เปิดมุมมองปัจจัยพื้นฐาน 5 หุ้น ที่ราคาวิ่งทำจุด “ออลไทม์ไฮ”ไปแล้วในปีนี้
หลังจากที่ตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้มีบริษัทที่ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นกันอย่างร้อนแรงหลายต่อหลายบริษัท โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือกลุ่มที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรงและราคาหุ้นทำนิวไฮรวมถึงมีสตอรี่พื้นฐาน และกลุ่มหุ้นตัวเล็กที่ราคาเพิ่มขึ้นร้อนแรงแต่ยังขาดปัจจัยพื้นฐาน
โดยในครั้งนี้ Wealthy Thai จึงเลือกกลุ่มหุ้นที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรงและราคาหุ้นทำจุดสูงสุดตั้งแต่เข้าตลาดหลักทรัพย์ ประกอบกับเป็นกลุ่มหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐาน และมีราคาเหมาะสมที่นักวิเคราะห์ได้ประมาณการไว้ จึงเชื่อว่าจะช่วยเป็นข้อมูลพื้นฐานให้กับนักวิเคราะห์ได้พิจารณาในการเลือกลงทุน
สำหรับหุ้นพื้นฐานที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงตั้งแต่ช่วงต้นปีจนถึงวันที่ 20 เม.ย.65 แบ่งเป็นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้แก่ THG-TEAMG-FORTH-SNNP ขณะที่หุ้นในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ ที่ราคายังคงร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง คือ DITTO
เริ่มกันที่ THG หรือ บริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือที่นักลงทุนเรียกติดปากกันว่า “หุ้นหมอบุญ” โดยในช่วงที่ผ่านมาราคาหุ้นของ THG ต้องเจอกับแรงกดดันจากการที่ถูกชะลอการนำเข้าวัคซีนของเอกชนเพื่อมาจำหน่าย แต่อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นราคาหุ้นก็เริ่มฟื้นตัวขึ้นจากปัจจัยพื้นฐานจองบริษัท
และล่าสุดภายหลังจากที่มีประเด็นการที่ทาง THG บมจ.โรงพยาบาลรามคำแหง (RAM) บมจ.โรงพยาบาลวิภาวดี (VIBHA) และ กลุ่มแพทย์ จะเข้าร่วมลงทุนในโครงการโรงพยาบาลธนบุรี รังสิต มูลค่าโครงการกว่า 2,700 ล้านบาท เป็นโรงพยาบาลประเภทตติยภูมิจำนวน 250 เตียง
ขณะที่ในมุมบทวิเคราะห์พื้นฐานบริษัท หลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ระบุว่า แนวโน้มไตรมาส1/65 เบื้องต้นคาดกำไรใกล้เคียงกับไตรมาส4/64 และดีกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่ขาดทุนสุทธิ -215 ล้านบาท เนื่องจากธุรกิจ รพ. จะยังมีรายได้เกี่ยวกับ COVID จากการรักษาผู้ป่วยทั้งใน Hospitel จำนวน 2,000 เตียง และ รพ.สนาม 3 แห่ง จำนวน 700 เตียง ประกอบกับช่วงเดือน ก.พ.65 ยอดผู้ป่วยใหม่ที่เร่งตัวขึ้น ทำให้ Hospitel มีอัตราครองเตียงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
นอกจากนี้คาดว่า THG จะรับรู้รายได้บริการฉีดวัคซีนโมเดอร์น่าเพิ่มขึ้นจากไตรมาส4/64 ทั้งนี้เรามีแนวโน้มปรับเพิ่มกำไรสุทธิปี 65 ขึ้นจาก 320 ล้านบาท หลังร่วมประชุมนักวิเคราะห์กับผู้บริหาร THG วันที่ 3 มี.ค.22 คงคำแนะนำ Neutral ที่ราคาเป้าหมาย 33 บาทต่อหุ้น
มาต่อกันที่ TEAMG ในช่วงที่ผ่านมาหุ้น TEAMG ถือว่าเป็นหุ้นที่อยู่ในกระแสของการเก็งกำไรของเหล่านักลงทุนมาอย่างต่อเนื่องจนราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ตัวเลขสองหลักและราคาหุ้นยังคงทำจุดสูงสุด
โดยส่วนหนึ่งสาเหตุของความร้อนแรงของหุ้น TEAMG อาจจะเกิดจากการที่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของทาง DITTO เข้ามาถือหุ้นใหญ่ในนามส่วนตัว แซงหน้ากลุ่ม SCC เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับที่หนึ่งของ TEAMG โดยเหตุการณ์นั้นเองทำให้นักวิเคราะห์มองว่าอาจจะเกิดสงครามแย่งชิงการเป็นผู้ถือใหญ่เบอร์หนึ่ง
ขณะที่ในมุมพื้นฐาน บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ประเมินพื้นฐานไว้อย่างน่าสนใจ ว่า Backlog ของTEAMG จะทุบสถิติใหม่ได้ต่อเนื่อง โดย Backlog ปัจจุบัน อยู่ที่ 3.7 พันล้านบาท ซึ่ง TEAMG ตั้งเป้ารับงานใหม่อีก 2.0 พันล้านบาท จากงานโครงการค้างท่อของรัฐบาลที่คาดว่าจะอนุมัติเร็วขึ้น
ทั้งงานท่าอากาศยานในต่างจังหวัด,โครงการอุโมงค์ระบายน้ำ, งานที่ปรึกษาโครงการรถไฟฟ้าสายสีต่างๆทั้งบนดินและใต้ดิน และงานที่ปรึกษารถไฟรางคู่สายใหม่ รวมถึงงานของภาคเอกชนที่ฟื้นตัวแบบ V-Shape ตามแผนการเปิดตัวโครงการใหม่ของ Developer รายใหญ่ที่เป็นเชิงรุกแทบทั้งสิ้น
นักวิเคราะห์ยังคงคาดกำไรสุทธิปี 65 จะอยู่ที่ 143 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% จากปีก่อน และคาดในปี 66 กำไรสุทธิจะเพิ่มขึ้นเป็น 174 ล้านบาท โตต่อเนื่องอีก 21% โดยมี Upside จาก Synergy กับกลุ่ม SCG ที่คาดว่าจะเห็นผลบวกอย่างมีนัยสำคัญมากขึ้น (เบื้องต้นคาดช่วยหนุน Backlog ราว 500 ล้านบาท) คงราคาเหมาะสมปี 65 ที่ 3.80 บาท
สำหรับหุ้น FORTH นักลงทุนคงจะทราบกันดีว่าหุ้น FORTH ที่ทะยานปรับตัวเพิ่มขึ้นและเป็นที่สนใจในขณะนี้คงจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสตอรี่ของ “ตู้เต่าบิน” ถือเป็นส่วนที่ช่วยผลักดัน เพราะด้วยกระแสความนิยมฮอตฮิตพูดกันในโซเชียลมีเดียว่า “ตู้เต่าบิน” ถือเป็นอีกหนึ่งคาเฟ่เคลื่อนที่ ที่ได้รับการตอบรับที่ดีมียอดการใช้บริการเป็นจำนวนมาก โดยมีแผนจะติดตั้งจำนวน 5,000 ตู้ และเป้าหมายในอนาคตจะติดตั้งได้ถึงระดับ 20,000 ตู้
ทางด้านปัจจัยพื้นฐานนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ยังคงมีมุมมองที่ดีต่อธุรกิจของบริษัท รวมทั้งประมาณการสำหรับปี 65 นักลงทุนอาจยังไม่ทราบว่าธุรกิจของ FORTH มีความน่าสนใจมาก ไม่ว่าจะเป็น EMS ที่ซัพพลายชิ้นส่วนเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ให้กับผู้เล่นรายใหญ่ทั่วโลก
ตอนนี้มี Backlog อยู่ 2 พันล้านบาท , Enterprise solutions มี Backlog อยู่ 1.8 พันล้านบาท และ Smart services ได้แก่ ตู้กาแฟ “เต่าบิน”และ ตู้บริการทางการเงิน “บุญเติม” ที่กำลังเร่งขยายสาขามีการเติบโตแบบ S-Curve นักวิเคราะห์ประเมินราคาพื้นฐานที่ 24 บาทข้อดีคือ อัตราการเติบโตของกำไรที่สูง คาดการณ์ในลักษณะ CAGR ระหว่างปี 64-66 ที่ระดับ 35.8%
มาต่อกันที่ SNNP เป็นอีกหนึ่งหุ้นใหญ่ที่ในช่วงต้นปีราคาหุ้นมาแรงแซงโค้งเพื่อนในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่ได้แรงหนุนจากกำลังซื้อที่กลับมาฟื้นตัวขึ้น โดยบริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด วิเคราะห์ในเชิงพื้นฐานว่ากำไรปกติในไตรมาส 1/65 จะอยู่ที่ 109 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 120% จากปีก่อน ขณะที่ อัตรากำไรขั้นต้นชะลอเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนและ Siripro ขาดทุนเพิ่มขึ้นจากสินค้าของลูกค้าบางรายขาดตลาด
ขณะที่แนวโน้มไตรมาส 2/65 มีโอกาสที่กำไรจะทำ New high ที่ราว 130 ล้านบาท แต่ยังถือว่าอยูในกรอบประมาณการ โดยครึ่งปีหลังคาดว่าจะมีสินค้านวัตกรรมใหม่ในกลุ่มอาหารเสริม แต่เรามองว่ายังมีความท้าทายเนื่องจากเป็นสินค้าในตลาดใหม่ ทำให้อาจมีคาใช้จ่ายทางการตลาดสูงในช่วงแรก
ทั้งนี้ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มผลประกอบการแต่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นเร็วกว่าที่คาด ขณะที่กำไรยังอยู่ในกรอบประมาณการ โดยตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันราคาหุ้นปรับเพิ่มขึ้นถึง 58.0% ทำให้ปัจจุบันซื้อขายด้วย PER65 สูงสุดในกลุ่มที่ 34 เท่า คงประมาณการกำไร แต่ปรับเพิ่ม Valuation ในการประเมินมูลค่าด้วยการเพิ่ม Terminal growth เป็น 4% เท่ากับกลุ่ม ได้ราคาเป้าหมายใหม่ที่ 18.10 บาท ต่ำกว่าราคาตลาด 8%
ปิดท้ายกันที่หุ้น DITTO หลังจากที่ก่อนหน้านี้ในช่วงต้นปี 65 โดนกระแสแรงเทขายของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในต่างประเทศ ซึ่งส่งต่อมายังหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของไทย ซึ่ง DITTO ก็ถือเป็นหนึ่งในนั้นด้วยเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตาม หลังราคาหุ้นกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งจากการที่ชื่อของ “เซียนฮง” หรือ นายสถาพร งามเรืองพงศ์ เข้ามาเก็บหุ้น DITTO จนติดอันดับเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นใหญ่
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ในปี 64 DITTO ได้งานหลายโครงการจนถึงในงวดไตรมาส 1/65 ได้มีการปิดโครงการใหญ่ 2 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 800 ล้านบาท นอกจากนี้ รายได้จากธุรกิจประจำมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในไตรมาส 1/65 จาก snowballing effect จากธุรกิจระบบบริหารจัดการเอกสารและข้อมูล (DMS) ดังนั้น เราคาดว่ากำไรหลักไตรมาส 1/65 จะอยู่ที่ 60 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46% จากปีก่อน และทำสถิติสูงสุดใหม่
ขณะที่อัพไซด์นั้นเปิดกว้างสำหรับปี 2565 เราประมาณการเชิงอนุรักษ์นิยมว่ารายได้ จะอยู่ที่ 1.26 พันล้านบาทอิงจากโครงการใหม่ที่จะเกิดขึ้นจริงอยู่ที่ 500 ล้านบาท จากข้อตกลงขนาดใหญ่ใน pipeline ของ DITTO เรามองเห็นอัพไซด์ถึง 20%จากประมาณการกำไรของเราในปี 2565 (ซึ่งหมายถึงการเติบโตของกำไรที่ 70%จากปีก่อน) อย่างไรก็ตามเชื่อว่ายังคงเร็วเกินไปที่จะสะท้อนปัจจัยบวกดังกล่าวเข้าสู่ประมาณการ

