คัดมาให้แล้ว!! หุ้นเด่นสุดที่น่า “สะสม” ใน 10 อุตสาหกรรมยอดนิยม
สถานการณ์ตลาดทุนในปัจจุบันยังเอาแน่ เอานอนไม่ได้ เพราะมีปัจจัยกดดันทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ยังไม่หมดไปเสียที อย่างในประเทศ COVID-19 ก็ยังถือเป็นตัวแปลสำคัญต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจ แม้ทางภาครัฐจะผ่อนคลายมาตรการลงต่อเนื่อง แต่ตัวเลขผู้ติดเชื้อ และผู้เสียชีวิตที่ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ย่อมเป็น sentiment เชิงลบต่อภาพรวมเศรษฐกิจ และระบบสาธารณสุขไทยที่อาจจะไม่สามารถรับมือได้ทันท่วงที ขณะที่แรงกดดันจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน, ภาวะเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นต้น ที่ทำให้นักลงทุนในตลาดหุ้นต้องทำการบ้านหนัก เพื่อเฟ้นหาหุ้นที่ดีที่สุดในพอร์ตตนเอง
ดังนั้นหากนักลงทุนท่านไหนมองหาหุ้นเด่นที่น่าสะสมกันท่ามกลางปัจจัยกดดันที่ยังรุมเร้ากันอยู่นั้น บทความครั้งนี้ทีมข่าว Wealthy Thai ได้รวบรวมหุ้นเด่นสุดในแต่ละอุตสาหกรรมมาฝากนักลงทุนแล้ว ผ่านการประเมินของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด
1.หุ้นกลุ่มพลังงาน
เริ่มจากอุตสาหกรรมพี่ใหญ่ของตลาดหุ้นไทยอย่าง “พลังงาน” นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า คงมุมมองเป็นกลางต่อกลุ่มฯ แนะนำลงทุนแบบระมัดระวัง และให้น้ำหนักกับกรอบเวลาการลงทุนระยะสั้นมากขึ้น เนื่องจากปัจจัยสำคัญ เช่น สงคราม, ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก และความเข้มข้นของการคว่ำบาตร ยังมีความไม่แน่นอน อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าในระยะสั้นราคาน้ำมันช่วงไตรมาส 2/65 ยังอยู่ระดับสูงโดยเฉพาะเดือนเม.ย. ที่อุปทานของรัสเซียเริ่มหายไป หุ้นพลังงานต้นน้ำ อย่าง PTTEP ( ราคาเป้าหมาย 160.00 บาท) จึงเป็นตัวเลือกที่ดีสุดในเวลานี้ แนะนำ “ซื้อ”
โดยมองว่าหุ้นพลังงานต้นน้ำ (PTTEP) จะเป็นผู้ชนะในภาวะราคาพลังงานแพงจากอุปทานขาดแคลน เพราะราคาขาย-อัตรากำไร จะมีความสัมพันธ์ทางตรงกับราคาผลิตภัณฑ์ ต้นทุนการผลิตคงที่ และไม่ถูกกระทบจากมาตรการขอความช่วยเหลือด้านพลังงานของรัฐ ประเมินปีนี้ PTTEP จะมีกำไรปกติ 73,751 ล้านบาท เติบโต 55.9%จากปีก่อน
ส่วนหุ้นโรงกลั่นสามารถลงทุนระยะสั้นรับทิศทางงบไตรมาส 1/65 จะออกมาดี ชอบ TOP (ราคาเป้าหมาย 65.00 บาท) ขณะที่หุ้นปิโตรเคมีมองว่ายังไม่ต้องรีบเข้าลงทุน เพราะได้รับผลกระทบจากสภาพแวดล้อมในปัจจุบันมากที่สุด (ยกเว้น IVL ที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวจากการปรับสัญญาราคาขายและมุมมองตลาด Polyester ที่ได้รับผลกระทบไม่มากเท่าโอเลฟินส์)
2.หุ้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม
ถัดมาหุ้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม คงน้ำหนักการลงทุน “มากกว่าตลาด” โดยมองว่าผลประกอบการกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมจะฟื้นตัวเด่นต่อเนื่องในปี 2565 ตามภาคอุตสาหกรรมโดยรวมที่ฟื้นตัวหลังสถานการณ์ COVID-19 ที่เริ่มคลี่คลาย ผลบวกจากการเปิดประเทศ รวมถึงมีการย้ายฐานการผลิตการลงทุนของผู้ประกอบการจากจีนมาไทยเพิ่มมากขึ้น
ทั้งนี้เลือก WHA (ราคาเป้าหมาย 4.05 บาท) เป็น Top Pick เนื่องจากในไตรมาส 1/65 จะมีการรับรู้รายได้พิเศษประมาณ 500 ล้านบาท จากการขาย Data Center 2 แห่ง อีกทั้ง WHA มีลูกค้ากลุ่มยานยนต์ 32% ของลูกค้ากลุ่มนิคมทั้งหมด ซึ่งรองรับ synergy ของมาตรการส่งเสริมการผลิต และจูงใจการใช้ EV ของทางภาครัฐได้เป็นอย่างดี ส่วนในระยะยาว WHA มีการพัฒนา และต่อยอดธุรกิจโดยเฉพาะส่วนของระบบโครงสร้างพื้นฐานทางด้านดิจิทัลที่เริ่มเป็นปัจจัยสำคัญของการทำธุรกิจในปัจจุบัน และสามารถรองรับเทรนด์ใหม่ในอนาคตได้
3.กลุ่มโรงไฟฟ้า
คงน้ำหนักการลงทุน “เท่ากับตลาด” ให้ EA (ราคาเป้าหมาย 115.00 บาท) และ SSP (ราคาเป้าหมาย 16.40 บาท) เป็น Top Picks ของกลุ่มโรงไฟฟ้า โดย EA เป็นผู้ประกอบการเพียงรายเดียวที่สามารถผลิตแบตเตอรี่เชิงพาณิชย์ได้ จึงได้รับประโยชน์จากการสนับสนุนให้เกิดการผลิตและใช้งาน EV ในประเทศ กำไรปกติไตรมาส 1/65 ของ EA มีแนวโน้มลดลงจากไตรมาสก่อน หลังไม่มีการส่งมอบ EV Bus แต่ยังเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการเปลี่ยนแผง Solar (Capacity Factor สูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน) โดยคาดกำไรปกติของ EA จะกลับมาเติบโตอีกครั้งในไตรมาส 2/65 และมีโอกาสทำระดับสูงสุดใหม่รายไตรมาสจากการเริ่มส่งมอบ EV Bus ตั้งแต่ช่วงต้นไตรมาส 2/65 (Backlogs ราว 500 คัน)
ขณะที่กำไรปกติไตรมาส 1/65 และ 2/65 ของ SSP มีแนวโน้มเติบโตจากไตรมาสก่อนหน้า และจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ต่อเนื่องจากการเข้าลงทุนในวินชัยในช่วงต้นเดือน มี.ค. และการเข้าสู่ช่วง High Season ของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทยในช่วงไตรมาส 2/65 และผ่านการเพิ่มทุนมาแล้ว อีกทั้งยังมีกระแสเงินสดเพิ่มเติมจาก SSP-W1 ทำให้มีความพร้อมด้านเงินทุนสำหรับโครงการขนาดใหญ่ขึ้น รับกับแผน PDP2022 ของไทยและ PDP 8 ของเวียดนาม
4.กลุ่มอสังหาริมทรัพย์
คงน้ำหนัก Overweight ต่อกลุ่มอสังหาฯ…เป็นหลุมหลบภัยที่ดีในสภาวะตลาดผันผวน โดยคงมุมมองบวกต่อกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และคงน้ำหนัก “มากกว่าตลาด” หลายปัจจัยบวกได้แก่ 1.ผลประกอบการปี 2565-66 คาดได้รับผลกระทบที่จำกัดต่อปัจจัยระดับมหภาคทั้งต้นทุนจากราคาน้ำมันและวัสดุก่อสร้าง
2.คุณสมบัติการเป็น Inflation Hedge ที่ดี คาดได้รับผลกระทบที่จำกัดจากเงินเฟ้อ 3.Valuation ของกลุ่มที่ปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจ ปัจจุบัน ซื้อ -ขายบน PER2565 เฉลี่ยที่เพียง 8.1 เท่า และ 4.ในช่วงไตรมาส 2/65 เป็นช่วงสู่ช่วงฤดูกาลปันผลสำหรับงวดครึ่งหลังปี 64 โดย อุตสาหกรรมมีค่าเฉลี่ยเงินปันผลที่ระดับ 3-6% ช่วยจำกัด Downside risk ในสภาวะคลาดที่ผันผวน
เลือก ORI เป็น Top pick ของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ (ราคาเป้าหมาย 14.10 บาท) จาก 1.แนวโน้มผลประกอบการปีนี้คาดเติบโตขึ้น 42.2% เป็น 3.6 พันล้านบาท เนื่องจากการมี Backlog โครงการแนวสูงที่คาดจะโอนกรรมสิทธิ์ในปี 2565 มากถึง 1.6 หมื่นล้านบาท
2.เป้าเปิดตัวโครงการแนวราบใหม่ในปี 2565 สูงถึง 1.3 หมื่นล้านบาท เติบโต 66.7%จากปีก่อน และทำจุดสูงสุดใหม่ต่อเนื่องจากปีก่อน จะเป็นปัจจัยหนุนการเติบโตของรายได้ในปี 2565-67 และ 3.ORI มีแผน Spin-off 2 บริษัทลูกในช่วงครึ่งหลังปี 65 ถึงครึ่งปีแรก 66 ได้แก่ Primo Service Solution และ One Origin (โรงแรมและออฟฟิศเพื่อเช่า) นอกจากนี้ยังมี Alpha Industrial คาด IPO ได้ในช่วงปี 2567-68
5.หุ้นกลุ่มท่องเที่ยว
คงน้ำหนักการลงทุนของหุ้นในกลุ่มท่องเที่ยว “มากกว่าตลาด” แม้มีปัจจัยการระบาดของ Omicron และสงครามรัสเซีย-ยูเครนเข้ามากดดัน แต่ยังคงมุมมองปี 2565 จะเป็นปีแห่งการฟื้นตัว คาดผู้ประกอบการหลายรายในกลุ่มกลับมาทำกำไรปกติได้ เลือก MINT (ราคาเป้าหมาย 42.00 บาท) เป็นหุ้นเด่นของกลุ่ม จาก Upside Risk ที่น่าสนใจ และแนวโน้มธุรกิจโดยรวมก็ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้มีความเสี่ยงจากประเด็นรัสเซีย-ยูเครนที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แต่จาก Guidance ของบริษัทผลกระทบดังกล่าวยังจำกัด
“เลือก MINT เป็น Top pick ของกลุ่ม ราคาหุ้นปรับขึ้นน้อยกว่า CENTEL ทั้งๆ ที่กำไรจะฟื้นตัวเด่นกว่าหนุนจากโรงแรมในยุโรปที่ฟื้นตัวเร็วกว่าโรงแรมในไทยและศักยภาพในยุค Post COVID-19 ที่เหนือกว่ากลุ่ม สาเหตุหลักเนื่องจากความเสี่ยงจากกรณีของรัสเซีย-ยูเครนที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ดีประเมินว่าสงครามลากยาวใกล้ผ่านจุดสูงสุดแล้ว และผลกระทบต่อ MINT ในปัจจุบันจำกัดมาก เป็นโอกาสดีในการสะสม”
ขณะที่เลือก AOT (ราคาเป้าหมาย 72.00 บาท) เป็นตัวแทนการท่องเที่ยวไทยที่จะฟื้นตัวในครึ่งหลังปี 65 แทนที่ CENTEL ที่เริ่มมี Upside จำกัด ขณะที่ผู้เล่นขนาดกลางขนาดเล็กจะกลับมาน่าสนใจมากขึ้น เช่น ERW (ราคาเป้าหมาย 3.66 บาท), VRANDA(ราคาเป้าหมาย 8.00 บาท) และ SPA (ราคาเป้าหมาย 10.00 บาท) ความเสี่ยงสำคัญ : 1) การระบาดของ COVID-19 สายพันธุ์ใหม่ที่รุนแรงกว่าคาด 2) การฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นที่ล่าช้า และ 3) การกลายพันธุ์เพิ่มเติมของไวรัส
6.กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์
ปรับลดคำแนะนำของกลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์จาก “Overweight” เป็น “Neutral” เนื่องจากอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ได้ผลกระทบจากราคาน้ำมัน ได้แก่ กลุ่ม Domestic ราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นคาดส่งผลให้กิจกรรมการเดินทางด้วยรถยนต์ปรับตัวลดลงส่งผลกระทบต่อจำนวนผู้ใช้ทางด่วน และกลุ่ม Freight Forwarder คาดมีผลกระทบต่อกำไรสุทธิราว 1.5 -2.8%
อย่างไรก็ตามชอบกลุ่มเรือขนส่งน้ำมันมากที่สุด Top pick เลือก PRM (ราคาเป้าหมาย 8.90 บาท) เนื่องจากคาดว่าผลประกอบการฟื้นตัวแบบเมื่อเทียบไตรมาสก่อนหน้า ในช่วงไตรมาส 1-2/65 ขณะที่การฟื้นตัวทั้งไตรมาสก่อน และช่วงเดียวกันของปีก่อน จะเกิดขึ้นในไตรมาส 3-4/65 จากความต้องการสำรองน้ำมันและปิโตรเคมีที่เพิ่มขึ้น ตามทิศทางราคาพลังงานทั่วโลกที่ทรงตัวในระดับสูง
7.กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม
ปรับคำแนะนำลงเป็น “เท่ากับตลาด” เลือก ICHI และ M เป็น Top pick ในไตรมาส 2/65 โดยคงมุมมองบวกจากการฟื้นตัวของรายได้ของกลุ่มในปี 2565 แต่ลดมุมมองต่อการเติบโตของกำไรลงเป็นกลาง จากต้นทุนโดยรวมของกลุ่มที่สูงขึ้นในทุกมิติ คงคำแนะนำ เท่ากับตลาด และเลือก Top picks ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจำกัดจากการปรับกลยุทธ์เพื่อรองรับแล้ว และยังมี Valuation ไม่แพง
ได้แก่ ICHI (ราคาเป้าหมาย 14.40 บาท) จากแนวโน้มกำไรปกติไตรมาส 1/65 คาดจะเติบโตทั้งจากไตรมาสก่อน และช่วงเดียวกันของปีก่อน จากตลาดชาเขียวพร้อมดื่มที่ฟื้นตัวแข็งแกร่ง, ธุรกิจร่วมค้าในอินโดฯ และมี High season ในไตรมาส 2/65
และ M (ราคาเป้าหมาย 65.00 บาท) ด้วยแนวโน้มการฟื้นตัวของกำไรในไตรมาส 1/65 ที่แข็งแกร่ง และคาดจะเติบโตโดดเด่นกว่ากลุ่มอาหารตลอดปี 2565 อีกทั้งยังได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้นน้อยกว่ากลุ่ม
8.กลุ่มธนาคาร
โดยให้น้ำหนักลงทุนในกลุ่มธนาคาร “มากกว่าตลาด” มองเป็นกลุ่มที่มีผลดำเนินงานฟื้นตัวได้ดีในปีนี้ ขณะที่หุ้นส่วนใหญ่ในกลุ่มยังซื้อขายด้วย Valuation ที่ไม่แพงเทียบกับในอดีต ขณะที่ความเสี่ยงจากปริมาณหนี้เสียที่เกิดจาก COVID-19 เริ่มปรับตัวลง หลังธนาคารเข้าไปปรับโครงสร้างหนี้ให้มีความยืดหยุ่นกับกระแสเงินสดของลูกหนี้มากขึ้น รวมทั้ง ธปท. ยังเพิ่มช่องทางให้ธนาคารมีกลไกในการบริหารจัดการหนี้ในระยะยาว ผ่านการร่วมทุนกับบริษัทบริหารจัดการหนี้ ทำให้มองว่าหนี้เสียของกลุ่มจะเพิ่มขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป และไม่จำเป็นที่จะต้องมีการเร่งตั้งสำรองเหมือนอย่างช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
นอกจากนี้ยังมีโอกาสในการเพิ่มศักยภาพในการเติบโตมากขึ้นจากการลงทุนใน FinTech เพื่อหาเทคโนโลยีใหม่ๆ มาลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน และเพิ่มช่องทางการเข้าถึงลูกค้ามากขึ้น หลังธปท. ปลดล็อคเพดานลงทุนใน FinTech ที่ 3% ของเงินกองทุน
โดยหุ้น Top Pick แนะนำ KBANK (ราคาเป้าหมาย 180.00 บาท) ที่โดดเด่นในเรื่องของการลงทุนด้าน FinTech และ TTB (ราคาเป้าหมาย 1.56 บาท) เป็นที่คาดผลดำเนินงานปีนี้จะโตดี จาก Synergy ระหว่างกลุ่ม และยังซื้อขายด้วย P/BV ที่ต่ำเพียง 0.5 เท่า
“แนะนำ KBANK จากผลดำเนินงานที่ฟื้นตัวได้ดี และความโดดเด่นในการลงทุนด้าน FinTech และ TTB ที่เป็นหุ้นธนาคาร Laggard ที่ผลดำเนินงานโตดี หลังรู้ Synergy จากการควบรวม”
9.หุ้นกลุ่มไฟแนนซ์
แนะนำ “น้อยกว่าตลาด” เลือก Top Pick เป็น BAM จากแนวโน้มธุรกิจ AMC ที่ยังโตได้แม้ผลดำเนินงานของกลุ่มคาดปรับขึ้นจากไตรมาสก่อน แต่ภาพช่วงเดียวกันของปีก่อน ยังมีแรงกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในกลุ่มสินเชื่อบริโภคและสินเชื่อจำนำทะเบียน รวมทั้งมีความเสี่ยงที่ต้นทุนทางการเงินจะขยับขึ้นในช่วงที่เหลือของปี ทำให้คงน้ำหนักการลงทุน “น้อยกว่าตลาด” สำหรับกลุ่มไฟแนนซ์ โดยยังชอบหุ้นในกลุ่ม AMC และเลือก BAM (ราคาเป้าหมาย 27.00 บาท) เป็น Top Pick ซึ่งคาดผลดำเนินงานจะปรับตัวขึ้นได้ดี หลังการจัดเก็บเงินสดจากกลุ่มลูกหนี้ NPL ทั้งกลุ่มปรับโครงสร้าง รวมถึงยอดขาย NPA ที่จะเร่งตัวขึ้นหลังกลับมาทำกิจกรรมการตลาดในช่องทาง Offline และ Online เชิงรุกมากขึ้น และยังซื้อขายด้วย P/BV ที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่ม
10.กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์
คงนำหนักการลงทุนของกลุ่ม Electronic “เท่ากับตลาด” แม้ Sector ยังได้รับแรงกดดันจากปัจจัยมหภาคอีกระยะ แต่ราคาหุ้นในกลุ่มปรับลดลงจนอยู่ในระดับ Valuation ที่น่าสนใจแล้วเทียบกับการเติบโตในช่วงสองปีจากนี้ จึงเน้นไปที่หุ้นที่คุณภาพสูง จ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ และซื้อขายไม่แพง เลือก HANA (ราคาเป้าหมาย 72.50 บาท) เป็นตัวแทนของกลุ่ม

