SK เปิดเทรดวันแรกราคาพุ่ง 100% ชูจุดเด่นหุ้น Dividend Stock
หุ้นไอพีโอน้องใหม่ป้ายแดงอย่างบริษัท ศิรกร จำกัด (มหาชน) หรือ SK เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) เป็นวันแรก ในหมวดวัสดุก่อสร้าง ได้ระเบิดฟอร์มอย่างสวยงาม โดยทำราคาเปิดการซื้อขายที่ 1.60 บาท เพิ่มขึ้น 100% จากราคาไอพีโอที่ระดับ 0.80 บาท
“ราคาดังกล่าวสะท้อนถึงความมั่นใจ และความน่าเชื่อถือของนักลงทุนที่มีต่อบริษัท โดยเราจะเน้นการเติบโต และยั่งยืน เราเป็นหุ้น Dividend Stock สะท้อนจากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมามีการจ่ายปันผลมาโดยตลอด จึงเป็นที่น่าดึงดูดของนักลงทุน” คำกล่าวของนายภากร ตั้งนุกูลกิจ กรรมการบริษัทและผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ SK
เขายังบอกอีกว่า นับจากนี้จะเดินหน้าตามแผนงาน โดยจะเน้นงานสายส่งและสายจำหน่ายไฟฟ้า ซึ่งประเมินว่าภาพรวมอุตสาหกรรมพลังงานไฟฟ้าจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ตามความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ประเมินว่าภายใน 2 ปีคาดจะสามารถเข้าประมูลงานขนาด 500 KV ส่งผลให้มูลค่างานก็จะปรับเพิ่มขึ้นมาที่ระดับ 1,000 ล้านบาท
สำหรับศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะจุดเด่นของ SK ที่ได้เปรียบผู้ประกอบการ ในกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมประเภทเดียวกัน คือการที่บริษัท มีโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์คอนกรีต จำนวน 6 แห่ง อาทิ กาฬสินธุ์ ชลบุรี ชัยนาท ลำปาง สุราษฎร์ธานี และสงขลา ซึ่งครอบคลุมพื้นที่การจำหน่ายทั่วประเทศ ทำให้ได้เปรียบด้านต้นทุนการขนส่ง และมีการบริหารจัดการต้นทุนวัสดุก่อสร้างในธุรกิจรับเหมาก่อสร้างได้อย่างดี ประกอบกับบริษัท ยังจำหน่ายผลิตภัณฑ์ให้กับคู่ค้ารายอื่นๆ ที่มีความต้องการ ในบริเวณพื้นที่ดังกล่าวได้ ซึ่งทำให้เป็นการเพิ่มยอดขาย ในส่วนของการขายผลิตภัณฑ์คอนกรีตได้ต่อเนื่อง
ทั้งนี้บริษัทวางกลยุทธ์การเติบโตผ่านธุรกิจรับเหมาเฉพาะทางเป็นหลัก ทั้งธุรกิจรับเหมา งานสายส่งและสายจำหน่ายไฟฟ้า รวมถึงธุรกิจรับเหมาก่อสร้างโยธา โดยคาดว่าจะได้รับผลเชิงบวกตามแผนการเร่งลงทุนภาครัฐที่ขยายตัวตามการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยเฉพาะธุรกิจรับเหมางานด้านไฟฟ้า ซึ่งจากปัจจัยดังกล่าว ทำให้สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสการเติบโต ตามยุทธศาสตร์ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ.)
ขณะเดียวกัน แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (Power Development Plan : PDP) ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในการเพิ่มการเข้าถึงและเพิ่มประสิทธิภาพระบบไฟฟ้าของประเทศ ซึ่งปัจจุบันบริษัท ดำเนินงานรับเหมาสายส่งขนาด 230 KV ผ่าน Consortium โดยหลังจากที่โครงการดังกล่าวเสร็จสิ้น บริษัท คาดจะสามารถเข้าประมูลงานขนาด 230 KV ได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องผ่าน Consortium ทำให้เปิดโอกาสในการรับงานมากขึ้นในอนาคต
“SK เตรียมประมูลงานรับเหมาระบบสายส่ง ขนาด 230 KV ของ กฟผ. มูลค่าประมาณ 300 ล้านบาท หลังจากที่โครงการ Consortium เสร็จสิ้น ซึ่งในแต่ละปี กฟภ. และ กฟผ. มีการขยายสายส่งไฟฟ้า ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติในการพัฒนาประเทศด้านพลังงานของประเทศไทย และคาดว่าในอีก 2-3 ปีข้างหน้า จะสามารถเข้าประมูลงานขนาดใหญ่ขึ้น โดยเฉพาะงานรับเหมาระบบสายส่ง ขนาด 500 KV”
ส่วนเงินที่ได้จากการระดมทุนในครั้งนี้ บริษัทนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนเพื่อรองรับแผนการขยายงานในธุรกิจโดยเฉพาะการประมูลงานใหม่ๆ เพิ่มขึ้น อาทิ งานรับเหมาก่อสร้างสายส่งและสายจำหน่ายไฟฟ้า เพื่อเป็นการขับเคลื่อนการเติบโตของรายได้ และยังเป็นการเพิ่มโอกาสการเข้าร่วมประมูลงานตามแผนลงทุนเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ไฟฟ้าของ การไฟฟ้าภูมิภาค การไฟฟ้าฝ่ายผลิต ซึ่งธุรกิจจำหน่ายผลิตภัณฑ์คอนกรีตอัดแรงโดยเฉพาะเสาไฟฟ้าและธุรกิจรับเหมาสายส่งและสายจำหน่ายไฟฟ้าขนาด 115 KV จะได้อานิสงส์ควบคู่ไปด้วย
ด้านทิศทางในครึ่งปีหลัง มองว่าภาพรวมของบริษัทฯจะกลับมาฟื้นตัวเนื่องจากยังมีงานที่รอการส่งมอบอีกกว่า10 โครงการ คิดเป็นมูลค่างานในมือ (Back log) เกือบ 160 ล้านบาท ซึ่งทยอยรับรู้ เกือบทั้งหมดภายในปีนี้ รวมถึงโครงการใหม่ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ พร้อมทั้งยังประเมินการเติบโตต่อเนื่อง ในปี 2564 โดยตั้งเป้ารายได้เติบโต 15-20% และคาดว่าจะคว้างานใหม่เข้ามาได้ไม่ต่ำกว่า 400-500 ล้านบาท โดยเชื่อว่าภาคการลงทุนจะกลับมาฟื้นตัว
ขณะเดียวกันต้องยอมรับว่าการระบาดของ COVID-19 ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้มีการส่งมอบงานล่าช้า ส่งผลต่อกำรสุทธิในปี 2563 ปรับตัวลดลงจากปี 2562 ส่วนรายได้คาดจะทำได้ระดับใกล้เคียงปี 2562 อย่างไรก็ตามแม้มีการส่งมอบงานล่าช้า แต่งานก็ไม่ได้หายไปไหน
ด้าน นายเอกจักร บัวหภักดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แคปปิตอล วัน พาร์ทเนอร์ จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวเชื่อมั่นว่าธุรกิจมีศักยภาพการเติบโตอย่างโดดเด่น ประกอบกับหากพิจารณาจากศักยภาพความแข็งแกร่งทางธุรกิจ จะเห็นได้ว่า SK เป็นธุรกิจรับเหมาเฉพาะทางด้านผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสาไฟฟ้าและเสาเข็มคอนกรีตอัดแรง รวมถึงให้บริการรับเหมาก่อสร้างสายส่งและสายจำหน่ายไฟฟ้า และงานรับเหมาก่อสร้างโยธา ประกอบกับการที่กลุ่มบริษัทฯ มีประสบการณ์ในกลุ่มอุตสาหกรรม ยาวนานกว่า 30 ปี ทำให้ การันตีที่สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพความเชื่อมั่นของกลุ่มลูกค้า ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)
อย่างไรก็ตาม จากปัจจัยดังกล่าวทำให้เห็นถึงศักยภาพ ความแข็งแกร่ง รวมถึงการเติบโต ของธุรกิจในอนาคต โดย SK ถูกจัดเป็นหุ้น Growth Stock ที่สร้างผลการดำเนินงานที่ดีอย่างต่อเนื่อง และยั่งยืน ขณะเดียวกันยังเป็นหุ้น Dividend Stock ด้วยเช่นเดียวกัน ที่มีความโดดเด่นในเรื่องการจ่าย ปันผล โดยหากพิจารณาในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา SK มีความสามารถในการจ่ายปันผลไปแล้วกว่า 300 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่านโยบายปันผลของบริษัทฯ ที่จ่ายไม่ต่ำกว่า 50% ของกำไรสุทธิทำให้เห็นได้ว่า SK เป็นหุ้นที่น่าจับตาอีกหนึ่งตัว ในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ
