ไม่ใช่ JTS… 10 หุ้น P/E ทะลุฟ้า พบ 1บริษัททะลุ 4 พันเท่า

วันนี้ทีมข่าว Wealthy Thai ได้รวบรวมหุ้นที่มี P/E สูงสุดใน 10 อันดับแรกมาฝากนักลงทุน เพื่อประกอบการตัดสินใจก่อนการลงทุน โดย P/E เป็นอัตราส่วนทางการเงินยอดนิยมของนักลงทุนสายคุณค่า (VI) ที่นำข้อมูลทางการเงินมาใช้วิเคราะห์พื้นฐานของบริษัท ซึ่งคำนวณมาจากราคาตลาดของหุ้นหารด้วยกำไรต่อหุ้น (Price/Earnings Per Share) หรือก็คือ การนำราคาหุ้นมาเทียบกับความสามารถในการสร้างกำไรของบริษัท


ทั้งนี้ค่า P/E สามารถประมาณจุดคุ้มทุนได้ เช่น หุ้น A ราคา 20 บาท มีกำไรต่อหุ้น 1 บาท ดังนั้น P/E เท่ากับ 20 เท่า หรือเราจะได้ทุน 20 บาทคืนเมื่อถือหุ้น A ครบ 20 ปี แต่ถือเป็นแนวทางเบื้องต้นสำหรับการเข้าลงทุนในหุ้นเท่านั้น เพราะบางกรณี หุ้นที่ P/E สูงก็ยังน่าลงทุน อย่างเช่น หุ้น Growth Stock ซึ่งหุ้นเหล่านี้จะมี P/E สูง แต่ก็ไม่ควรเกินระดับการเติบโตของกำไร อย่างไรก็ตาม บางครั้งหุ้นที่มี P/E ต่ำ ก็เกิดจากราคาที่ต่ำ และกำไรก็ไม่ได้เติบโต ดังนั้นแม้ P/E จะต่ำแค่ไหน ก็ไม่มีแรงจูงใจที่จะลงทุนเช่นกัน  สำหรับหุ้นที่มี P/E สูงสุดใน 10 อันดับ (ข้อมูล ณ วันที่ 22 เมษายน 2565) มีรายละเอียดดังนี้





CRC ยืนหนึ่ง P/E พุ่งเกิน 4 พันเท่า

ล่าสุดทางด้านมุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ได้ออกมาประเมินไว้อย่างน่าสนใจ โดย CRC ถือเป็นหนึ่งในหุ้นที่ได้รับผลบวกจากมาตรการเปิดประเทศ ซึ่งมีใจความว่า ศบค. ชุดใหญ่เห็นชอบเปิดประเทศเต็มรูปแบบมากขึ้น เริ่มตั้งแต่ 1 พ.ค. 65 เป็นต้นไป ประเด็นดังกล่าวถือเป็น Sentiment ที่ดีต่อหุ้นเปิดเมือง แนะนำหุ้นท่องเที่ยว MINT, ERW, CENTEL หุ้นสถานที่ท่องเที่ยวและจับจ่าย CPN, CRC, CPALL หุ้นเกี่ยวกับการเดินทาง AOT, AAV, BEM เป็นต้น


ขณะที่นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ได้ออกมาประเมินพื้นฐานเกี่ยวกับ CRCไว้อย่างน่าสนใจเช่นกัน โดยระบุว่า ประเด็นสำคัญจาก NDR กับ CRC คือโมเมนตัมยอดขายในไตรมาส 1/65 อยู่ในระดับสิบต้นถึงกลาง สอดคล้องไปกับเป้าหมายปี  65 ที่เติบโต 15-20% จำนวนผู้ใช้บริการในศูนย์การค้าเพิ่มขึ้นเป็น 80-85% ของระดับปี 62 เป็นระดับที่ดีเมื่อเทียบกับปี 64 คาดรายได้ค่าเช่าจะเป็นอีกปัจจัยหนุนกำไรของ CRC ในปี 65 อย่างไรก็ตามราคาหุ้นให้ผลตอบแทนมากกว่า SET 22% YTD มองว่าตัวเลขการดำเนินงานที่ดีสะท้อนในราคาหุ้นแล้ว คงคำแนะนำ ถือ


ประเด็นสำคัญแรกจาก NDR ของฝ่ายวิจัยกับ CRC คือ โมเมนตัมยอดค้าปลีกในมี.ค. ยังคงเป็นบวกหลักสิบต้นถึงกลาง สอดคล้องไปกับเป้าหมายยอดค้าปลีกเติบโต 15-20% ในปี 65 ของ CRC เทียบกับสมมติฐานของฝ่ายวิจัยที่ 12% อย่างไรก็ตามการเติบโตได้แรงหนุนจากยอดขายจากต่างประเทศเติบโต (โดยเฉพาะจากอิตาลีจากฐานที่ต่ำ) ส่วนยอดขายในไทยในมี.ค. เติบโตในระดับเลขหลักเดียวสูงชะลอตัวลงจากม.ค. - ก.พ. จากผลของฐานที่ต่ำและการใช้จ่ายในมาตรการ ช้อปดีมีคืน เริ่มหมดลง


ในอีกด้านหนึ่ง ธุรกิจพื้นที่เช่าศูนย์การค้ามีจำนวนผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นเป็น 80-85% ของระดับก่อนโควิดในไตรมาส 1/65 จาก 60-70% ในไตรมาส 4/64 สะท้อนจำนวนผู้ใช้บริการยังคงแข็งแกร่งเทียบกับปี 64 ที่เป็นช่วงจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันสูงขึ้นและทำให้จำนวนผู้ใช้บริการในศูนย์การค้าลดลงเป็น 50% หรือต่ำกว่า และเชื่อว่าการให้ส่วนลดค่าเช่าจะลดลงจาก 20-25% ในไตรมาส 4/64 เป็นเฉลี่ย 5-10% ในปีนี้ รายได้ค่าเช่าจึงเป็นอีกส่วนหนึ่งที่จะฟื้นตัวในปีนี้


หลังผ่านไตรมาส 1/65 ไปแล้วได้เห็นประมาณการเบื้องต้นของยอดขายในไตรมาส 1/65 สอดคล้องไปกับประมาณการของฝ่ายวิจัยทั้งปีที่ 12% นอกจากนี้จำนวนผู้ใช้บริการในศูนย์การค้าช่วยสนับสนุนมุมมองของเราต่อนโยบาย “การใช้ชีวิตร่วมกับโควิด” ตลอดปีนี้ แต่ทั้งสองปัจจัยได้สะท้อนในราคาหุ้นของ CRC ที่ให้ผลตอบแทนมากกว่า SET 22% YTD และจากอัพไซด์ต่อ TP ที่จำกัด จึงคงคำแนะนำ ถือ CRC ราคาเป้าหมาย 42 บาท อย่างไรก็ตาม รอปัจจัยบวกในครึ่งหลังปีนี้ จากโอกาสของดีล M&A, spin-off บริษัทลูก MEB, และซินเนอร์ยีกับการเข้าซื้อ Selfridges ของกลุ่ม Central เป็นอัพไซด์ต่อประมาณการของเรา


ถัดมา SALEE  หรือ บริษัท สาลี่อุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) ที่มีค่า P/E สูงสุดเป็นอันดับ 2 ในตลาดหุ้นไทย โดยอยู่ที่ระดับ 2,335.82 เท่า ซึ่งดำเนินธุรกิจรับจ้างผลิตชิ้นส่วนพลาสติกโดยกระบวนการขึ้นรูปพลาสติกและฉีดพลาสติก โดยมีบริษัทย่อยดำเนินธุรกิจพิมพ์ฉลากสินค้าคุณภาพสูงและธุรกิจผลิตและจำหน่ายสินค้าพลาสติกประเภทของใช้ในครัวเรือน อย่างไรก็ตามปัจจุบันยังไม่มีบทวิเคราะห์จากนักวิเคราะห์ออกมาแต่อย่างใด


ต่อมา  AU มีค่า P/E สูงเป็นอันดับ 3 ในตลาดหุ้นไทย ล่าสุดนักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ประเมินพื้นฐานว่า  มอง slightly positive ต่อแนวโน้มกำไรสุทธิไตรมาส 1/65  ที่ 17 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 25%จากไตรมาสก่อน เติบโตจาก SSSG ที่ราว 8% โดยเห็นการฟื้นตัวมากสุดในเดือนมีนาคมปีนี้ เนื่องจากยอดขายจากสินค้ากลุ่มมะยงชิด (seasonal product ในช่วงฤดูร้อน) มีผลตอบรับค่อนข้างดี และมีการเปิดสาขาเพิ่มขึ้น 12 สาขา (AU = 1 และ Mikka = 11) ถือเป็นการเปิดสาขา AU ครั้งแรกในรอบ 1 ปี ซึ่งเป็นสัญญาณบวกสะท้อนความมั่นใจของบริษัทที่มีมากขึ้น


นอกจากนี้การปรับราคาขายขึ้นราว 5% ช่วงต้นเดือนเดือนมีนาคมปีนี้ คาดสามารถชดเชยผลกระทบด้านต้นทุนได้ทั้งหมด และทำให้ GPM ยังอยู่ในระดับสูง แนวโน้มไตรมาส 2/65 มองฟื้นตัวต่อเนื่องจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และไตรมาสก่อน จากฤดูร้อนที่เป็น high season ของธุรกิจขนมหวาน และภาพกำไรปีนี้เติบโตมาจากปีก่อน


คงคำแนะนำ Trading Buy  ราคาเป้าหมาย 11.50 บาท ตอบรับการฟื้นตัวต่อเนื่องในไตรมาส 1-2/65 รวมถึงการเปิดตัวธุรกิจใหม่ “ลูกก๊อ” ต่อเนื่องไปถึงการเปิดสาขาที่ 2 ใน Hong Kong ช่วงกลางปีนี้ เป็น sentiment บวกเพิ่มเติม


ขณะที่ JTS หลังจากราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรงจนทำให้นักลงทุนสายเก็งกำไรยิ้มไปตามๆกัน ล่าสุดค่า P/E เพิ่มตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากเช่นกัน จนทำให้ JTS เป็นหุ้นที่มี P/E สูงสุดเป็นอันดับ 4 ในตลาดหุ้นไทย โดยบริษัทดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการจัดหา ออกแบบ ติดตั้งและทดสอบระบบสื่อสารโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศแบบครบวงจร (Total ICT Solution) ล่าสุดได้ขยายธุรกิจไปสู่การเข้าลงทุนในธุรกิจเหมืองขุดบิทคอยน์(Bitcoin Mining) ซึ่งจะสร้างกำไรให้กับบริษัทได้แค่ไหน ที่จะส่งผลต่อ P/E ลดลงบ้าง นักลงทุนคงต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด


อันดับ 5 ตกมาอยู่ที่ TMI หรือ บริษัท ธีระมงคล อุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ออกแบบ ผลิต และจัดจำหน่าย อุปกรณ์ไฟฟ้าส่องสว่าง อุปกรณ์ควบคุมที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งหลอดไฟ และโคมไฟ ให้แก่ลูกค้าและเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน


โดยก่อนหน้านี้ นายธีระชัย ประสิทธิ์รัตนพร กรรมการผู้จัดการและประธานกรรมการบริหาร บริษัท ธีระมงคล อุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) หรือTMI เปิดเผยถึงแนวโน้มการดำเนินธุรกิจในปี 2565 ว่า บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าเปิดธุรกิจโรงไฟฟ้าชีวภาพ และธุรกิจส่องสว่างอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันรายได้ให้เติบโตอยู่ที่ 20% โดยความคืบหน้าของโรงไฟฟ้าชีวภาพแห่งที่ 3 ขนาดกำลังการผลิต 3 เมกะวัตต์ ในอำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรีนั้น ล่าสุด คาดว่าจะสามารถเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (COD) ได้ภายในเดือนเมษายน 2565


ตามด้วยหุ้นยอดนิยมอย่าง KEX ถือเป็นหุ้นที่มีค่า P/E สูงสุดเป็นอันดับ 6 ของตลาดหุ้นไทยไปเสียแล้ว ล่าสุดนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัดได้ออกมาประเมินปัจจัยพื้นฐานไม่สู้ดีมากนัก ซึ่งบอกว่าคาดว่า KEX จะขาดทุนสุทธิ 500 ล้านบาทในไตรมาส 1/65 หรือดีขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับขาดทุน 606 ล้านบาทในไตรมาส 4/64 จากการควบคุมค่าใช้จ่าย KEX มองว่า Kerry Cool และ Kerry XL จะยังไม่มีส่วนแบ่งกำไรในปีนี้ แต่ปรับเพิ่มคำแนะนำเป็น “ถือ” ส่วนราคาเป้าหมายลดลงมาอยู่ที่ 22.30 บาท

This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”