“ช้อปดีมีคืน” แรงกระตุ้น (ชั่วคราว) CRC-CPALL-MAKRO จะไปต่อ หรือพอแค่นี้?
ที่ประชุม ศบศ. เปิดมาตรการใหม่ “ช้อปดีมีคืน” ใช้จ่าย 30,000 บาท ลดหย่อนภาษีได้ นอกจากนี้ยังปลดล็อก “เราเที่ยวด้วยกัน” สามารถเที่ยวในจังหวัดได้อีกด้วย โดยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการบริโภค แบ่ง 3 กลุ่มหลัก ดังนี้ 1. เพิ่มเงินให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) 14 ล้านคน ระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่ ต.ค. - ธ.ค. 2563 วงเงิน 21,000 ล้านบาท
2. คนละครึ่ง ให้สิทธิ์จำนวน 10 ล้านคน ปัจจุบันมีผู้ประกอบการเข้าร่วมแล้ว 200,000 ราย เป็นการใช้จ่ายจากเงินประชาชน 30,000 ล้านบาท และรัฐออกให้ 30,000 ล้านบาท จะมีเงินหมุนเวียนในเศรษฐกิจ 60,000 ล้านบาท
3. ช้อปดีมีคืน กระตุ้นการบริโภคในประเทศ สนับสนุนผู้ประกอบการในระบบภาษี ให้ประชาชนที่ซื้อสินค้าและบริการรวมกันไม่เกิน 30,000 ลดหย่อนภาษีได้ แต่ไม่รวมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สุรา บุหรี่ สลากกินแบ่งรัฐบาล น้ำมัน ที่พัก ตั๋วเครื่องบิน มีระยะเวลาตั้งแต่ 23 ต.ค. - 31 ธ.ค. 2563 โดยสามารถนำไปยื่นภาษีได้ในช่วง มี.ค. 2564 มีตัวเลขกลมๆ ราว 4 ล้านคน วงเงิน 120,000 ล้านบาท โดยจะต้องเข้า ครม. อีกครั้งวันที่ 12 ต.ค.นี้ ดังนั้นรวมแล้วจะมีเงินเข้าสู่ระบบกระตุ้นเศรษฐกิจราว 200,000 ล้านบาท ในช่วง ต.ค. - ธ.ค. 2563 เป็นงบประมาณรัฐ 60,000 กว่าล้านบาท
จากมาตรการดังกล่าวเป็นเหตุทำให้ราคาหุ้นกลุ่ม commerce ดีดตัวขึ้นทันที โดยเฉพาะ 3 หุ้นใหญ่อย่าง บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL ตามด้วยบริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC และ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) หรือ MAKRO อย่างไรก็ตามมาตรการดังกล่าวจะทั้ง 3 หุ้นจะได้รับอานิสงส์มากน้อยแค่ไหน วันนี้ Wealthy Thai จะพามาหาคำตอบ
ก่อนอื่นนั้นเราจะพาไปเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง ช้อปดีมีคืน กับมาตรการช็อปช่วยชาติ โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) บอกว่า ข้อแตกต่าง ช็อปช่วยชาติ ที่เคยมีในอดีต 4 ครั้ง คือ 1.เงินที่ลดหย่อนภาษี ในอดีตได้ไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท 2.ระยะเวลาโครงการในอดีต เฉลี่ยเพียง 20 วัน น้อยกว่ารอบปัจจุบัน 3.เม็ดเงินที่เข้าระบบเศรษฐกิจในอดีตอยู่ราว 1.2-2.2 หมื่นล้านบาท เทียบกับปัจจุบันคือ รัฐบาลคาดจะเข้าระบบราว 1.2 แสนล้านบาท ราว 1.2% ของ Real GDP จึงเป็น Sentiment เชิงบวกต่อกลุ่มค้าปลีก อาทิเช่น CRC, CPN, SPVI และ CPALL”
พร้อมยังบอกอีกว่า ช้อปดีมีคืน ถือเป็นหนึ่งในมาตรการที่นักช้อปสินค้า และนักช้อปหุ้นเฝ้ารอ ซึ่งปีนี้รัฐจัดเต็ม คือ เพิ่มทั้งวงเงินช้อปที่จะนำมาลดหย่อนภาษีจาก 1.5 หมื่นบาท เป็น 3 หมื่นบาท รวมถึงเพิ่มช่วงเวลาในการช้อปยาวนานขึ้นจากไม่ถึงเดือนเป็น 2 เดือน 7 วัน (23 ต.ค. – สิ้น ธ.ค. 63) โดยทางรัฐบาลคาดหวังมาตการนี้น่าจะหนุนเม็ดเงินสะพัดในระบบถึง 1.2 แสนล้านบาท
ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด จากมาตรการดังกล่าวมอง “เป็นบวก” จากกำลังซื้อและการจับจ่ายใช้สอยที่เพิ่มขึ้น โดยคาดเป็นอีก หนึ่ง มาตรการสนับสนุนกำลังซื้อที่ค่อนข้างได้ผลตอบรับดี เห็นได้จากในอดีตที่ภาครัฐเคยใช้มาตรการการภาษีดังกล่าว โดยภาครัฐประเมินเม็ดเงินที่จะเพิ่มขึ้นในตลาด ราว 5.5 หมื่นล้านบาท
คาดผู้มีรายได้ประจำจะได้ประโยชน์ซึ่งสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ ทั้งนี้เราเชื่อว่ากำลังซื้อจะกระเตื้องขึ้นในไตรมาส 4/63 เช่นเดียวกับการเข้าสู่ฤดูท่องเที่ยวที่มีวันหยุด ประกอบกับภาครัฐได้ขยายระยะเวลาของโครงการ เราเที่ยวด้วยกัน ไปถึงวันที่ 31 ม.ค
รวมทั้งยังเป็นโอกาสดีต่อ SSSG และผลประกอบการ ในไตรมาส 4/63 ด้วยปัจจัยหนุนจากมาตรการต่าง ๆของภาครัฐ ประกอบกับการอนุมัติงบประมาณการปะจำปี 2564 คาดเห็นการปรับปรุงและซ่อมแซมของงานภาครัฐจะยังเป็นไปอย่างต่อเนื่อง เราคาดเป็นปัจจัยหนุนกำลังซื้อส่งผลต่อ SSSG ที่คาดจะเห็นการฟื้นตัวจากไตรมาส 3/63 ที่เราคาดโดยเฉลี่ยที่เราดูแล ที่ยังเป็นติดลบราว 4-5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
คงให้น้ำหนักของกลุ่ม “เท่ากับตลาด” เราคาดกำลังซื้อมีจะเริ่มเห็นการฟื้นตัวเพิ่ม ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง อย่างไรก็ดี ผลกระทบที่แท้จริงที่เกิดจากการชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจจาก COVID-19 รวมถึงปัจจัยลบจากต่างประเทศที่ยังได้รับผลกระทบ ยังเป็นประเด็นกดดัน โดยคาดหวังสถานการณ์คลี่คลายพร้อมกับการมีวัคซีน จะเป็นปัจจัยหนุนค่อยๆเพิ่มกำลังซื้อในอนาคต
หุ้นแนะนำ CRC จากการฟื้นตัวในทุกธุรกิจแผนการขยายฐานลูกค้าเพิ่มผ่านการ M&A และการใช้ระบบ Omni Chanel สร้างโอกาสที่ดี รวมถึงบริษัทที่คาดได้ประโยชน์เพิ่มคือ CPALL (จาก MAKRO) BJC, HMPRO, DOHOME, MC
ด้านบริษัท หลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุว่า มาตรการดังกล่าว เป็นบวกต่อกลุ่มห้างสรรพสินค้า (CRC, HMPRO), ร้านค้าปลีกมือถือ(COM7, JMART, ร้านอาหาร (AU, ZEN), ร้านสะดวกซื้อ (CPALL, TNP) และกลุ่มบัตรเครดิต(KTC, AEONTS) โดยแนะนำซื้อเก็งกำไร CRC เป้าหมาย 36 บาท ซึ่งมองว่าจะได้ Sentiment บวกมาจากมาตรการ"ช้อปดีมีคืน" คาดหนุนยอดขายสินค้าแฟร์ชั่นเพิ่มขึ้นหนุนกำไรไตรมาส 4/63 ฟื้นตัว ขณะที่ราคาหุ้นยัง Laggard หากเทียบกับกลุ่ม
CRC เด่นค้าปลีกครบวงจร
นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ได้ แนะนำ เก็งกำไร CRC ให้ราคาเป้าหมาย 30.50 บาท โดยคาดได้อานิสงส์เชิงบวกมากที่สุดจากมาตรการ “ช้อปดีมีคืน” จากการเป็นผู้นำธุรกิจค้าปลีกครบวงจรทั้ง Central Robinson Tops PowerBuy SuperSport เป็นหนึ่งในหุ้นที่ได้ประโยชน์โดยตรงหากวัคซีน COVID-19 สำเร็จ ซึ่งจะทำให้นักท่องเที่ยวเริ่มกลับเข้ามาในประเทศไทย
CPALL สาขากระจายอยู่ทั่วประเทศ
นักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า แม้ว่า CPALL จะไม่ได้ประโยชน์โดยตรงจากมาตรการคนละครึ่งและมาตรการเราเที่ยวด้วยกัน แต่ก็ได้อานิสงค์บวกทางอ้อมจากการที่มีสาขา 1.2 หมื่นแห่งกระจายอยู่ทั่วประเทศพอควร ประมาณการว่า SSSG จะติดลบราว -15% ในไตรมาส 3/63 จาก -20% ในไตรมาส 2/63 และในไตรมาส 4/63 จะติดลบน้อยลงไปอีก
ทั้งนี้ ยอดขายต่อสาขาเริ่มกระเตื้องขึ้นในไตรมาส 3/63 และมีแนวโน้มดีขึ้นต่อในในไตรมาส 4/63 ซึ่งเป็นช่วงที่คาดว่าการจับจ่ายใช้สอยและการท่องเที่ยวในประเทศจะคึกคักขึ้น ตามปัจจัยฤดูกาลและมาตรการกระตุ้นของรัฐบาล ส่วนการซื้อ Tesco Lotus จะจ่ายด้วย Debts ซึ่งบริษัทเตรียมการกู้เอาไว้ที่ 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ส่วนใหญ่เป็นเงิน ดอลลาร์สหรัฐ และบางส่วนเป็นเงินบาท) การกู้ยืมก้อนใหญ่นี้ทำให้ D/E ratio สูงขึ้นเป็นเกือบ 1.4 เท่า แต่ก็ยังต่ำกว่า Covenant ของหุ้นกู้บริษัทที่ 2 เท่า จึงคงคำแนะนำซื้อ CPALL ให้ราคาพื้นฐาน CPALL ไว้ที่ 81.50 บาท ในเชิงกลยุทธ์ เราชอบที่บริษัทมีเครือข่ายสาขาที่ใหญ่มากในประเทศ, มีการบริหารจัดการระบบสินค้าคงคลังและโลจิสติกส์ที่ดี (ซึ่งเป็นหัวใจของธุรกิจค้าปลีก), กระแสเงินสดจากการดำเนินงานแข็งแกร่ง สำหรับการลงทุนในต่างประเทศ (กัมพูชาและลาว) เห็นว่าจะช่วยต่อยอดการเติบโตในระยะยาวของบริษัท
ด้านนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ได้แนะนำ ซื้อเก็งกำไร CPALL ให้ราคาเป้าหมาย 75 บาท) คาดกำไร โดยคาดกำไรสุทธิไตรมาส 3/63 ที่ 3.60 พันล้านบาท เริ่มฟื้นตัว 25% จากไตรมาสก่อน ตาม ยอดขายสาขาเก่า (SSS) ที่จะหดตัวน้อยลงเหลือ -14% จาก -20% ในไตรมาส 2/63 และ กำไรจากกิจการลูก (ถือ MAKRO 93% ) ที่จะกลับโตเด่นในไตรมาส 3/63 ที่คาดอยู่ที่ 1.69 พันล้านบาท เติบโต 14%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเติบโต 43% เทียบไตรมาสก่อน จากไตรมาส 2/63 แค่ทรงตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ทั้งนี้ แม้ทิศทางผลการดำเนินงานปี 63-64 ของ MAKRO (30%ของกำไร CPALL) จะมี upside จากประมาณการเราตามบทวิเคราะห์ (6 ต.ค.20) แต่คาดจะถูกชดเชยด้วย downside ที่จะเกิดกับ SSSG ของร้านสะดวกซื้องวด 9 เดือนแรกปี 63 ที่ -13% ยังดูฟื้นช้ากว่าประมาณการทั้งปีที่คาด -8% เบื้องต้น
ดังนั้นจึงยังคงประมาณการกำไรปี 63-64 ของ CPALL ที่ 1.70 หมื่นล้านบาท (-24%y-y) และ 2.09 หมื่นล้านบาท (+23%y-y) ตามลำดับ ในขณะที่เรายังคงมองว่า overhang ของราคาหุ้น CPALL ยังอยู่ที่การรอความชัดเจนเกี่ยวกับการจัดโครงสร้างทางการเงินหลังจะเข้าซื้อกิจการเทสโก้โลตัสในไทยและมาเลย์ที่คาดจะชัดเจนขึ้นในปลายเดือนนี้ถึงต้นเดือนหน้า ดังนั้น เราจึงคงคำแนะนำ “Trading buy” ไปก่อน
MAKRO ยอดขายสาขาเดิมฟื้น
ส่วน MAKRO ได้ปรับคำแนะนำขึ้นเป็น “ซื้อเก็งกำไร” จากเดิม “ถือ” มีเป้าหมายใหม่ที่ 45 บาท จากเดิม 39 บาท โดยมีมุมมองบวกเล็กน้อยต่อแนวโน้มกำไรสุทธิไตรมาส 3/63 ดังกล่าว ตาม SSSG ที่จะ +3.5% (vs 2Q20 -3.6%) และ margin ที่ดีขึ้นต่อเนื่อง ในขณะที่ไตรมาส 4/63 คาดจะได้อานิสงส์ทางอ้อมจากมาตรการรัฐกระตุ้นการบริโภคผ่านร้านค้าปลีกรายย่อยและสตรีทฟู้ด ดังนั้น จึงมองบวกมากขึ้นต่อ SSSG ทั้งปี 63 ของ MAKRO โดยปรับเป็น +2% จาก -1% ส่งผลกำไรปี 63-64 ปรับขึ้นจากเดิม +11% ต่อปี เป็น 6.39 พันล้านบาท (+2%y-y) และ 7.0 พันล้านบาท (+10%y-y) ตามลำดับ
สำนักวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด มองว่า มาตรการนี้ทำให้ยอดขายของกลุ่มค้าปลีกเพิ่มขึ้น และกลุ่มสินค้าที่มีราคาสูง เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า หรืออุปกรณ์ต่างๆ เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจ เช่น CRC รองลงมาเป็นกลุ่ม Hypermart เช่น BJC และ MAKRO แต่กลุ่มค้าปลีกเช่น CPALL จะได้รับปัจจัยบวกต่ำ เราแนะนำให้ ซื้อ BJC และ CPALL โดยมีมูลค่าที่เหมาะสม 52.00 บาท และ 86.00 บาทตามลำดับ
คัดหุ้นได้ผลบวก ช้อปดีมีคืน เต็มๆ
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ขณะนี้ได้ทำการคัดเลือกหุ้นน่าช้อป ที่ได้ประโยชน์จากมาตรการดังกล่าวแบบเต็มๆ ดังนี้ หุ้นที่เกี่ยวกับการอุปโภคบริโภค (กลุ่มค้าปลีก, ICT, อาหาร) ซึ่งแนะนำ “ซื้อ” ทั้ง CRC (เป้าหมาย 33.50 บาท) CPALL (เป้าหมาย 75.50 บาท) ADVANC (เป้าหมาย 210.00 บาท) JMART (เป้าหมาย 18.00 บาท) DCC (เป้าหมาย 3.10 บาท)
นอกจากนี้ยังแนะนำ “เก็งกำไร” DOHOME (เป้าหมาย15.00 บาท) HMPRO (เป้าหมาย15.00 บาท) COM7 (เป้าหมาย43.00 บาท) SPVI (เป้าหมาย 4.30 บาท) ส่วนหุ้นได้กระแส คือ ILM (เป้าหมาย 13.40 บาท) BJC(เป้าหมาย 40.00 บาท) MAKRO (เป้าหมาย 45.00 ได้กระแส) RS (ซื้อเป้าหมาย 19.0 บาท) TRUE (เป้าหมาย 3.30 บาท) M (เป้าหมาย 54 บาท) หุ้นกลุ่มท่องเที่ยว CENTEL (FV63F@ 17.00 และ FV64F @ 22 เก็งกำไร) MINT (FV63F@ 17.00 และ FV64F @ 22 เก็งกำไร) หุ้นกลุ่มขนส่ง BEM (FV@B10 ซื้อ) หุ้นห้างสรรพสินค้า(อยู่ในกลุ่มอสังหาฯ) CPN ([email protected] ซื้อ) SF ([email protected] ซื้อ)
ช้อปดีมีคืน - จำเป็นต้องซื้อเวลา
ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ระบุว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงวิกฤติมีความจำเป็น โดยเฉพาะวิกฤติครั้งนี้หนักและรุนแรงกับเศรษฐกิจไทยมาก แม้เราไม่ได้มีปัญหาการว่างงานรุนแรง แต่มีคนจำนวนมากที่ถูกลดชั่วโมงทำงานลง โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวและส่งออก ขณะที่เรายังเหลือคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังไม่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากวิกฤติเศรษฐกิจรอบนี้
นั่นคือมนุษย์เงินเดือน คนกลุ่มนี้ยังได้รับค่าจ้างเงินเดือนตามเวลา อาจได้รับโบนัสลดลงหรือไม่มีเลยในปีหน้า แต่เขายังมีงานทำ เงินเดือนยังไม่ถูกปรับลด ซึ่งในภาวะที่ดูดีกว่ากลุ่มอื่น แต่เขายังไม่กล้าใช้จ่าย เพราะเขากลัวความไม่แน่นอนในอาชีพ ว่าวิกฤติเศรษฐกิจจะลากยาวไหม ความมั่นคงในการงานวันนี้จะมีต่อไหม เขาจึงเลือกรัดเข็มขัด เก็บเงินไว้ดีกว่า เพราะความไม่เชื่อมั่นในเศรษฐกิจ การใช้จ่ายจึงลดลง ยอดการออมเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจไทยก็ยิ่งซึมยาว ทางออกระยะสั้นในระหว่างที่รอการท่องเที่ยวกลับมาและให้การส่งออกฟื้นตัวคือต้องสร้างความเชื่อมั่นให้คนกลุ่มนี้ หรือสร้างแรงจูงใจให้เขาบริโภค ซื้อสินค้า กล้าใช้เงิน
วันนี้การบริโภคฟื้นบ้างในกลุ่มอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าไม่คงทน แต่กลุ่มสินค้าคงทนนั้นแย่ ฟื้นช้า การเร่งการตัดสินใจให้คนมาซื้อสินค้าขนาดใหญ่ เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และโทรศัพท์ อาจมีส่วนให้เศรษฐกิจประคองตัวได้ แต่อย่างที่บอกว่าทำได้เพียงซื้อเวลา เพราะผู้ประกอบการคงไม่ขยายกำลังการผลิตหรือสต๊อกสินค้ายาว เพราะรู้ว่าเมื่อหมดโครงการนี้ ยอดขายจะลดลงมาที่เก่า หรือถ้าเศรษฐกิจโลกไม่ฟื้น อาจต่ำกว่าเดิม เพราะยืมการบริโภคในอนาคตมาใช้ไปแล้ว เหมือนที่เคยเห็นการบริโภคลดลงหลังหมดโครงการคล้ายกันนี้ในอดีต เราคงต้องหวังว่าเราจะซื้อเวลาได้ เพื่อรอการส่งออกและการท่องเที่ยวกลับมาต้นปีหน้าอย่างเร็วที่สุด
แต่ในคน 4 ล้านคนมนุษย์เงินเดือนนี้ อาจไม่ใช้เงิน 3 หมื่นทั้งหมดก็ได้ เพราะคนที่ฐานภาษีต่ำ เช่น 5 -10% อาจเลือกระวังการใช้จ่าย ไม่อยากเป็นหนี้มากนัก เราคงอาจหวังคนบนยอดฐานภาษีแทน ซึ่งมีจำนวนน้อย และคงต้องมาดูว่ามาตรการนี้จะขยายเวลาหรือเพิ่มวงเงินได้อีกแค่ไหน สุดท้ายผมมองว่ามาตรการนี้ควรระวังไม่เอื้อต่อผู้ประกอบการรายใหญ่เกินไป หรือน่าลดภาษีบุคคลธรรมดาไปเลยก็ได้
ผลักดันยอดขาย-เพิ่มสภาพคล่อง
ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมีมุมมองเพิ่มเติมต่อมาตรการดังกล่าว โดย มาตรการ “ช้อปดีมีคืน” น่าจะช่วยให้เกิดการระบายสินค้าคงคลังที่มีอยู่สูง ท่ามกลางอุปสงค์ที่อ่อนแรงในช่วงที่ผ่านมา อีกทั้งจะช่วยผลักดันยอดขายและเพิ่มสภาพคล่องของผู้ประกอบการต่างๆ ให้ดีขึ้น นอกจากนี้ การจับจ่ายใช้สอยที่เพิ่มขึ้นจะช่วยสร้างบรรยากาศทางเศรษฐกิจที่ดี ส่งผลให้ความเชื่อมั่นเศรษฐกิจฟื้นตัวดีขึ้น โดยในภาพรวมภาคค้าปลีกน่าจะได้รับผลประโยชน์จากมาตรการนี้มากที่สุด ในขณะที่ยอดใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นน่าจะส่งผลดีต่อภาคธนาคาร เนื่องจากยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตน่าจะขยายตัวมากขึ้น
นอกจากนี้ มาตรการดังกล่าวจะส่งผลให้ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตทั้งระบบในปี 2563 หดตัวลดลงที่ 11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เมื่อเทียบกับหากไม่มีมาตรการหดตัวที่ 12% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมาตรการลดหย่อนภาษีนี้ไม่จำเป็นต้องใช้เม็ดเงินจากรัฐบาลโดยตรง ดังเช่นมาตรการแจกเงินผ่านโครงการเราไม่ทิ้งกันในช่วงไตรมาส 2/2563 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ไม่กระทบสถานะทางการคลังในปัจจุบันเท่าใดนัก ขณะที่ภาระทางภาษีจากมาตรการดังกล่าวจะเกิดขึ้นในปีหน้าหลังจากที่มีการยื่นภาษีไปแล้ว ทั้งนี้ ท่ามกลางระดับหนี้สาธารณะที่เข้าใกล้ 60% ต่อจีดีพีในปัจจุบัน รัฐบาลคงต้องพิจารณาออกมาตรการต่างๆ อย่างระมัดระวังเพื่อให้เกิดประสิทธิผลสูงสุดและกระทบต่อวินัยทางการคลังน้อยที่สุด
กระตุ้นการใช้จ่ายได้เพียงชั่วคราว
อย่างไรก็ดี มาตรการดังกล่าวคาดว่าจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายได้เพียงชั่วคราว และคงมีผลประโยชน์ต่อการจ้างงานค่อนข้างจำกัด ขณะที่ผู้ได้รับประโยชน์ส่วนใหญ่น่าจะเป็นผู้ประกอบการขนาดใหญ่ที่อยู่ในระบบภาษี ในขณะที่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) อาจไม่ได้รับประโยชน์โดยตรงเท่าใดนัก
โดยจากเงื่อนไขเวลาที่กำหนดไว้ในช่วง 23 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2563 มาตรการดังกล่าวจึงน่าจะช่วยกระตุ้นการบริโภคได้เพียงในช่วงเวลาที่กำหนด ขณะที่ผู้บริโภคส่วนหนึ่งที่มีแผนซื้อสินค้าอยู่แล้ว แต่เป็นสินค้าที่ไม่รีบใช้ อาจชะลอการจับจ่ายออกไปก่อน เพื่อรอซื้อสินค้าในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งอาจส่งผลให้การบริโภคในช่วงก่อนมาตรการนั้นลดลง
นอกจากนี้ เนื่องจากมาตรการดังกล่าวน่าจะกระตุ้นการบริโภคได้เพียงชั่วคราว จึงทำให้ผู้ผลิตอาจจะยังไม่พิจารณากลับมาผลิตเพิ่ม หากอุปสงค์ยังไม่กลับมาฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้ผลประโยชน์ต่อการจ้างงานคงมีจำกัด แต่จะได้ประโยชน์ในเรื่องการระบายสินค้าคงคลังและสภาพคล่องเป็นหลัก
ขณะเดียวกันเนื่องจากผู้ประกอบการกลางและขนาดเล็ก (SMEs) เช่น ร้านอาหารข้างทาง หรือร้านขายของชำขนาดเล็ก จำนวนมากไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ดังนั้น ผู้ประกอบการขนาดใหญ่ที่อยู่ในระบบภาษีน่าจะได้รับผลประโยชน์เป็นหลัก (แต่ร้านค้ารายย่อยเหล่านี้อาจได้ประโยชน์จากมาตรการ “คนละครึ่ง” ที่รัฐบาลให้วงเงินสมทบไม่เกิน 3,000 บาทต่อคน) ขณะที่การฟื้นตัวของการบริโภคหลังจากที่มาตรการหมดลงไปแล้วคงกลับมาขึ้นอยู่กับแรงขับเคลื่อนพื้นฐานของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการท่องเที่ยว รายได้จากการจ้างงาน และรายได้ภาคการเกษตร เป็นสำคัญ
สรุป มาตรการ “ช้อปดีมีคืน” ที่ออกมาล่าสุดสะท้อนความตั้งใจดีของรัฐบาล ซึ่งคาดว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นการบริโภคในประเทศได้ในระดับหนึ่งและช่วยสร้างบรรยากาศทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น แม้ว่าผลประโยชน์ต่อการจ้างงานและธุรกิจ SMEs เฉพาะจากมาตรการนี้อาจมีจำกัด อย่างไรก็ดี แนวโน้มเศรษฐกิจไทยจะยังคงขึ้นอยู่กับสถานการณ์การแพร่ระบาดและสถานการณ์เศรษฐกิจโลกเป็นหลัก ซึ่งท่ามกลางความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดซ้ำ ประเด็นการเมืองในสหรัฐฯ ประเด็นเบร็กซิท และความตึงเครียดระหว่างจีนกับสหรัฐฯ คาดว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายในระยะข้างหน้า
