เจาะกำไร TISCO 1.63 พันล้านบาท สินทรัพย์หดตัว – แต่เพิ่ม “สมหวัง”
งบกลุ่มธนาคารพาณิชย์เริ่มทยอยประกาศผลประกอบการ ไตรมาส 4/2563 แล้ว เริ่มจากตัวแรก TISCO หรือบริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) รายงานว่า ในไตรมาส 4/2563 มีกำไรสุทธิในส่วนของบริษัทอยู่ที่ 1,636.47 ล้านบาท ลดลง 12.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว (YoY) และมีรายได้จากการดำเนินงาน 4,933.81 ล้านบาท ลดลง 9.2% YoY
โครงสร้างรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจหลัก TISCO มีรายได้จากค่าธรรมเนียมธุรกิจหลัก 1,514.65 ล้านบาท ลดลง 11.1% YoY โดยแบ่งเป็น 4 กลุ่มธุรกิจ ประกอบด้วย 1.ธุรกิจธนาคารพาณิชย์รวม 847.67 ล้านบาท แบ่งเป็น ธุรกิจนายหน้าประกันภัย 587.70 ล้านบาท และธุรกิจธนาคารพาณิชย์อื่น 259.98 ล้านบาท 2.ธุรกิจจัดการกองทุน มีรายได้ 410.91 ล้านบาท 3.ธุรกิจหลักทรัพย์ มีรายได้ 201.85 ล้านบาท และ 4.ธุรกิจวาณิชธนกิจ มีรายได้ 54.22 ล้านบาท
กำไรทั้งปีหดตัว 16.6%
ส่วนผลประกอบการ 2563 มีสินทรัพย์รวม 275,443.21 ล้านบาท ลดลง 7.6% YoY กำไรสุทธิในส่วนของบริษัท อยู่ที่ 6,063.48 ล้านบาท ลดลง 16.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว (YoY) หรือลดลง 1,206.75 ล้านบาท จากสถานการณ์การระบาด Covid-19 ที่ส่งผลกระทบต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจ กดดันรายได้จากธุรกิจหลักของธนาคาร รวมถึงภาระการตั้งค่าเผื่อสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่สูงขึ้น เพื่อสะท้อนสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันและในปี 2563 มีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 13,097.71 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.4% YoY
ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน 8,011.82 ล้านบาท ลดลง 13.6 YoY เมื่อเทียบกับปีก่อน จากค่าใช้จ่ายที่ผันแปรตามการชะลอตัวของรายได้และผลกำไร ทั้งนี้บริษัทยังคงสามารถควบคุม ต้นทุนในการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้รวมอยู่ที่ 42.4%
สินเชื่อหดตัว 7.4% แต่ยังขยายสาขาสินเชื่อสมหวังฯ ต่อเนื่อง
ทั้งนี้ในปี 2563 เงินให้สินเชื่อลดลงจาก 242,826.14 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2562 มาอยู่ที่ 224,811.55 ล้านบาท หรือลดลง 7.4% สำหรับการปล่อยสินเชื่อรายย่อย คิดเป็น 174,870.98 ล้านบาท ลดลง 8.3% YoY โดยสินเชื่อรายย่อยของบริษัท ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 ประกอบด้วยสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ 72.7% สินเชื่อจำนำทะเบียน 19.4% และสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย 7.9% มูลค่าของสินเชื่อเช่าซื้อ 127,110.32 ล้านบาท ลดลง 7.9%YoY ตามการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดในภาวะความเสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้น
สินเชื่อจำนำทะเบียน หรือ Auto Cash มีจำนวน 33,889.01 ล้านบาท ลดลง 5%YoY จากทุกช่องทาง แม้ในสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ความต้องการสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคยังคงอยู่ในระดับสูง ขณะเดียวกันสินเชื่อ “สมหวัง เงินสั่งได้” มีจำนวน 18,039.46 ล้านบาท ลดลง 2%YoYอย่างไรก็ตามบริษัทยังคงขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง โดย ณ สิ้นปี 2563 สาขาสำนักอำนวยสินเชื่อสมหวัง เงินสั่งได้ มีทั้งสิ้น 347 สาขาทั่วประเทศ
เพิ่มสำรองฯ รับมือความเสี่ยง Covid-19 รอบใหม่
ในปี 2563 ค่าใช้จ่ายผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) อยู่ที่ 3,330.60 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายหนี้สูญจำนวน 1,109.10 ล้านบาท YoY เป็นผลมาจากภาวะความเสี่ยงด้านเครดิตที่เพิ่มสูงขึ้นจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจซึ่งได้รับผลกระทบจากการระบาดของ Covid-19 สำหรับค่าใช้จ่ายผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นของงวดไตรมาส 4 เพิ่มสูงขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า แม้ว่าสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตปรับตัวดีขึ้น แต่จากสถานการณ์การระบาดระลอกใหม่ที่กลับมาเร่งตัวขึ้นในช่วงปลายปี บริษัทเห็นความจำเป็นในการตั้งสำรอง เพื่อรองรับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น จากความไม่แน่นอนของสถานการณ์การระบาดดังกล่าว
สำหรับมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ตามแนวทางของธนาคารแห่งประเทศไทย บริษัทให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับ ผลกระทบ ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้และการพักชำระหนี้ อย่างไรก็ตามมีส่วนน้อยที่ขอเข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือต่อในระยะที่ 2
ด้านนายวิจิตร อารยะพิศิษฐ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด ให้สัมภาษณ์ Welathy Thai ว่า TISCO รายงานกำไรสุทธิ ไตรมาส 4/2563 มีกำไรสุทธิ 1,636.47 ล้านบาท เป็นไปตามที่เราคาดไว้ ทั้งนี้ถ้าไปดูรายละเอียดงบจะเห็นว่าโทนค่อนข้างดี ในแง่คุณภาพสินทรัพย์หรือ Asset Quality ทั้งนี้บล.เมย์แบงก์ประเมินว่าสัญญาณหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) อยู่ที่ 2.7% แต่ท้ายที่สุดลดลงมาอยู่ที่ 2.5% ก็ถือว่า TISCO รักษาระดับ NPL ได้ค่อนข้างดี
“แนวโน้มการทำกำไรของ TISCO ค่อนข้างดี จากตัวเลขการตั้งสำรองต่างๆ จะค่อยๆ ลดลงต่อเนื่องในปีนี้ซึ่งเป็นผลมาจากเศรษฐกิจที่ค่อยๆ ฟื้นตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตาม TISCO ซึ่งเป็นงบแบงก์ตัวแรกที่รายงานออกมา แล้วปรากฏว่าไส้ในงบค่อนข้างดี มีโมเมนตัมดี ก็เป็นสัญญาณว่าแบงก์ตัวอื่นจะมีการตั้งสำรองที่ลดลงเช่นกัน” นายวิจิตรกล่าว
หุ้นแบงก์น่าลงทุนแล้วยัง?
รอบนี้มองว่าตลาดไม่ได้คาดหวังงบแบงก์มากมาย มองเป็นภาพทรงตัวหรือกำไรลดลง แต่ถ้าถามว่าหุ้นแบงก์ โดยเฉพาะ TISCO ที่มีความได้เปรียบเรื่องคุณภาพสินทรัพย์ น่าลงทุนหรือไม่?
นายวิจิตรกล่าวว่า ต้องบอกว่าตลาดเล่นกับเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งภายในและภายนอกประเทศมาพอสมควร แต่ตัวเลขเศรษฐกิจยังไม่ได้ดีขึ้นมาก และสถานการณ์ Covid-19 ยังไม่จบ ทำให้ภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจช้ากว่าที่คาด ทั้งนี้สัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังต้องรอแรงกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือขณะเดียวกันทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจอยู่ระหว่างปรับ GDP ใหม่ Loan Growth ก็จะเชื่อมโยงกับตัว GDP ดังนั้นในระยะสั้นเทรนด์เศรษฐกิจที่ตัวเลขออกมาต่ำและฟื้นตัวช้า จึงอาจจะเห็นแรงกระแทกหุ้นกลุ่มแบงก์ในระยะสั้นได้ บวกกับต้นเดือนหน้ามีประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ซึ่งมีแนวโน้มเสียงแตก จึงแนะนำเป็นย่อขานี้ และรอตั้งรับหุ้นแบงก์ แต่ไม่ต้องรีบมาก
“แนะนำให้ลงทุนหุ้นแบงก์ในช่วงที่มีข่าวร้าย แต่ไม่ต้องรีบรับ อย่างไรก็ตามสำหรับนักลงทุนที่เล่นในระยะปานกลาง มองว่าช่วงครึ่งปีหลังหุ้นแบงก์จะกลับมา Outperform ทั้งนี้หุ้นแบงก์ที่โดดเด่นในกลุ่มและมีสัญญาณ Recovery ประกอบด้วย KBANK ที่มีลักษณะ High Risk High Return และ TISCO ที่มีคุณภาพสินทรัพย์ดีที่สุดและปันผลสูง” นายวิจิตรกล่าว
