การเมืองร้อนกดหุ้นร่วง 23 จุด บล.โนมูระหั่นดัชนีเป้าหมายเหลือ 1,200 จุด
ดัชนีตลาดหุ้นวันนี้ (19 ต.ค.) เปิดตลาดมาที่ 1,212.62 จุด ปรับลดลงทันที 21.06 จุด หรือ -1.71% หลังมีการชุมนุมทางการเมืองต่อเนื่องยาวนานกว่า 5 วัน ในช่วงวันที่ 14-18 ต.ค.ที่ผ่านมา ทั้งนี้การปิดเส้นทางเดินรถ BTS และ MRT ส่งผลให้หุ้นรถไฟฟ้าทั้ง 2 ตัว ปรับลดลงทันที เช่นกัน (ราคาหุ้นช่วง 10.30 น.) โดย BTS ปรับลดลง 4.28% เหลือ 8.95 บาทต่อหุ้น และ BEM ผู้ให้บริการเดินรถไฟฟ้า MRT ปรับลดลง 4.12% มาอยู่ที่ 8.15 บาทต่อหุ้น
โดยภาวะการลงทุนที่ได้รับแรงกดดันจากสถานการณ์การเมืองในประเทศ นายประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด ประเมินว่า การชุมนุมในช่วงวันหยุดที่ผ่านมา ทั้งฝ่ายผู้ชุมนุมและรัฐบาลต่างปรับยุทธวิธีรับมือกับสถานการณ์ทั้ง 2 ฝ่าย ชุมนุมแบบดาวกระจายและไม่ปักหลัก หลีกเลี่ยงการปะทะกับเจ้าหน้าที่ และสื่อสารเพื่อนัดหมายสถานที่นัดชุมนุมกันอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันฝั่งรัฐบาลเลือกวิธีจัดระเบียบจราจร ทยอยจับกุมแกนนำและทยอยดำเนินคดีกับผู้ฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งถ้าเทียบกับม็อบฮ่องกง หรือการสลายชุมนุมเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ภาพต่างกันมาก
“สำหรับการตอบรับของตลาดหุ้นในวันนี้ แน่นอนว่าหุ้นลง เพราะนักลงทุนตกใจ แต่เชื่อว่าถ้าผ่านไป 2-3 วัน หรือเป็นเกมลากยาว SET INDEX เริ่มมีภูมิคุ้มกัน ตลาดจะรับรู้ปัจจัยดังกล่าว จึงมีความหวังว่า SET INDEX อาจจะไม่ได้แย่กว่าที่คาด” นายประกิตกล่าว
แล้วในอนาคตจะเป็นอย่างไรต่อ?
ความเป็นไปได้หลังการชุมนุมมีหลายแนวทาง อันดับแรกรัฐบาลปล่อยให้มีการชุมนุม สองคือเปิดประชุมสภาวิสามัญ เพื่อเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ ม.256 เนื่องจากในมาตรานี้คือ หัวใจสำคัญของเรื่องนี้ ที่มาของการเลือกนายกรัฐมนตรีที่ต้องอาศัยอำนาจสว. สำหรับขั้นตอนนี้จะมีความยากในขั้นตอนการลงเสียงมติ เนื่องจากตามกฎหมายแล้ว นอกจากมีเสียงสนับสนุนกึ่งหนึ่งในสภา สส.แต่ละพรรคจะต้องเห็นด้วย 20% ของพรรค และต้องมีสว.เห็นชอบไม่น้อยกวา 1 ใน 3 และมีเงื่อนไขอื่นๆ อีก
มองทางออกการเมืองไว้ 4 ทาง …การเมืองจับขั้วใหม่มีโอกาสเป็นไปได้มากสุด
“ดังนั้นความเสี่ยงที่จะทำให้ SET INDEX ปรับลงอีกครั้งคือ ในระหว่างที่รอประชุมสภาวิสามัญ รัฐบาลจะทยอยจับแกนนำไปเรื่อยๆ สิ่งที่เกิดขึ้นคือในม็อบจะจัดระเบียบได้ยาก และอาจมีผู้สร้างสถานการณ์ จะกระทบกับการดำเนินชีวิตของผู้คน และเศรษฐกิจในภาพรวม เมื่อไปถึงจุดนั้นทำให้รัฐบาลต้องใช้กำลังตำรวจหรือทหารสลายการชุมนุม จึงมีความเสี่ยงว่าตลาดจะกลับมาแย่ได้ ซึ่งทางออกมองไว้ 4 ทางคือ 1.นายกรัฐมนตรีประกาศลาออก 2.เกิดการจับขั้วใหม่ทางการเมือง 3.ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ และ 4.รัฐประหาร ซึ่งผมมองว่าโอกาสเกิดการจับขั้วทางการเมืองใหม่ในปีหน้ามีมากที่สุด ตลาดหุ้นในอนาคต ไม่ว่าจะระยะไหนก็น่าจะตอบรับในเชิงบวก”
ให้แนวต้านสำคัญที่ 1,222 จุด และ 1,155 จุด
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส จำกัด มองว่า 1,230 จุด เป็นแนวรับสำคัญเพราะแนวรับเดิมในอดีต ซึ่งหากหลุดที่ระดับดังกล่าว ต้องไปสร้างฐานใหม่ ดังนั้นโอกาสที่ SET INDEX จะปรับลงต่อได้ แล้วจะลงไปมากแค่ไหน ประเมินไว้ที่ 1,222 จุด และ 1,155 จุด ส่วนในด้านกลยุทธ์การลงทุนแนะนำนักลงทุนถือเงินสด 35% ของพอร์ตการลงทุน ส่วนอีก 65% เน้นลงทุนในหุ้นปันผล สูง DCC, JMART, MCS รวมถึงหุ้น Global Play อย่าง TU, PTTGC เป็นต้น โดยวันนี้เลือก TU, PTTGC เป็ น Toppicks
“ภาพของตลาดหุ้นยังตอบรับในเชิงลบ การเมืองกดดันจะส่งผลให้ฟันด์โฟลว์ต่างชาติไหลออก ค่าเงินบาทอ่อน โดยจะสังเกตว่าสัปดาห์ที่ผ่านมา SET INDEX -3.2% เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นเกิดใหม่ที่ทรงตัว โดยในสัปดาห์นี้การเมืองไทยเป็นปัจจัยที่ส่งผลกับตลาดมากที่สุด เนื่องจากการเมืองถือเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ”
โนมูระแนะเลือกหุ้นอิงปัจจัยต่างประเทศ
ขณะที่บล.โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ให้แนวต้านที่ 1,245-1,248 จุด และแนวรับที่ 1,211-1,255 จุด โดยความเสี่ยงของการเมืองภายในประเทศ จะเป็นปัจจัยถ่วงความเชื่อมั่นนักลงทุน แนะตั้งรับโดยการเลือกหุ้นที่อิงปัจจัยภายนอก ในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (KCE HANA) กลุ่มอาหารที่ผลกระทบน้อยและคาดงบไตรมาส 3 ออกมาดี (CPF, TU, XO)
พบชุมนุมการเมือง กระทบ SET -11.19%
นักวิเคราะห์ บล.โนมูระฯ ประเมินความเสี่ยงทางการเมืองในไตรมาส 4 เพิ่มสูงขึ้น หลังมีการชุมนุมเพื่อเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรมนูญ กดดันทิศทางการลงทุน ซึ่งเมื่อดูข้อมูล “การชุมนุมทางการเมือง” ในอดีต 5 ครั้งย้อนหลัง นับตั้งแต่ปี 2549-2557 พบว่า SET มักจะค่อยๆ ปรับฐานในช่วงการชุมนุมจนสิ้นสุด เฉลี่ยราว -11.19% ด้วยโอกาสปรับฐาน 60%
โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ สถาบันการเงิน อสังหาฯ สื่อสารฯ บันเทิง ซึ่งทั้งหมดเป็นกลุ่มที่อิงภายใน ขณะที่กลุ่มที่ยังสามารถให้ผลตอบแทนเป็นบวกได้คือ เกษตรอาหาร และกลุ่มที่ได้รับผลกระทบเล็กน้อย ได้แก่ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ค้าปลีก กลุ่มการแพทย์ ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้ผลบวกจากค่าเงินบาทอ่อนค่า ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในช่วงที่มีความเสี่ยงภายใน
ดัชนีเป้าหมายที่ 1,200 จุด หลังแบงก์ชาติเตรียมลด จีดีพี อีกรอบ
นอกจากนี้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังมีแรงกดดัน โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะปรับคาดการณ์ GDP ไทยปี 2020 ขึ้นสู่ -7.8% จาก -8.1% ( Nomura คาดที่ -7.6%) เพื่อสะท้อนผลกระทบจากการปิดเมืองที่น้อยกว่าที่ประเมินไว้ แต่ทำการปรับลด GDP ปี 2564 ลงสู่ +3.6% จากคาดการณ์เดิมที +5% จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่น่าจะเข้ามามากขึ้นกลางปีหน้า และยังคงย้ำว่าไทยจะต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 ปี จนกว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวกลับมาจุดเดิมก่อนเกิด Covid-19 ประเด็นดังกล่วสร้าง Downside Risk ต่อประมาณการกำไรตลาดในปีหน้า โดยโนมูระประเมินกำไรตลาดปี 2563-2564 ที่ 59 บาทต่อหุ้น และ 74 บาทต่อหุ้น และวางดัชนีเป้าหมายปี 2563 ที่ 1,200 จุด และปี 2564 ที่ 1, 370จุด
