TOP จะเติบโตมากแค่ไหน ในภาวะน้ำมันแพงสุดในรอบ 13 ปี
ราคาน้ำมันกำลังปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรงและทำสถิติสูงสุดในรอบ 13 ปี ที่ราคา 118 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากภาวะสงครามในทวีปยุโรป ระหว่างรัสเซียที่กำลังบุกประเทศยูเครนอยู่ในเวลานี้ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวส่งผลโดยตรงกับหุ้นในกลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะในกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันที่ได้รับประโยชน์โดยตรงส่งผลให้ราคาหุ้นในกลุ่มนี้ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
และ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP ผู้เล่นในธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันกำลัง รับผลดีของราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งความน่าสนใจของ TOP นั้นอยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างทางการเงิน หลังจากที่พวกเขาเข้าไปซื้อธุรกิจปิโตรเคมีรายใหญ่ในประเทศอินโดนีเซีย
ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันในนาทีนี้ได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างมาก เพราะด้วยราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้หุ้นกลุ่มนี้เป็นกลุ่มเดียวที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นได้แข็งแรงกว่าหุ้นตัวอื่นๆที่โดนผลกระทบจากสงครามในยุโรปเข้ามากดดันอย่างจัง
ซึ่งความน่าสนใจของ TOP นั้นมีความเคลื่อนไหวที่สำคัญเกิดขึ้นในช่วงสิ้นปี 2564 โดย TOP ได้ประกาศเข้าซื้อหุ้น PT Chandra Asri Petrochemical TBK (CAP) ซึ่งเป็นผู้ผลิตเคมีภัณฑ์ครบวงจรใหญ่สุดในอินโดนีเซียประกอบด้วยโรงแยกนาฟทา (Naphtha cracker) และเป็นแห่งเดียวในอินโดนีเซียที่มีโรงโอเลฟินส์, โพลีโอเลฟินส์, สไตรีนโมโนเมอร์ และบิวทาไดอีน
โดยจะลงทุนผ่านบ.ย่อยที่จัดตั้งขึ้นใหม่คิดเป็นสัดส่วนไม่เกิน 15.38% ของหุ้นทั้งหมด มูลค่าประมาณ 39,116 ล้านบาท เพื่อนำเงินที่ได้ไปขยายกำลังการผลิต CAP2 จากปัจจุบัน CAP1 มีกำลังการผลิตที่ 4.2 ล้านตันและจะเพิ่มเป็น 8 ล้านตัน และจะเริ่มผลิตในปี 2569
การลงทุนในมูลค่าที่มากเช่นนี้ ทำให้ TOP ต้องประโครงสร้างทางการเงินใหม่ทั้งหมดเพื่อให้ได้เม็ดเงินเข้าทำรายการ โดย ดำเนินการใน 3 ส่วน คือ 1 การจัดหาวงเงินกู้ระยะสั้น 2 การขายหุ้น GPSC
ส่วนการลงทุนใหม่ที่ต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 1,183 ล้านเหรียญ ทำให้ บ. ต้องมีแผนระดมทุนจากแหล่งต่าง ๆ ทั้ง 1)เงินกู้ระยะสั้น วงเงิน 913 ล้านเหรียญ 2) ขายหุ้น GPSC ได้เงินราว 20,000 ล้านบาท และ 3) เพิ่มทุนให้ผู้ถือหุ้นเดิมวงเงินราว 10,000 ล้านบาท ซึ่งในส่วนการระดมทุนเพื่อชำระการซื้อกิจการครั้งนี้จะเกิดขึ้นในปีครึ่งแรกของปี 2565
TOP การเติบโตกำลังสดใส
การจัดระเบียบภายในของ TOP ด้วยการขายหุ้น GPSC ออกไปและเติมเต็มด้วยการซื้อธุรกิจในต่างประเทศเข้ามาทดแทนนั้น เป็นการตอบโจทย์การเติบโต โดยเฉพาะในภาวะที่ราคาน้ำมันกำลังเป็นขาขึ้น โดย บล.ฟิลิป (ประเทศไทย) มองว่า ผลงานของ TOP กำลังอยู่ในจุดที่น่าสนใจ และจะเติบโตได้ในอนาคต
1) ขายหุ้น GPSC 10.78% (304.1 ล้านหุ้น) ให้กับกลุ่ม PTT และ TOP จะรับรู้กำไรจากการขายเงินลงทุนและกำไรจากการเปลี่ยนแปลงเงินลงทุนใน GPSC ราว 11,000 ล้านบาท คาดจะรับรู้รายการดังกล่าวในไตรมาสที่ 2 นี้
2) เพิ่มทุนโดยจัดสรรหุ้นจำนวนสูงสุดที่ 275.12 ล้านหุ้น รวมการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน (Green shoe) จำนวน 35.9 ล้านหุ้น แต่การจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนจำนวน 239.2 ล้านหุ้นนั้นเป็นการเสนอขายให้กับผู้ถือหุ้นเดิมในสัดส่วน 80%และส่วนที่เหลือ 20% จะจัดสรรให้กับนักลงทุนทั่วไป
ซึ่งหากพิจารณาจากจำนวนเงินที่ต้องการเพิ่มทุนและจำนวนหุ้นที่จะเสนอขายนั้น ทางฝ่ายคาดอัตราส่วนการเพิ่มทุนสำหรับผู้ถือหุ้นเดิมจะอยู่ที่ราว 8 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นใหม่ ในส่วนราคาเสนอขายนั้นคาดไม่ต่ำกว่า 48-50 บาท/หุ้น และเกิด dilution ราว 12%จากการเพิ่มทุนซึ่งคาดกระบวนการเพิ่มทุนจะแล้วเสร็จภายในปีนี้
สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2565 กลุ่มอะโรเมติกส์, กลุ่มน้ำมันหล่อลื่น , โอเลฟินส์คาดจะอ่อนลงตามส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ลดลงจากอุปทานที่จะเพิ่มขึ้น หลังโรงกลั่นส่วนใหญ่กลับมาผลิตอีกครั้ง รวมถึงการเริ่มทยอยผลิตเพิ่มขึ้นจากความล่าช้าที่เกิดขึ้นจาก COVID-19 ที่เกิดขึ้น ในทางกลับกันคาดธุรกิจในส่วนโรงกลั่นการดำเนินงานจะฟื้นตัวต่อหลังจากเห็นการฟื้นตัวตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 2564 แล้วจากอุปสงค์การใช้ที่กลับมาก่อน COVID-19 แล้วทั้งในส่วนแก๊สโซลีนและดีเซล
บล.ฟิลลิป ได้ปรับประมาณการผลการดำเนินงานปี 2565 ขึ้น จากเดิมแม้คาดระยะสั้นจะได้รับผลจากต้นทุน crude premium ที่สูงขึ้นจากอุปทานที่ตึงตัว แต่จากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ยังดีทำให้ GRM ยังยืนได้ในระดับสูง
ทางฝ่ายปรับประมาณการกำไรสุทธิเป็น 14,717 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 17%จากปีก่อน ปรับสมมติฐาน GRMเป็น 6.3 เหรียญ/บาร์เรล น้ำมันดิบดูไบ 90 เหรียญ/บาร์เรล
คงแนะนำ “ซื้อ” ปรับราคาพื้นฐานเป็น 63.50 บาท
ทางฝ่ายยังมีมุมมองบวกต่อการดำเนินงานกลุ่มโรงกลั่นจากอุปสงค์ฟื้นตัว ยังคงแนะนำ “ซื้อ” ปรับราคาพื้นฐานขึ้นเป็น 63.50 บาท

