MAJOR ทุ่มงบเกือบ 570 ล้านบาท เข้าซื้อ TKN กว่า 69 ล้านหุ้น สัดส่วน 5% ขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นรายใหญ่
จากรายงานในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เกี่ยวกับประเด็นการซื้อขายหุ้น พบว่า มีรายงานการได้มา หุ้นของ บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ TKN โดย บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) MAJOR ซึ่งเป็นการได้มา เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2565
ทั้งนี้จำนวนหลักทรัพย์ที่ได้มา คิดเป็น 5% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการจำนวนหลักทรัพย์ภายหลังการได้มา คิดเป็น 5% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการ จำนวนหลักทรัพย์ที่ได้มา ของกลุ่มคิดเป็น 5% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการ จำนวนหลักทรัพย์ภายหลังการได้มา ของกลุ่มคิดเป็น 5% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการ
ขณะที่หากเข้าไปสำรวจข้อมูลเพิ่มเติมผ่าน https://market.sec.or.th/public/idisc/th/r246 พบว่า MAJOR รายงานการได้มาของหุ้น TKN ผ่านตลาดหลักทรัพย์ โดยผ่านบริษัทหลักทรัพย์เอเซีย พลัส จำกัด มีจำนวนหุ้นที่ได้มาเท่ากับ 69 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 5%
ส่วนราคาสูงสุดที่ผู้มีหน้าที่รายงานหรือบุคคลในกลุ่มได้มาซึ่งหลักทรัพย์ในช่วง 90 วันที่ผ่านมา (ให้วันที่กระทำการตามข้อ 2 แล้วเป็นผลให้มีหน้าที่รายงานในครั้งนี้เป็นวันแรก) 8.2565 บาท/หน่วย เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2565
MAJOR ปีนี้มีกำไร
ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ได้ประเมินพื้นฐานของ MAJOR ไว้ว่า แนะนำ “ซื้อ” โดยมองว่าผลประกอบการได้ผ่านช่วงแย่สุดไปแล้ว ขณะที่คาดหวังผลประกอบการจะกลับมาเติบโตโดดเด่นในปี 2565 จากฐานที่ต่ำ ซึ่งคาดว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดจะดีขึ้น
นอกจากนี้การนำเงินที่ได้จากการขายหุ้น SF ไปต่อยอดธุรกิจใหม่จะชดเชยส่วนแบ่งเงินลงทุนที่หายไป รวมถึงดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลงจากการนำเงินไปชำระหนี้เงินกู้ จึงคงมูลค่าพื้นฐานปี 2565 ที่ 23.60 บาท โดยอิงวิธี DCF สมมติฐาน WACC ที่ 7.4%
สำหรับปี 2565 ผลประกอบการจะพลิกฟื้นจากขาดทุนปีก่อนเป็นกำไร 932 ล้านบาท ซึ่งภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่รอเข้าฉายจำนวนมาก The Batman, FANTASTIC BEASTS, DOCTOR STRANGE เป็นต้น คาดผู้ชมจะกลับมาอยู่ระดับ 70-80% ของระดับปกติก่อนวิกฤต COVID-19 โดยคาดรายได้ที่ 7,736 ล้านบาท เติบโต 225% จากปีก่อน ส่วนประเด็นผลกระทบจากส่วนแบ่งกำไร SF ที่ลดลงจะถูกชดเชยกับผลของดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลง จากการนำเงินจากการขายหุ้นบางส่วนไปชำระหนี้ และบริษัทชี้แจงว่าผลตอบแทนที่ได้จากการนำเงินไปลงทุน จะครอบคลุม ส่วนแบ่งกำไรที่ลดลง รวมถึงการขยายธุรกิจใหม่ๆ
อาทิ 1.การขยายธุรกิจอาหาร นำป๊อปคอน เข้าไปจำหน่ายในร้านค้าสะดวกซื้อเซเว่น-อีเลฟเว่น 2.ร่วมทุนกับพันธมิตรที่จีนในการสร้างภาพยนต์เข้าฉายในโรงภาพยนต์ที่ประเทศจีน ซึ่งถือเป็นตลาดใหญ่ โดยในประเทศจีนนั้นมีจอโรงภาพยนตร์กว่า 8 หมื่นจอ หากเข้าฉายได้ราว 5 พันจอ ก็มองว่าจะสามารถทำรายได้ในระดับที่ดี
