ 3.1-5.1 บาท/หุ้น
ด้านลบ การถอนตัวของนักลงทุนต่างชาติยังบ่งบอกถึงความเป็นไปได้ที่เพิ่มขึ้นที่นานาชาติจะคว่ำบาตรเมียนมาร์ในอนาคตอันใกล้นี้แม้ว่าฝ่ายวิจัยจะไม่คาดการณ์ว่าการผลิตก๊าซจากโครงการ ยาดานา และ Zawtika จะถูกระงับจากปัจจัยนี้ แต่การลงทุนใหม่ที่อาจเกิดขึ้น เช่น M3, M11, MD-7, MOGE3 รวมถึงโครงการ Gas-to-Power ก็มีแนวโน้มที่จะหยุดและล่าช้าออกไป
อย่างไรก็ตามในกรณีที่เลวร้ายที่สุด หากทุกโครงการถูกระงับ (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยาดานา และ Zawtika) คาดว่ายอดการผลิตก๊าซธรรมชาติ และกำไรจะลดลงสูงถึง 8%/20% ซึ่งหมายถึงเป็น downside ต่อมูลค่าหุ้นของ PTTEP ที่ 11.7 บาท/หุ้น
อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ได้ออกมาประเมินอีกว่า ความคืบหน้าประเด็นโครงการยาดานา ในการประชุมนักวิเคราะห์ไตรมาส 4/2564 ผู้บริหาร กล่าวว่า PTTEP กำลังเจรจาร่วมกับผู้ถือหุ้นรายอื่นในโครงการยาดานาเพื่อรับมือกับผลกระทบ จากการที่ โททาลฯ ผู้ดำเนินโครงการที่กำลังมีแผนที่จะถอนตัวออกจากโครงการนี้ ซึ่ง PTTEP คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในปลายเดือน ก.พ. หรือต้นเดือน มี.ค. เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านมีความราบรื่นภายในเดือน ก.ค. 2565 โดยขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันจาก เชฟรอนในการออกจากโครงการนี้
และด้วยความเสี่ยงที่สูงขึ้นที่นานาชาติจะคว่ำบาตรเมียนมา ผู้บริหารเชื่อว่าผู้มีส่วนได้เสียในโครงการยาดานาต้องหาแนวทางแก้ไขเพื่อที่จะไม่ส่งผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนและความมั่นคงของอุปทานก๊าซในไทย เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นช่วงที่สหรัฐฯ คว่ำบาตรต่อเมียนมาครั้งก่อน ซึ่งโครงการยาดานาได้รับการยกเว้นจากการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และสามารถผลิตก๊าซธรรมชาติได้ตามปกติอย่างไรก็ตาม ผู้บริหารเชื่อว่า โครงการลงทุนอื่น ๆ ในเมียนมามีแนวโน้มที่จะล่าช้าออกไป
แต่อย่างไรก็ตามมุมมองนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้ออกมาประเมินไว้อย่างน่าสนใจเช่นกัน โดยมีใจความว่า อุปทานก๊าซจาก แหล่งยาดานา มีความสำคัญมากกับการผลิตไฟฟ้าทั้งในไทยและเมียนมา เพราะก๊าซประมาณ 550 mmscfd จากแหล่งนี้ถูกป้อนให้กับโรงไฟฟ้าในภาคตะวนตกของไทย และส่วนที่เหลือใช้ผลิตไฟฟ้าคิดเป็นประมาณ 50% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดในเมืองย่างกุ้ง
ทั้งนี้ตามขอตกลงที่ทำกันไว้ ถ้าหากมีผู้ถือหุ้นรายใดถอนการลงทุนออกไป พันธมิตรที่เหลือจะแบ่งหุ้นกันตามสัดส่วนการถือหุ้นเว้นแต่จะมีการโต้แย้งการจัดสรรดังกล่าว แต่อยางไรก็ตาม โททาลฯ ยืนยันที่จะทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินโครงการต่อไปอีกหกเดือนเพื่อให้การถ่ายโอนเป็นไปอยางราบรื่น
เริ่มเห็นสัญญาณที่ไม่ดีต่อสถานการณ์ปัจจุบันในเมียนมา
ในช่วงปี 2533-2555 สหรัฐได้ใช้มาตรการคว่ำบาตรประเทศพม่า แต่โครงการ ยาดานา ได้รับการอนุมัติ grandfather clause จากรัฐบาลสหรัฐเพื่อเปิดทางให้สามารถเข้าทำธุรกรรมทางการเงินและการดำเนินการผลิตได้ตามปกติ หลังจากที่บริษัทอเมริกันที่เป็นพันธมิตรร่วมในโครงการ (Chevron) ต่อรองกับรัฐบาลสหรัฐในแง่มุมความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเกี่ยวกับความมั่นคงพลังงานในพม่า
นอกจากนี้ โททาลฯ ในครั้งนั้นไม่ได้ประกาศถอนการลงทุนจากโครงการ ยาดานา เหมือนที่ทำในปีนี้ ในขณะเดียวกัน Chevron กำลังพิจารณาจะถอนการลงทุนด้วย จึงมองว่ากรณีที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นสัญญาณเบื้องต้นว่าสหรัฐฯ และ EU อาจจะเพิ่มแรงกดดันต่อพม่าในอนาคต ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อโครงการของ PTTEP ในพม่า ทั้งนี้คาดว่าผลผลิตของ PTTEP จากโครงการในพม่าอยู่ที่ประมาณ 40 KBOED หรือคิดเป็น 8.6% ของประมาณการยอดขายรวมในปี 2565
อย่างไรก็ตามยังคงคำแนะนำซื้อ และคงราคาเป้าหมาย DCF ปี 2565 บาท เอาไว้ที่ 145.00 บาท ซึ่งเชื่อว่าราคาหุ้นจะได้แรงหนุนในระยะสั้นจาก กำไรจากธุรกิจหลักที่คาดว่าจะดีขึ้นในไตรมาส 1/65 แลราคาน้ำมันดิบที่สูงเกิน 85 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ในปัจจุบันจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ของโลก แต่อย่างไรก็ตาม มีความเป็นห่วงมากขึ้นกับกรณีที่ โททาลฯถอนการลงทุนออกจากโครงการ ยาดานา ในเมียนมา
โครงการลงทุนใหม่คงชะลอออกไปก่อน
ส่วนมุมมองบริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้ออกมาประเมินไว้อย่างน่าสนใจเช่นกัน หลัง โททาลฯถอนการลงทุนแหล่งยาดานาในพม่า ทางบริษัทและผู้ร่วมทุนที่เหลืออยู่ระหว่างพิจารณาร่วมกันในการดำเนินการต่อ และหาผู้ดำเนินการรายใหม่ ผู้บริหารคาดว่าจะเห็นความชัดเจนเกี่ยวกับการลงทุนในโครงการนี้ราวต้น มี.ค. 2565 แต่มองว่าแหล่งดังกล่าวเป็นแหล่งที่มีศักยภาพที่ดีต่อทั้งไทยและพม่า ส่วนโครงการลงทุนใหม่ ๆ นั้น คงชะลอออกไปก่อน
ดังนั้นประเด็นการลงทุนในพม่าอาจยังมีความเสี่ยงแต่คาดว่าราคาหุ้นได้ปรับลงไปก่อนหน้าสะท้อนปัจจัยลบดังกล่าวไปแล้ว ขณะที่ปี 65 คาดยังเป็นปีที่ดีจากปัจจัยหนุนทั้งปริมาณขายเพิ่มขึ้น อีกทั้งแนวโน้มราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นซึ่งส่งผลบวกต่อการดำเนินงาน แม้จะมีการปรับประมาณการเพิ่มจากเดิม แต่หากราคาหุ้นได้ปรับขึ้นมาบ้างแล้วทำให้ทางฝ่ายปรับลดคำแนะนำจาก “ซื้อ” เป็น “ทยอยซื้อ” ปรับราคาพื้นฐานเป็น 139 บาท
