หุ้นท่องเที่ยวบวกทั้งกลุ่ม ลุ้น ศบค. ผ่อนคลาย Test and Go พรุ่งนี้
กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เตรียมเสนอผ่อนคลายมาตรการเข้าประเทศผ่านระบบ “Test and Go” ในการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งมีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุม (ศบค. ชุดใหญ่) ในวันที่ 18 มี.ค. นี้ โดยจะเสนอการยกเลิกการตรวจ RTPCR ใน 72 ชั่วโมงก่อนเดินทาง แต่ให้มาตรวจครั้งที่1 เมื่อเดินทางเข้าถึงไทย และให้ตรวจ ATK ซ้ำอีกครั้งวันที่ 5 ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าจะส่งผลบวกต่อหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวโดยตรง เพราะเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว คาดจะดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยมากขึ้น
โดยนักวิเคราะห์จากบล.เอเซีย พลัส ระบุว่า มีมุมมองบวกต่อประเด็นดังกล่าว เนื่องจากเป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว จูงใจให้นักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทยมากขึ้น สอดรับกับภาวะกำลังซื้อทั่วโลกที่เผชิญกับภาวะเงินเฟ้อ (แต่มีสัญญาณดีขึ้น หลังทิศทางราคาน้ำมันดิบเริ่มพักฐาน) นอกจากนี้สถานการณ์การท่องเที่ยวทั่วโลกมีพัฒนาการเชิงบวกมากขึ้น หลังหลายประเทศในอาเซียนเริ่มผ่อนคลายข้อจำกัดด้านการเดินทางจากต่างประเทศ เช่น อินโดฯ (บาหลี) เปิดรับนักท่องเที่ยวตั้งแต่ 7 มี.ค. 65, เวียดนาม เปิดรับนักท่องเที่ยวตั้งแต่ 15 ก.พ. 65 และ มาเลเซีย จะเปิดรับนักท่องเที่ยว 1 เม.ย. 65 แม้ดูเหมือนทำให้ภาคการท่องเที่ยวไทยมีการแข่งขันรุนแรงมากขึ้น แต่มองอีกด้านจะเอื้อให้นักท่องเที่ยวจากยุโรป ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 17% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาไทยปี 2562 จำนวน 40 ล้านคน, สหรัฐฯ สัดส่วน 3% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทย ที่เป็นกลุ่มกำลังซื้อสูง ตัดสินใจเดินทางได้ง่ายขึ้น จากการเดินทาง 1 ครั้งสามารถท่องเที่ยวได้หลายประเทศ ซึ่งเชื่อว่าสถานที่ท่องเที่ยวของไทยยังเป็นจุดหมายหลักของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ประกอบกับการผ่อนคลายให้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ 15 มี.ค. 65 ล้วนเป็นปัจจัยหนุนต่อการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวไทย สำหรับนักท่องเที่ยวจีนที่เป็นสัดส่วนหลักราว 30% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2562 คาดหมายการเริ่มออกเดินทางทางท่องเที่ยวช่วงครึ่งหลังของปีนี้ (ให้น้ำหนักในไตรมาส 4/65 หลังการประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน)
ภาพรวมฝ่ายวิเคราะห์คาดนักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทยปี 2565 ราว 5 ล้านคน ฟื้นตัวจากปี 2564 ที่ 4.3 แสนคน และปี 2566 – 2567 ที่ 20 ล้านคนและ 30 ล้านคน ตามลำดับ ประเมินหนุนต่อ ERW ที่มีโครงสร้างรายได้จากโรงแรมไทยราว 90% ตามด้วย CENTEL ราว 34% ส่วน MINT แม้รายได้มาจาก NH Hotel ราว 50% ของรายได้รวมปี 2562 (ร้านอาหารคิดเป็นสัดส่วน 18% ของรายได้ปี 2562) แต่ข่าวข้างต้นคาดช่วยผลักดันการฟื้นตัวของ MINT ให้เร็วขึ้น เพิ่มเติมจากการฟื้นตัวของ NH Hotel ที่มีพัฒนาการเชิงบวกตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปีก่อน เพราะทางพื้นฐานการดำเนินงานยังต้องใช้เวลาฟื้นตัวกลับสู่ฐานปี 2562
สำหรับหุ้นแนะนำลงทุน เลือก MINT ราคาเป้าหมาย 36 บาท และ CENTEL ที่ราคาเป้าหมาย 44 บาท เป็น Top pick กลุ่มฯ จากโครงสร้างธุรกิจที่กระจายตัวทั้งโรงแรมและร้านอาหาร รวมถึงมีรายได้กระจายตัวในหลายประเทศ ส่วน ERW น่าจะปรับตัวไปในทิศทางเดียวกันกับ CENTEL และ MINT หลังราคาหุ้นตั้งแต่ต้นปี (YTD) ปรับเพิ่ม 3.3% เทียบกับ CENTEL และ MINT ที่ 19% และ 9% ตามลำดับ ประเมินราคาเป้าหมาย ERW ที่ 3.70 บาท
