Official Update :

GPSC หัวหอกโรงไฟฟ้าของปตท. กับภารกิจสู่ New S-Curve

ในช่วงที่วิกฤติต่างเกิดขึ้นทั่วโลก นักลงทุนต่างกระจายความเสี่ยงไปยังการลงทุนที่ Defensive Stock เพื่อลดความเสี่ยงที่เกิดขึ้น และหนึ่งในหุ้นที่นักวิเคราะห์ต่างยกเป็นหลุมหลบภัยชั้นดี คือกลุ่มโรงไฟฟ้า เพราะว่ามีรายได้ที่แน่นอนอย่างสม่ำเสมอ ตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่เกิดขึ้นระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นสัญญาของภาครัฐและภาคเอกชน ทำให้มองว่าบางหลักทรัพย์ในกลุ่มนี้ มีความมั่นคงสูง

ทั้งนี้หุ้นโรงไฟฟ้าในตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็มีอยู่จำนวนมาก ทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ หรือแม้กระทั่งผลประกอบการมีผลขาดทุนสุทธิ แต่หุ้นที่โดดเด่น และมีความมั่นคงในสายตานักวิเคราะห์ หนึ่งในนั้นคงมีชื่อ GPSC หรือบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน)

GPSC ถือเป็นหัวหอกธุรกิจโรงไฟฟ้าของบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) หรือ PTT นอกจากนี้หลังจากเข้าซื้อกิจการ GLOW ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ธุรกิจมีความแข็งแกร่งมากขึ้น และมีขนาดที่ใหญ่ขึ้นเช่นกัน โดยสิ้นไตรมาส 2/2563 มีกำลังการผลิตรวมทั้งสิ้น 5,026 เมกะวัตต์ โดยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้วจำนวน 4,748 เมกะวัตต์

ทั้งนี้ในจำนวน 5,026 เมกะวัตต์ ส่วนใหญ่จะเป็นโรงไฟฟ้าประเภท IPP (Independent Power Producer) หรือผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ ในสัดส่วน 49% ตามด้วย SPP (Small Power Producer) หรือผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก ในสัดส่วน 43% หน่วยผลิตไฟฟ้า (ERU) สัดส่วน 5% และVSPP (Very Small Power Producer) หรือผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็กมาก และrenewable ในสัดส่วน 3%

ไตรมาส 2/2563 รายได้ในสัดส่วน 53% มาจากลูกค้าอุตสาหกรรม โดยในจำนวนนี้กว่า 50% มาจากกลุ่มของปตท. ขณะที่สัดส่วนรายได้อีก 45% มาจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และส่วนที่เหลืออีกประมาณ 2% มาจากการขายไฟฟ้า และไอน้ำให้กับลูกค้ากลุ่มอื่นๆ

GPSC มีเป้าหมายปี 2563 จะมีโรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) จำนวน 4,766 เมกะวัตต์ หลังจากนั้นปี 2564 จะเพิ่มขึ้นเป็น 4,776 เมกะวัตต์ ส่วนปี 2565-2566 จะมีโรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์จำนวน 5,026 เมกะวัตต์ ด้วยการทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโรงไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดย GPSC มีเป้าหมายการเติบโตร่วมกับกลุ่มปตท. รวมทั้งการเติบโตในเรื่องของพลังงานทดแทนและธุรกิจแบตเตอรี่ ในระหว่างปี 2563 ไปจนถึงปี 2568

โดยแผนงานของบริษัทนั้น โครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาแบ่งออกเป็น โรงไฟฟ้านวนครส่วนขยายอีก 60 เมกะวัตต์ และไอน้ำ เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ ภายในเดือน ต.ค. 2563 ส่วนการก่อสร้างโรงงานผลิตแบตเตอรี่ต้นแบบ Semi Solid กับบริษัท ไทยทากาซาโก จำกัด (Thai Takasago Co., Ltd.) ซึ่งเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมที่มีความเชี่ยวชาญในการก่อสร้างโรงงานแบตเตอรี่ จากประเทศญี่ปุ่น มูลค่าโครงการ 1,100 ล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือน ธ.ค. 2563 โดยเริ่มแรกจะมีกำลังการผลิตที่ 30 เมกะวัตต์-ชั่วโมง

ส่วนโครงการโรงไฟฟ้า Rayong Waste to Energy (WTE) กำลังการผลิต 9.8 เมกะวัตต์ คาด COD ได้ในช่วงไตรมาส 2/2564 ด้านโครงการหน่วยผลิตไฟฟ้า ERU (Energy Recovery Unit) กำลังการผลิต 250 เมกะวัตต์ และโครงการ SPP Replacement ขนาด 192 เมกะวัตต์ จะ COD ได้ในปี 2565

GPSC กับภารกิจสู่ New S - Curve

บริษัทมีแผนการขยายการลงทุนด้านนวัตกรรมเพื่อสร้างรายได้จากธุรกิจในรูปแบบใหม่ การดำเนินงานในการพัฒนาธุรกิจใหม่ที่เป็น New S-Curve เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของการทำธุรกิจพลังงานและธุรกิจไฟฟ้าในอนาคต (Energy Transformation) และเป็น Flagship ด้าน Energy Solution Provider ของกลุ่ม ปตท.โดยผ่านการดำเนินการพัฒนาธุรกิจใหม่ 3 ส่วน คือ

1.Energy Storage Business การพัฒนาธุรกิจเป็นผู้ให้บริการเกี่ยวกับระบบกักเก็บพลังงานและแบตเตอรี่ (Energy Storage System Integrator: ESS) เช่น การใช้งานแบตเตอรี่ร่วมกับพลังงานหมุนเวียน การใช้ระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้า เพื่อเพิ่มเสถียรภาพให้กับระบบสายส่ง เป็นต้น

2.Battery Manufacturing การพิจารณาการลงทุนโรงงานผลิตแบตเตอรี่ต้นแบบในประเทศไทย ซึ่งล่าสุดได้ก่อสร้างโรงงานผลิตแบตเตอรี่ต้นแบบ Semi Solid มูลค่าโครงการ 1,100 ล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือน ธ.ค. 2563 โดยเริ่มแรกจะมีกำลังการผลิตที่ 30 เมกะวัตต์-ชั่วโมง

และ3. Energy Management System การศึกษา วิเคราะห์ คัดเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับตลาด New Energy เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ อาทิ เช่น Peer-to-Peer Trading, Demand & Supply Aggregator, Demand Response, EV Charger เป็นต้น

GPSC มีสถานะทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง เนื่องจากบริษัทเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ของประเทศมีกำลังผลิตไฟฟ้าคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 10 ของกำลังผลิตทั้งหมดของประเทศ บริษัทมีทรัพย์สินที่มีคุณภาพดี โดยเป็นโรงไฟฟ้าในประเทศไทยที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล ซึ่งมีกระแสเงินที่สม่ำเสมอ เพราะรายได้ส่วนใหญ่มาจากการขายไฟฟ้าภายใต้สัญญาขายไฟฟ้าระยะยาวกับคู่ค้าที่มีสถานะทางธุรกิจและการเงินที่แข็งแกร่งอ้างอิงจาก บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด

โดย GPSC มีรายได้ที่สม่ำเสมอ จากการที่สินทรัพย์ส่วนใหญ่ของบริษัทอยู่ในอุตสาหกรรมไฟฟ้าของประเทศไทยที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล และเป็นบริษัทเดียวในกลุ่มปตท.ที่มีบทบาทในการกระจายรายได้ของกลุ่มไปยังธุรกิจไฟฟ้าซึ่งมีเสถียรภาพมากกว่า

ขณะที่นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มองว่า เห็นโอกาสในการเข้าซื้อกิจการโครงการ solar โครงการพลังงานลมทั้งบนฝั่ง และนอกชายฝั่งในประเทศไต้หวัน และเวียดนาม (พลังงานลมบนฝั่ง) ซึ่งจากการตรวจสอบล่าสุด พบว่าทั้งเวียดนามและไต้หวันต่างก็กำลังส่งเสริมโครงการพลังงานหมุนเวียน นอกจากนี้ไต้หวันก็ยังตั้งเป้าจะเพิ่มสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียน จากปัจจุบันที่ 6% เป็น 20% ในปี 2568 คล้ายกับเวียดนามที่ตั้งเป้าจะเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเป็น 21% ในปี 2573 จากปัจจุบันที่ 9.9%

GPSC กำหนดกลยุทธ์การสร้างการเติบโตแบบ selective โดยตั้งเป้าจะเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนจาก 11% ของ equity capacity ในปัจจุบันเป็น 30% ซึ่งหมายความว่าจะต้องเพิ่ม equity capacity ของโครงการพลังงานหมุนเวียนอีกประมาณ 1GW จากการทำดีล M&A และการพัฒนาโครงการ green field ใหม่ๆ ในช่วงปี 2563-2568

ทั้งนี้ GPSC ได้ประกาศว่าจะเข้าซื้อหุ้น 90% ใน Shen Yang Energy (กำลังการผลิต 55.8MW ซึ่งเปิดดำเนินการแล้ว 53.8MW) และเราคาดว่าจะเห็นดีล M&A เพิ่มอีกจากประเทศที่มีศักยภาพสูงอย่างเช่น เวียดนาม ไต้หวัน ฯลฯ เรายังไม่ได้รวมโครงการดังกล่าวในราคาเป้าหมายและประมาณการกำไร

ส่วนปัจจัยเสี่ยงคือ ความล่าช้าในการจัดสรรกำลังการผลิตใหม่ การเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ของทางการ โรงไฟฟ้าหยุดผลิตไฟฟ้า และความล่าช้าในการก่อสร้างโครงการใหม่ๆ