Official Update :

3 หุ้นโรงกลั่นของไทยกระทบอย่างไร เมื่อ “Saudi Aramco” ปรับเพิ่มราคาขายน้ำมันพรีเมี่ยม

ในช่วงนี้ถือได้ว่าหุ้นในกลุ่มโรงกลั่นมีทั้งปัจจัยบวกและปัจจัยลบเข้ามาอย่างต่อเนื่อง อย่างที่รู้กันดีคือการที่ราคาขายน้ำมันดิบทางฝั่งสหรัฐ และฝั่งยุโรปปรับตัวเพิ่มขึ้นก็ย่อมส่งผลให้ราคาขายน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งส่งผลดีไปยังหุ้นในกลุ่มโรงกลั่นที่จะทำให้ค่าการกลั่นสามารถกลับมาพอมีกำไรได้ขึ้นบ้าง


โดยในช่วงที่ราคาน้ำมัน WTI และราคาน้ำมันเบรนท์ปรับตัวเพิ่มขึ้นภายใต้ภาวะสงครามรัสเซียยูเครนอยู่ที่ระดับ 100-120 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ช่วยหนุนให้ค่าการกลั่นพุ่งแตะขึ้นมาได้ในระดับ 4-6 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้กำไรของธุรกิจโรงกลั่นอยู่ในระดับที่ดีกว่าในช่วงที่ผ่านมา


แต่อย่างไรก็ตามหลังจากที่กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นของไทยกำลังอยู่ในช่วงที่เพลิดเพลินกับค่าการกลั่นที่สูงขึ้นนั้น ทางผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ระดับโลกอย่าง Saudi Aramco ได้ประกาศปรับเพิ่มราคามันดิบชนิด Arab Light แก่ลูกค้าตลาดทางฝั่งเอเชียของเดือนพ.ค จำนวน 4.4เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ทำให้เป็นราคาขายอยู่ที่ 9.35เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล


โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า กรณีดังกล่าวจะส่งผลให้ราคาน้ำมันชนิดดังกล่าวเป็นพรีเมี่ยม ที่ระดับ 7.2 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในงวดไตรมาส 2/65 เมื่อเทียบกับในระดับ 2.8 เหรียญสหรัฐในงวดไตรมาส1/65 ขณะที่ทางสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้ปรับเพิ่มราคาน้ำมัน Murban ในเดือนพ.ค.เป็น 10.84 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากเดิมอยู่ที่ 5.97เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล


ดังนั้นจึงส่งผลให้ต้นทุนจากโรงกลั่นที่ต้องใช้น้ำมันจากตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น ถือเป็นประเด็นกดดันค่าการกลั่นของหุ้นโรงกลั่นในประเทศโดยเฉพาะโรงกลั่นที่มีสัดส่วนการใช้นมันจากตะวันออกกลางในกระบวนการผลิต ได้แก่ SPRC ซึ่งมีสัดส่วนการใช้ ที่ 89% ขณะที่ TOP อยู่ที่ 82% และ IRPC อยู่ที่ 67%


จากการประเมินของนักวิเคราะห์ชี้ว่า กรณี Crack spread  ของน้ำมันสำเร็จรูปสามารถทรงตัวในระดับปัจจุบัน น้ำมันเบนซิน 20 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล น้ำมันดีเซล 30 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หรือค่าการกลั่นสิงคโปร์ราว 14 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล อาจช่วยชดเชยต้นทุนน้ำมัน (Crude premium) ที่สูงขึ้นได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตามในกรณีฐาน คาด Crack spread จะอ่อนตัวลงจากระดับสูงผิดปกติในปัจจุบัน ทำให้ค่าการกลั่นของโรงกลั่นในประเทศไตรมาส2/65 มีแนวโน้มลดลงจากไตรมาส 1/65


สำหรับคำแนะนำในเชิงกลยุทธ์นักวิเคราะห์บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) แนะนำรอจังหวะเข้าลงทุนหลัง Saudi Aramco ประกาศราคาน้ำมันแล้วอย่างเป็นทางการ ตัวเลือกหลักแนะนำ TOP ราคาเหมาะสม 65 บาท จากที่มีจุดเด่นจากงบ ไตรมาส2/65 ยังสามารถทรงตัวระดับสูงต่อเนื่องจากไตรมาส 1/65ที่ถือว่าทำได้ดีกว่าคู่แข่งเพราะมีกำไรพิเศษจากการจำหน่าย - วัดมูลค่าเงินลงทุนหุ้น GPSC ประมาณ 1.1 หมื่นล้านบาท


สำหรับในแง่ของปัจจัยของหุ้นโรงกลั่นอีก 2 บริษัทที่ได้รับผลกระทบดังกล่าว อย่าง SPRC และ IRPC นั้น บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบีเอสที จำกัด (มหาชน) ระบุว่าภาพรวมธุรกิจโรงกลั่นของ SPRC ยังคงแข็งแกร่งสอดคล้องกับที่คาด โดยบริษัทมีแนวโน้มได้ประโยชน์จากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันและราคาน้ำมันดิบ (crack spread) ที่ดีขึ้นและกำไรจากสต๊อกน้ำมันตามแนวโน้มราคาน้ำมันดิบขาขึ้น หลังจากมีการคว่ำบาตรรัสเซีย


ทั้งนี้ เชื่อว่าสองปัจจัยนี้จะมากเกินพอที่จะชดเชยผลกระทบเชิงลบจากการตั้งสำรองที่เป็นไปได้จากเหตุการณ์น้ำมันรั่วที่ จ.ระยอง อย่างไรก็ดี เราเชื่อว่า ค่าการกลั่นตลาด (market GRM)ของบริษัทจะอ่อนตัวลงในไตรมาส2/65 จากแนวโน้ม crude premium ที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่ต้องเฝ้าติดตามต่อไป คงราคาเป้าหมาย ที่ 11.50 บาท อิง ปี 65 PBV 1.30 เท่า ( เท่ากับ -0.25SD ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย PBV ย้อนหลัง 5 ปี)


ขณะที่ทางด้านของ IRPC สำหรับไตรมาส 1/65 สถานการณ์ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น ทำให้ RPC มีโอกาสบันทึกกำไรสต็อกน้ำมันเข้ามาช่วยอย่างไรก็ตาม คาดว่ากำไรปกติจะไม่เด่นเพราะถูกกดดันจากการเพิ่มขึ้นของต้นทุนน้ำมัน (CrucePremium) อ้างอิง Arab Light OSP ไตรมาส 1/65 เป็น Premium 2.8 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล (เทียบกับไตรมาส4/64 Premium ที่ 1.9 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล รวมทั้ง Spread ปิโตรเคมีหลักมีทิศทางอ่อนแอลงPP-Naphtha เฉลี่ย 535 เหรียญสหรัฐต่อตัน ลดลง -34% จากปีก่อน และ ABS-Naphtha เฉลี่ย 1,046 เหรียญสหรัฐต่อตัน -41% จากปีก่อน

Maratronman

เดินทางสู่โลกใหม่ ค้นหาสิ่งใหม่ นำเสนอมุมใหม่ กับเรื่องราวใหม่