TU ดัน “ไอ-เทล” เข้าตลาดหุ้นปีนี้ ชูจุดเด่นเป็นบริษัทเดียวในไทย ที่ทำธุรกิจสัตว์เลี้ยง 100%
TU ประกาศแผนพร้อมนำ “ไอ-เทล” ผู้ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง เข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยภายในสิ้นปี 2565 พร้อมยังมองหา M&A ต่อเนื่อง หวังสร้างการเติบโตไม่หยุด
นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU เปิดเผยว่านำบริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง เข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยภายในสิ้นปี 2565 โดยธุรกิจดังกล่าวมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และมีความสามารถในการทำกำไรที่ดี
ทั้งนี้บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง 100% โดยปัจจุบันอยู่ในขบวนการโอนย้ายทรัพย์สินเพื่อให้บริษัทดังกล่าวดำเนินธุรกิจสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะเท่านั้น และจะเป็นบริษัทแห่งเดียวในประเทศไทยที่ดำเนินธุรกิจสัตว์เลี้ยง 100%
โดยโอกาสของธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงถือว่าเป็นอุตสาหกรรมที่มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในช่วงของ COVID-19 จะเห็นได้ว่าประชาชนอยู่บ้านมากขึ้น ทำให้มีการรับเลี้ยงสัตว์เลี้ยงมากขึ้น ทำให้ช่วงที่ผ่านมาจะเห็นการเติบโตในทิศทางที่ดี ขณะที่ภายหลัง COVID-19 ก็ยังเชื่อว่าจะเห็นการเติบโตเช่นกัน เนื่องจาก เมื่อมีการรับเลี้ยงสัตว์แล้วไม่สามารถเลิกเลี้ยงได้ โดยสัตว์เลี้ยงก็เหมือนสมาชิกในครอบครัว
ด้านจุดแข็งของ บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จะมุ่งเน้นการใช้นวัตกรรมและความยั่งยืน มาเป็นสิ่งผลักดันในการดำเนินธุรกิจ โดยได้มีการลงทุนในเรื่องของ INNOVATION ตั้งแต่ปี 2559 ที่ผ่านมา รวมทั้งจะใช้เทคโนโลยีในเรื่องของการผลิต รวมทั้งสารอาหาร โดยมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญในการคิดค้นสูตรอาหารสัตว์เลี้ยงเพื่อให้มั่นใจว่าสัตว์เลี้ยงจะมีชีวิตที่ยั่งยืนและสุขภาพที่ดี
ขณะที่โครงสร้างรายได้ของบริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในสัดส่วน 100% เป็นรายได้ที่มาจากสัตว์เลี้ยง โดยมุ่งเน้นรับจ้างผลิต รวมทั้งวิจัย และพัฒนาสูตรเฉพาะให้กับลูกค้าที่เป็นแบนด์ชั้นนำทั่วโลก
TU เน้นความสามารถทำกำไร
สำหรับทิศทางธุรกิจของ TU ปี 2565-68 วางเป้าหมายให้ธุรกิจที่มาจากการใช้นวัตกรรมสามารถสร้างรายได้ให้ได้ถึง 10%ของรายได้รวม โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ระดับ 20% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาอยู่ที่ระดับ 18.2% โดยใน 5 ปีนับจากนี้วางเป้าการเติบโตของรายได้ในระดับ 5% พร้อมทั้งยังมุ่งเน้นในเรื่องของความสามารถในการทำกำไรให้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอัตรากำไรขั้นต้นที่จะนำมาสู่อัตรากำไรสุทธิที่ดีมากขึ้น
ส่วนแผนการดำเนินธุรกิจปี 2565 TU วางเป้าหมายรายได้เติบโตระดับไม่ต่ำกว่า 5% จากปี 2564 โดยวางงบลงทุน 6,000 ล้านบาท ซึ่งไม่รวมงบลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ ซึ่งบริษัทมีความสามารถในการลงทุนค่อนข้างมาก เห็นได้จาก D/E ที่ต่ำว่าระดับ 1 เท่า จึงสามารถลงทุนได้อีกมากในอนาคต
อย่างไรก็ตามแนวทางการลงทุนในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่าไม่ต้องใช้เงินในระดับที่สูงเหมือนในอดีต เพราะฉะนั้นเชื่อว่าจะเห็นการลงทุนใหม่ๆ แบบที่ไม่ต้องใช้เงินมากๆ โดยการเข้าลงทุนของบริษัทอย่าง M&A จะเกิดขึ้นทุกปีแต่ไม่สามารถระบุว่ากี่ราย ขึ้นอยู่กับโอกาส และความน่าสนใจของธุรกิจที่บริษัทศึกษาอยู่ ดังนั้นประเมินว่ามีโอกาสที่จะลงทุนอีกแน่นอน
ด้านประเด็นราคาน้ำมันแพงทำให้ต้นทุนปรับตัวเพิ่มขึ้น จึงมองว่าการปรับเพิ่มราคาถือเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการ และได้ดำเนินการไปแล้วบางส่วน โดยในแง่ของธุรกิจบริษัทได้มีการปรับราคาไปแล้วกว่า 5-7% ส่วนธุรกิจรับจ้างผลิตปรับราคาไปเรื่อยๆ ตามคำสั่งซื้อใหม่ๆ ที่ได้มีการติดต่อซื้อขายกับลูกค้าซึ่งธุรกิจรับจ้างผลิตจะมีความยืดหยุ่นในการที่จะปรับราคาให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เกิดขึ้น จึงคาดบริษัทยังสามารถบริหารจัดการได้สำหรับประเด็นต้นทุนและสินค้าที่มีราคาสูงขึ้น ส่วนประเด็นสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน ปัจจุบันยังไม่เห็นผลกระทบต่อบริษัทจากประเด็นดังกล่าว
