Exclusive NRF กับแผนการเติบโตที่หวังผลระยะยาว
NRF ผู้ผลิต จัดหา และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปรุงรสอาหาร อาหารสำเร็จรูป เครื่องปรุงสำหรับประกอบอาหารที่เป็นมิตร ต่อสิ่งแวดล้อมอาหารโปรตีนจากพืช อาหารสำเร็จรูปพร้อมปรุงและพร้อมรับประทาน รวมทั้งเครื่องดื่มสำเร็จรูปชนิดผง และน้ำที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ได้สร้างการเติบโตอย่างโดดเด่นในปี 2564 ท่ามกลางการระบาดของ COVID-19 ดังนั้นในปี 2565 จะมีการเติบโตอย่างไร Wealthy Thai หาคำตอบมาให้แล้ว
บริษัท เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ NRF สร้างการเติบโตอย่างโดดเด่นในปี 2564 ท่ามกลางการระบาดของ COVID-19 เห็นได้จากรายงานกำไรสุทธิที่ระดับ 221 ล้านบาท เติบโต 78% จากปี 2563 ที่มีกำไรสุทธิ 124 ล้านบาท ถือเป็นผลการดำเนินงานที่ทำสถิติสูงสุด เป็นประวัติการณ์ต่อเนื่อง แม้ยังต้องเผชิญปัญหาการแพร่ระบาด COVID-19 โดยมีการบริหารจัดการที่ดีผ่านการจัดเตรียม มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดอย่างเข้มงวด ทำให้ได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อย
การเติบโตดังกล่าวสะท้อนจากในช่วงที่ผ่านมาว่า NRF ได้ขยายธุรกิจไปในหลายๆส่วน โดยนายแดน ปฐมวาณิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ NRF ได้เปิดเผยกับ Wealthy Thai ว่า วิสัยทัศน์ของ NRF คือ ‘จะทำอย่างไรให้สามารถเปลี่ยนระบบอาหาร รวมถึงการเกษตร ให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และต่อสู้กับ โลกร้อน’
ทั้งนี้ จากผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งดังกล่าว มาจากผลิตภัณฑ์อาหารไทยและอาหารท้องถิ่น และอาหาร specialty ที่มีสัดส่วนรายได้กว่า 77% โดยมีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นของลูกค้าในทุกประเภทสินค้า และในทุกภูมิภาค รวมถึงการรับรู้ รายได้จากบริษัท City Food และการรับรู้รายได้จากธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง
ขณะที่ธุรกิจ E-commerce มีสัดส่วนรายได้ 18% โดยมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการรับรู้รายได้จากบริษัท BOOSTED NRF Corp. ซึ่งได้ดำเนินการเข้าซื้อกลุ่มผลิตภัณฑ์สินค้า ทั้งหมด 3 แบรนด์ คือ Prime Labs, SOL Trading และ WellPath อีกทั้งยังมีการขยายตัวของธุรกิจ E-commerce ในประเทศ ผ่านการลงทุนในบริษัท Indeem Group จำกัด และผลิตภัณฑ์สินค้าอุปโภคที่ไม่ใช่อาหารในบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม ที่มีสัดส่วนรายได้ 1% มาจากการ รับรู้รายได้การขายเครื่องจักร และอะไหล่ V-shape นอกจากนี้ ยังรับรู้กำไรจากการจำหน่ายเงินลงทุนบางส่วนของบริษัท GTH และกำไรจากการขายธุรกิจน้ำเต้าหู้ รวมถึงกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา เป็นต้น
ปี 2564 ที่ผ่านมา ถือเป็นปีที่สำคัญสำหรับทิศทางบริษัท เนื่องจาก เมื่อปี 2561 บริษัท เล็งเห็นว่า ปัญหาเรื่องโลกร้อน และสิ่งแวดล้อม เป็นประเด็นด้านการเมืองทั้งในประเทศและต่างประเทศ ดังนั้นสิ่งที่จะตามมา คือเรื่องของภาคบังคับ ที่จะบังคับให้ บริษัทในทุกอุตสาหกรรมเปลี่ยนแปลง โดยใครที่ปล่อยมลพิษ จะต้องจ่ายค่าปรับ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานานมากแล้ว ล่าสุด ประเทศไทยเอง ก็ได้ประกาศเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็น “0” ภายในปี 2593 ซึ่งจะมีผลบังคับ และกระทบต่อเอกชน ไทยในอนาคต
“สิ่งที่เราคิด เกิดมาในปีที่แล้ว ทำให้เรามั่นใจว่าสิ่งที่เราทำ มันยิ่งกว่าเมกะเทรนด์ และมาถูกทางแล้ว โดยไม่มีอะไรที่เป็น Disruption ยิ่งใหญ่ไปกว่าโลกร้อน และเราก็เป็นหนึ่งในไม่กี่บริษัทที่เตรียมพร้อมเรื่องนี้อยู่แล้ว”
สำหรับในปี 2564 ที่ผ่านมา NRF ได้เร่งสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเพื่อตอกย้ำการเป็นผู้นำอาหารโปรตีนจากพืช (Plant-based) โดยการสร้างโรงงานในแต่ละภูมิภาคสำคัญของโลก เพื่อเป็นผู้ผลิต Plant-based ในลักษณะ OEM เบอร์ 1 ของโลก โดยมีโรงงาน Plant-based ที่ใหญ่ที่สุดของโลกในประเทศอังกฤษ รวมทั้งยังได้จัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับ บจ. อินโนบิก (เอเซีย) หรือ (อินโนบิก) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ ปตท. เพื่อดำเนินธุรกิจพัฒนาและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหาร โปรตีนจากพืชแบบครบวงจร เพื่อสร้างโรงงานในประเทศไทย สำหรับภูมิภาคอาเซียนและออสเตรเลีย
ถัดมา บริษัทได้ร่วมก่อตั้ง Konscious Inc ซึ่งมีพันธมิตรที่แข็งแกร่งในวงการ Plant-based โดยคาดว่าจะเป็นยูนิคอร์น ในอนาคตอีกด้วย รวมทั้งยังได้เข้าไปลงทุนใน Wicked Foods ที่ถือว่าเป็นแบรนด์ที่อัตราการเติบโตเร็วที่สุดในแง่ของ Plant-based ในยุโรป และอังกฤษ
นอกจากนี้ บริษัทได้เพิ่มขีดความสามารถความเป็นผู้นำด้าน Specialty Food Manufacturer ผ่านการจำหน่ายเงินลงทุน 25% ในบริษัท โกลเด้น ไตรแองเกิล เฮลท์ จำกัด (GTH) ให้กับ Australis Capital Inc (AUSA) ซึ่งเป็นผู้นำในธุรกิจบริหารจัดการผลิตภัณฑ์กัญชง-กัญชาในอเมริกา เพื่อเข้ามาเป็นพันธมิตรในการเสริมศักยภาพในการแข่งขันให้กับ NRF ในธุรกิจกัญชง-กัญชา และเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันแผนกลยุทธ์ที่มุ่งมั่นจะเป็นผู้นำทางการตลาดในอุตสาหกรรมกัญชง-กัญชาในประเทศไทย ผ่านการมีพันธมิตรระดับโลก ซึ่งจะทำให้บริษัทมีความสามารถในการแข่งขันทั้งในภาคการส่งออก และอุปโภคบริโภคภายในประเทศ
หลังจากที่อุตสาหกรรมกัญชง-กัญชาถูกกฎหมาย บริษัทมองว่าอุตสาหกรรมดังกล่าวจะมีแนวโน้มที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และความรู้ ความเชี่ยวชาญ รวมถึงนวัตกรรมของบริษัท AUSA ทั้งในการเพาะปลูกและการผลิตจะเข้ามาช่วยเพิ่มขีด ความสามารถให้กับบริษัทในการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากกัญชง-กัญชาอีกด้วย
ขณะที่ ในไตรมาส 4/2564 บริษัทได้เปิดธุรกิจ Hemp House ภายใต้การดำเนินงานของ GTH ซึ่งเป็นไลฟ์สไตล์คาเฟ่เชิงสุขภาพ โดยเปิดสาขาแรกที่ห้างสรรพสินค้า The Emquartier ด้วยจุดเด่นที่เน้นผสมผสานพืช เพื่อสุขภาพมาเป็นส่วนผสมของอาหารและเครื่องดื่มที่ให้บริการในร้าน โดยใช้ผลิตผลหลักจากกัญชง
“ต้นกัญชงถือว่ามีศักยภาพในการดูดซึมคาร์บอนได้ดีมาก ถึงขั้นสามารถดึงคาร์บอนได้ดีกว่าไม้ยืนต้นถึง 4 เท่า จึงค่อนข้างสนใจในเรื่องนี้”
การลงทุนหวังผลระยะยาว
นอกจากนี้ ในแง่ของการเติบโต NRF จะมีกำไรที่จะได้รับซึ่งไม่ได้มากจากการดำเนินงานเพียงอย่างเดียว แต่จะมาจากกำไรของการขายหุ้นที่ถืออยู่ใน Startup อีกด้วย คือการที่บริษัทได้ลงทุนไปราว 40-50 ล้านบาทในบริษัท Konscious Inc ถือหุ้น 20% ซึ่งถ้าภายใน 5 ปีบริษัทดังกล่าวกลายเป็นยูนิคอร์นขึ้นมา มูลค่าหุ้นก็มีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นอีกด้วย จึงอยากให้นักลงทุนเข้าใจในระยะยาว ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเดือน ก.ย.2552 ที่ผ่านมา บริษัทได้ลงทุนราวๆ 100 ล้านบาทใน E-commerce แต่เมื่อก.ค.2564บริษัทได้ขายหุ้นไปราว 10% ที่ราคา 5 เท่าจากต้นทุน
“สำหรับปี 2564 จึงเป็นการยืนยันแผนกลยุทธ์ของ NRF ดังนั้น ในส่วนของแผนธุรกิจปี 2565 จะเป็นปีที่ทุ่มเทบนวิสัยทัศน์ของบริษัท คือ “การต่อสู้กับโลกร้อน” เพราะฉะนั้นบริษัทมีแผนจะรุกธุรกิจใหม่ คือ การลดคาร์บอน เพื่อดูดซับคาร์บอนจากอากาศ ที่จะเป็น key High Light ของบริษัท ที่รวมถึงธุรกิจการขุดบิทคอยน์ด้วย”
โดยจะทำอย่างไรที่จะให้มีการลดของเสียในภาคการเกษตร และแปรรูปออกมาเป็นสินค้ามูลค่าเพิ่มที่ไม่ปล่อยมลพิษคาร์บอน ยกตัวอย่างประเทศไทย มีสินค้าที่เหลืออยู่ในภาคการเกษตรปีละ 17-20 ล้านตัน ปัจจุบันมีการเผาทำลาย ซึ่งส่งผลต่อมลพิษด้วย และเป็นปัญหาของหลายๆประเทศ แต่มองว่าเป็นโอกาสของธุรกิจ โดยบริษัทได้เซ็นสัญญาลงทุนในบริษัทที่เป็นผู้นำ negative emissions technology ที่มี know-how ในการสร้างโรงงานแปรรูปไบโอแมส ให้หันมาเป็น negative emissions product
นอกจากนี้ในปี 2565 บริษัทวางแผนสร้างโรงงาน หรือซื้อโรงงาน Plant-based ในประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อผลิต Plant-based Food และแผนการเปิด Shop ร่วมกับ ปตท.ที่จะเป็น Shop ที่ขายอาหาร Plant-based ในประเทศไทย โดยจะเปิดเป็นร้านอาหารและให้บริการในพื้นที่ย่านสุขุมวิท รวมถึงแผนเปิดตัว Plant-based แบรนด์ใหม่ในประเทศสหรัฐอเมริกา
ส่วนธุรกิจกัญชงกัญชา ได้ทำแฟรนไชส์ในช่วงที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังได้เพิ่มรูปแบบการบริการเป็นคลินิกสุขภาพ ที่สามารถจำหน่าย THC ทางการแพทย์ ได้ด้วย ซึ่งนอกเหนือจากผลิตภัณฑ์จากกัญชงเพียงอย่างเดียวแล้ว ขณะเดียวกันบริษัทมีแผนปลูกกัญชงเพิ่ม คาดว่าได้ผลผลิตเดือน พ.ค. และประมาณการว่า น่าจะสามารถรับรู้รายได้ในช่วงฤดูร้อนของปีนี้ ส่วนธุรกิจ E-commerce มีแผนเข้าซื้อกิจการประมาณ 5-10 บริษัทในปีนี้ กำหนดวงเงินประมาณ 1,000 ล้านบาท
“สำหรับปี 2565 หากรวมทั้งการ M&A และการลงทุน น่าจะเห็นการเติบโตสูงถึง 50-80% จากปีก่อน”
Cryptocurrency คือการลงทุนระยะยาว
อย่างไรก็ตาม NRF ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการเข้าไปทำธุรกิจในด้านสินทรัพย์ดิจิตอล โดย NRF มองว่า Blockchain เป็นเทคโนโลยีที่เป็นส่วนสำคัญในธุรกิจนี้ โดยล่าสุด บริษัทนำเทคโนโลยี Blockchain มาเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนธุรกิจในระยะยาว รวมทั้งเป็นหนึ่งในแผนยุทธศาสตร์ของบริษัท ที่มีเป้าหมายสร้างความยั่งยืนในอุตสาหกรรมอาหารและการเกษตร เนื่องจาก Blockchain เป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน โดยสามารถนำมาต่อยอดกับธุรกิจหลักของบริษัทฯ เช่น การเพิ่มช่องทางสร้างรายได้, ลดต้นทุนภาคการผลิต, สามารถเข้าถึงความต้องการของผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้น, เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้โปร่งใสและมีเสถียรภาพมากขึ้น เป็นต้น
โดยในระยะเริ่มต้นบริษัทจะรุกธุรกิจเหมืองขุดคริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) ที่ใช้พลังงานสะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันบริษัทฯ ได้ลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ซื้อขายไฟฟ้ากับผู้ประกอบธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด ซึ่งจะทำให้บริษัทฯ เป็นผู้ประกอบการรายแรกในประเทศไทยที่ดำเนินธุรกิจรูปแบบ Clean Cryptocurrency โดยใช้ไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด 100%
ทั้งนี้ การลงทุนดังกล่าวถือเป็นก้าวแรกของ NRF กับการลงทุนในธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล และนำเทคโนโลยี Blockchain มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ที่จะขยายไปสู่ธุรกิจ Blockchain รูปแบบอื่นๆ อาทิ การใช้เทคโนโลยี smart contract เพื่อลดขั้นตอนและเพิ่มความโปร่งใสในการจัดซื้อวัตถุดิบ รวมไปถึงการใช้ NFT หรือ Non-Fungible Token เป็นเครื่องมือส่งเสริมทางการตลาดในผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของบริษัท ซึ่งทั้งหมดนี้จะเพิ่มโอกาสการดำเนินธุรกิจและการเติบโตในอนาคต
“เรามองว่าเทคโนโลยี Blockchain เป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์ทีต่อสู้กับโลกร้อนเพื่อการเติบโตในอนาคต จึงได้เริ่มศึกษาความเป็นไปได้ของธุรกิจนี้มาตั้งปีก่อน จนกระทั่งเล็งเห็นโอกาสจากการในการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดมาใช้ในเหมืองขุดคริปโทฯ นอกจากนี้ เรายังวางแผนจัดตั้งบริษัทย่อยในประเทศสหรัฐฯ เพื่อรองรับการขยายธุรกิจดังกล่าวเพิ่มเติม เนื่องจากมีต้นทุนพลังงานที่ถูกกว่าไทยประมาณ 3 เท่า ค่าไฟฟ้าคิดเป็นประมาณ 30% ของต้นทุนทั้งหมดในการขุดคริปโทฯ” นายแดน กล่าว
ทางด้านธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล อย่างการขุดบิทคอยน์ นั้น NRF ถือเป็นรายแรกที่ใช้พลังงานสะอาด ดังนั้นหากมีการขุดมาแล้ว คาดจะมีการจำหน่ายทันทีเพื่อสร้างรายได้ และบางส่วนบริษัทจะเก็บไว้เพื่อรอเก็งกำไร โดยในปี 2565 มองว่าธุรกิจดังกล่าวน่าจะสร้างรายได้ให้กับบริษัทราว 5-10% ของรายได้รวม
“เราคือ บริษัท Clean Food Tech company โดยพยายามที่จะเปลี่ยนโลก หรือจะพูดว่าที่ต่อสู้กับโลกร้อน” นายแดน กล่าวปิดท้าย

