Official Update :

วิเคราะห์กรณีที่ S&P หั่นเครดิต 4 แบงก์ใหญ่ของไทย กระทบแค่ไหน?

วานนี้ S&P downgrade credit rating 4 ธนาคารของไทย ได้แก่ KBANK และ SCB เดิม rating อยู่ที่ BBB+ เป็น BBB ตามด้วย KTB และ TTB เดิม rating อยู่ที่ BBB เหลือ BBB- ส่วน BAY และ BBL คง Rating เดิมที่ BBB+ โดยทาง S&P มองว่าความเสี่ยงเชิงระบบของธนาคารไทยสูงขึ้นจากคาดการณ์ก่อนหน้านี้ จากแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังเปราะบาง โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยวและทิศทางการฟื้นตัวช้าขึ้นภายใต้สถานการณ์รัสเซีย – ยูเครน นอกจากนี้ ยังประเมินว่า NPL Ratio ปรับตัวเพิ่มจากปัจจุบันที่ 3% เป็น 5% ในอีก 24 เดือนข้างหน้า เพราะมองว่ามาตรการช่วยเหลือลูกหนี้เป็นเพียงการชะลอการไหลตกชั้นเป็น NPL ชั่วคราว อย่างไรก็ตาม S&P ยังมองธนาคารไทยคงมีระดับเงินกองทุนและสำรองในระดับสูง



ต้นทุนหุ้นกู้ใหม่อาจสูงขึ้น

โดยนักวิเคราะห์จากบล.เอเซีย พลัส มีความเห็นว่า ข่าวข้างต้นมีโอกาสสร้าง Sentiment เชิงลบต่อราคาหุ้นกลุ่มธนาคาร อย่างไรก็ดีการปรับ Credit Rating มองว่าก่อนหน้านี้ S&P ให้แนวโน้ม 4 ธนาคารเป็น Negative (ส่วน BAY และ BBL แนวโน้ม Stable) ซึ่งทางพื้นฐานส่งผลให้แนวโน้มต้นทุนการออกหุ้นกู้ใหม่สูงขึ้นเพิ่มเติมจากสภาวะอัตราดอกเบี้ยหุ้นกู้ที่ปรับตัวขึ้นตาม Government bond yield แต่เนื่องจากธนาคารไทยระดมทุนผ่านเงินฝากเป็นหลัก (สัดส่วนราว 70% - 80% ของหนี้สิน) และมีการใช้ตราสารหนี้สัดส่วน ดังนี้


KBANK สัดส่วน 3% ของหนี้สิน, Cost of bond ที่ 2.1%, Cost of fund ที่ 0.6%


KTB สัดส่วน 4% ของหนี้สิน, Cost of bond ที่ 3%, Cost of fund ที่ 0.7%


SCB สัดส่วน 2.6% ของ หนี้สิน, Cost of bond ที่ 1.3%, Cost of fund ที่ 0.6%


และ TTB สัดส่วน 4% ของ หนี้สิน, Cost of bond ที่ 3.2%, Cost of fund ที่ 0.9%


ทั้งนี้ ทุก 0.25% ของต้นทุนหุ้นกู้ที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลต่อประมาณการกำไรปี 2565 ของ SCB ราว 0.4%, KBANK ราว 0.5%, KTB และ TTB ราว 1.2% สำหรับคุณภาพสินทรัพย์ มองกลุ่มธนาคารมีการตั้งสำรองล่วงหน้าตั้งแต่ปี 2563 ทำให้ภาพรวมกลุ่มฯ มี Coverage Ratio ณ สิ้นปี 2564 ที่ 163% แม้ทิศทาง NPL ยังเป็นขาขึ้น แต่คาดจะอยู่ในการบริหารจัดการ ประเมินสถานการณ์ไม่ได้เลวร้ายเท่าปี 2563 – 2564 ที่ลูกหนี้เผชิญผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของรายได้ (Income shock) ต่างกับปัจจุบันที่รายได้ลูกหนี้เริ่มฟื้นตัวตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจดีขึ้น



TISCO – KBANK เป็นหุ้นเด่น

สำหรับคำแนะนำการลงทุน คงน้ำหนัก กลุ่มธนาคาร เท่าตลาด มอง Price to Book Value Ratio กลุ่มฯ ไม่แพง ซื้อขาย 0.8 เท่า โดยราคาหุ้นในกลุ่มฯ ช่วงที่ผ่านมาปรับฐาน หลังแนวโน้ม GDP เปิด Downside มากกว่า Upside ประกอบกับทิศทางเม็ดเงินของนักลงทุนต่างชาติเริ่มชะลอ โดยเลือก TISCO ราคาเป้าหมาย 106 บาท จากงบดุลแกร่งทั้งอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) และค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage ratio) สูงสุดในกลุ่มฯ พร้อมคาดอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลราว 7% ส่วนธนาคารใหญ่ ยังชอบ KBANK ราคาเป้าหมาย 174 บาท เพราะถือเป็นธนาคารที่มีจุดเด่นด้าน Digital มองราคาหุ้นมีโอกาสฟื้นตัวเร็ว หาก Downside ของ GDP หมดลง ดังนั้นหากราคาหุ้นปรับฐานสามารถทยอยสะสมได้

ศุภมาศ ศรีขำ

นักข่าวสายการเงินและตลาดทุน ที่คลุกคลีกับวงการข่าวมาตั้งแต่เด็ก ชื่นชอบการออกไปหาประสบการณ์และการเรียนรู้ใหม่ๆ อยากถ่ายทอดมุมมองและประสบการณ์เกี่ยวกับการเงิน และตลาดทุนให้ผู้อ่านทุกคนใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เพื่อไปถึงเป้าหมายการลงทุนที่ตั้งไว้

Most Viewed
Fun of Funds
“M-MIDSMALL-A” เฟ้นหุ้นไทย “ไซส์กลาง-เล็ก”... ตอบโจทย์ “ความมั่งคั่ง” ระยะยาว !!!
Updated 20 hours ago
Sustainability
“การปรับปรุงหลักเกณฑ์” ครั้งนี้… ช่วยเพิ่ม “ขีดความสามารถทางการแข่งขัน” ให้ภาคธุรกิจไทย !!!
Updated 13 hours ago
Wealth EZ
“บริหารเงินก้อน” ยามเกษียณอย่างไรดี?
Updated 10 hours from now
Fund Move
“หุ้นอินโดนีเซีย” (IDX) ปีนี้ดิ่งหนัก -40.18%!...หลัง “MSCI” ไม่ปลื้ม จ่อถอดออกจาก “ดัชนีหุ้นโลก” กด “กองหุ้นอินโดฯ” ติดลบเฉลี่ย -23.46%
Updated 1 day ago
News Highlight
GULF สานต่อภารกิจกองทุน 100 ลบ. ยืนหยัดเคียงข้างผู้เสียสละเพื่อชาติ เยี่ยมให้กำลังใจพร้อมมอบเงิน 2 ลบ. ช่วยเหลือทหารบาดเจ็บจากการปกป้องอธิปไตย
Updated 1 day ago
Follow Us