เฉลยสาเหตุ! เพราะอะไรสถาบันในประเทศ ขายสุทธิหุ้นไทยติดต่อกัน 12 วันกว่า 3 หมื่นล้านบาท
นับตั้งแต่ต้นปี จนถึงในวันที่ 22 ก.พ.65 นักลงทุนสถาบันในประเทศ (กองทุน) มียอดขายสุทธิรวมแล้วกว่า 61,189 ล้านบาท ซึ่งหากย้อนดูในช่วงเวลาสั้นๆ พบว่านักลงทุนสถาบันในประเทศขายสุทธิตลาดหุ้นไทยติดต่อกัน 12 วัน มูลค่ากว่า 3.9 หมื่นล้านบาท หลายท่านคงจะสงสัยกว่าสาเหตุอะไรทำไมกองทุนถึงขายหุ้นไทยสวนทางนักลงทุนต่างชาติที่ซื้อหุ้นไทยมาอย่างต่อเนื่อง และกองทุนจะกลับมาซื้อเมื่อไหร่ รวมถึงหุ้นไหนจะเป็นเป้าหมายของการกลับมา Wealthy Thai จะพาไปหาคำตอบ
โดยนายประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุนเมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด เปิดเผยว่า สาเหตุที่นักลงทุนสถาบันในประเทศมีสถานะเป็นขายสุทธิหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง เป็นเพราะโดนแรงกดดันจากการส่งคำสั่งขาย จากกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (Long Term Equity Fund : LTF) อย่างหนักหน่วง เนื่องจากนักลงทุนมีความไม่มั่นใจ หลังจากที่เกิดการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด19 รวมถึงมีแรงขายจากกองทุน RMF
ขณะที่ภาพของกองทุนประเภท กองทุนหุ้นนั้นไม่ได้เป็นภาพของการขายเพื่อลดน้ำหนักการลงทุน ซึ่งกองทุนประเภทดังกล่าวยังมีรูปแบบการลงทุนในหุ้นไทยต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับพอร์ตการลงทุนของโบรกเกอร์ที่มีคำสั่งซื้อขายประเภทไพรเวท เวลท์ (PRIVATE WEALTH) ก็ยังคงซื้อสุทธิหุ้นไทยอยู่ตลอด
นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่น่าคิดคือ นักลงทุนอาจจะนำเงินไปลงทุนสินทรัพย์อื่นที่นอกเหนือจากหุ้น เช่นคริปโทฯ หรืออาจเป็นกองทุนรวมต่างประเทศ ซึ่งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาถือว่าได้รับความน่าสนใจ รวมไปถึงการที่กองทุน SSF ก็ไม่ได้จำกัดแค่เพียงว่าจะต้องเลือกลงทุนเฉพาะหุ้นเพียงอย่างเดียว ทำให้เกิดการกระจายการลงทุนจากหุ้นไปลงทุนตราสารหนี้ หรือลงทุนในต่างประเทศ
ทั้งนี้หากมองภาพใหญ่ เชื่อว่านักลงทุนประเภทสถาบันในประเทศจะกลับมาซื้อสุทธิตลาดหุ้นไทยในช่วงไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ของปีนี้ เพราะเนื่องจากต้องรอให้ valuation ตลาดหุ้นไทยมีความน่าสนใจ P/E กลับมาอยู่ในระดับ 16-17 เท่า ซึ่งดัชนีจะต้องกลับมาอยู่ที่ 1,500-1,590 จุด ซึ่งมองว่าขณะนี้ดัชนีคงจะยังไม่ลงไปในระดับดังกล่าวแต่มองว่าในช่วงครึ่งหลังของปีมีโอกาสที่จะเป็นไปได้
สำหรับกลุ่มหุ้นที่ประเมินว่า หากนักลงทุนสถาบันในประเทศกลับมาซื้อสุทธินั้น กลุ่มหุ้นที่รองรับเม็ดเงินในส่วนนี้คือกลุ่มอุปโภคบริโภคภายใประเทศที่ราคา Laggard และกลุ่มที่มีการปรับโครงสร้างธุรกิจปรับตัวไปกับเทคโนโลยี เช่น ADVANC-SCB-CPALL-MAKRO รวมถึงหุ้นขนาดใหญ่บลูชิพที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด19 เช่น AOT และ BEM
