เปิด 5 มุมมอง “ดร.ประสาร” กับโอกาสและความท้าทายของตลาดทุนไทย
ดร. ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้ปาฐกถาพิเศษ “บทบาทตลาดเงิน ตลาดทุน สู่จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย - Towards the Future of Thai Economy” ในงานสัมมนา “SET ก้าวสู่ปีที่ 48 ขับเคลื่อนตลาดทุนแห่งอนาคต - Make it Work for Future”
โดยดร.ประสาร เปิดเผยว่า โอกาสและความท้าทายในตลาดทุนไทย ซึ่งเป็นทิศทางและแนวโน้มทั้งในระยะสั้นและระยะยาวที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการในตลาดทุน เพื่อให้พิจารณาและเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ และโอกาสที่จะเกิดขึ้นในตลาดทุน ซึ่ง 5 เรื่องดังกล่าวได้แก่
1.พัฒนาการทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยในช่วงที่ผ่านมาพัฒนาการ ด้านภูมิรัฐศาสตร์ หรือ ความเสี่ยงด้าน Geopolitics มีมากขึ้น และครอบคลุมเหตุการณ์การเมืองระหว่างประเทศ ปัญหาสังคม และความขัดแย้งทั้งในและต่างประเทศ มีการกระจายตัวไปทั่วและทวีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลให้มีความไม่แน่นอนในระบบเศรษฐกิจ และการดำเนินธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างมาก ซึ่งเป็นผลที่เชื่อมโยงจากการเปลี่ยนแปลงระเบียบและความสมดุลของอำนาจเศรษฐกิจและการเมืองโลก ตัวอย่างเช่น ความตรึงเครียดทางด้านเศรษฐกิจ และการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน ที่มีมาอย่างต่อเนื่องหลายปีที่ผ่านมา ที่กระทบสมดุลของขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจ หรือกรณีความขัดแย้งระหว่างยูเครน และรัสเซียในปัจจุบัน อาจจะเกิดฉากทัศน์และพัฒนาการความขัดแย้งหลายรูปแบบ ที่อาจจะมีมาตรการขับเคลื่อนหลายรูปแบบทั้งมาตรการด้านเศรษฐกิจ และการเงิน โดยระยะหลังการทำสงครามมีการนำเรื่องของเศรษฐกิจ และธุรกิจ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการเมืองระหว่างประเทศ
ทั้งนี้พัฒนาการทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ หรือ ความเสี่ยงด้าน Geopolitics ได้มีผลเชื่อมโยงต่อตลาดทุนโลก และไทย ทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น ต้นทุนของการประกอบธุรกิจจากความผันผวนของราคาพลังงาน ด้านเงินเฟ้อที่กระทบต่อผู้คนจำนวนมาก ด้านความผันผวนของค่าเงินและการเคลื่อนย้ายทุนระหว่างประเทศ ด้านการเมืองที่อาจจะกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ เช่น ภาคการท่องเที่ยว รวมทั้งปัญหาที่อาจเกิดจากการแทรกแซง และมาตรการควบคลุมการส่งออกนำเข้า ธุรกิจต่างๆที่เกี่ยวข้องกับภาคการเงิน เป็นต้น โดยสถานการณ์ความไม่แน่นอนเหล่านี้อาจจะยืดเยื้อตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญอาจจะทอดเวลาไปอีกพอสมควร และอาจจะเกิดผลกระทบเชิงโครงสร้างในตลาดทุนไทย และตลาดทุนโลก
2.ความท้าทายจากสถานการณ์โควิด โดยนับตั้งแต่การระบาดในประเทศจีน จนมีการแพร่กระจายไปหลายพื้นที่ทั่วโลก ทุกภาคส่วนล้วนได้รับผลกระทบ และรุกลามต่อเนื่องกลายเป็นปัญหาด้านเศรษฐกิจ และสังคมตามมา ซึ่งในปี 2564 เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวจากสถานการณ์โควิด GDP ก็พลิกฟื้นจากปีก่อนหน้า จากที่หดตัวถึง 6.1% มาเป็นขยายตัว 1.6% ขณะที่ set index ก็ฟื้นตัวได้ดี บริษัทจดทะเบียนก็มีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น มีการปรับตัวเพิ่มรองรับการแข่งขัน มีการนำเทคโนโลยีมาใช้พัฒนานวัตกรรมมากขึ้น รวมทั้งมีการขยายธุรกิจและก้าวไปสู่บริษัทระดับภูมิภาคมากขึ้น
แม้ว่าในภาพรวมจะเห็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและตลาดทุน อย่างไรก็ดี แต่ละภาคส่วนในเศรษฐกิจ และตลาดทุน ก็ได้รับผลกระทบ มีการฟื้นตัวที่แตกต่าง เป็นภาพของการฟื้นตัวแบบ k shape โดยกลุ่มที่ฟื้นตัวได้เร็ว คือ กลุ่มอุตสากรรมที่ได้รับประโยชน์จากโควิด หรือมีการเติบโตสอดคล้องกับการฟื้นตัวของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจชั้นนำของโลก เช่น อุตสาหกรรมที่เน้นส่งออก เป็นต้น
ขณะที่ยังมีอีกหลายกลุ่มอาจจะต้องใช้เวลานาน ในการฟื้นตัว เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างมากจากโควิด อย่างการท่องเที่ยว และบริษัทการที่เกี่ยวข้อง ที่ต้องได้รับแรงสนับสนุน จากการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และอาจจะมีความต้องการมาตรการสนับสนุนต่างๆจากภาครัฐ เพื่อช่วยประคอง และต้องมีการปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิต และสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง โดยมีการประยุคใช้ดิจิทัล และแสวงหาโอกาสทางด้านธุรกิจใหม่อย่างต่อเนื่อง
โดยการลดช่องว่างการฟื้นตัวรูปแบบ K จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วนทั้งรัฐ และเอกชน ในการให้ความช่วยเหลือและผลักดันให้ภาคธุรกิจแข่งขันได้ดีขึ้น พร้อมกับการเติบโตอย่างยั่งยืน รวมถึงการพัฒนาขีดความสามารถของธุรกิจ เพื่อลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำของการฟื้นตัว ซึ่งการฟื้นตัวได้ช้าแบบ K ขาล่าง ไม่ได้จำกัดเฉพาะในตลาดทุน โดยโควิดส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และสภาพคล่องของธุรกิจขนาดกลาง เล็ก ที่มีสถานะการเงินที่เปราะบาง และอาจจะส่งผลให้เศรษฐกิจฟื้นตัวช้า รวมทั้งหนี้ครัวเรือนที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่งผลให้การฟื้นตัวอย่างไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะครัวเรือนที่มีรายได้น้อย และอยู่ในภาคบริการ ซึ่งสัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทย ยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับอีกหลายประเทศ ดังนั้นหลายภาคส่วนจึงได้ให้การสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดกลาง เล็ก หรือ SME ที่ส่วนใหญ่มีข้อจำกัดด้านต้นทุนการดำเนินงาน และปัญหาในเรื่องของการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยช่วยการเร่งสร้างความยืดหยุ่น และความคล่องตัวให้กับ SME
ทั้งนี้ตลาดหลักทรัพย์ได้มีการผลักดันและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ที่จะช่วยให้ SME และสตาร์ท อัพ ในเข้าถึงแหล่งเงินทุนมากขึ้น มีการจัดตั้ง Live Platform ทำหน้าที่แหล่งความรู้ในธุรกิจ และช่วยเตรียมความพร้อมให้เข้าสู่ตลาดทุน ผ่านการสนับสนุนการพัฒนาธุรกิจด้านต่างๆ รวมถึงเปิดกระดานซื้อขายตลาดรองผ่าน Live Exchange ที่เปิดให้บริการในปีนี้
สำหรับตลาดทุนมีหน้าที่หลักในการจัดสรรทรัพยาการ และเป็นกลไก ทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ ที่ผ่านมาตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ ครับก็ได้พัฒนาและเติบโตมาพร้อมกับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ และมีความก้าวหน้าจนมาอยู่ในอันดับต้นๆของภูมิภาคอาเซียน ทั้งในแง่ของการระดมทุน สภาพคล่อง รวมทั้งมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลาย พร้อมกับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและปรับเปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อม และเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้น ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงเป็นกลไกสำคัญในตลาดทุนไทย และมีบทบาทมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในการจัดสรรทรัพยากร และส่งเสริมความเจริญเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศในหลายช่วงสำคัญๆ
รวมทั้งยังเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถของเศรษฐกิจไทยสู่ระดับภูมิภาค เช่น การพัฒนาอีสเทิร์นซีบอร์ด การฟื้นตัวจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 40 พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆของประเทศ นอกจากนั้นตลาดหลักทรัพย์ยังเป็นทางเลือกในการระดมทุนที่สำคัญในทุกช่วงวิกฤติที่ผ่านมา รวมทั้งในช่วงสถานการณ์โควิดครั้งนี้ด้วย โดยโควิดกำลังมีพัฒนาการไปในทางที่ดีขึ้น และอาจจะกำลังกลายเป็นนิวนอร์มอล ที่จะอยู่คู่กับเราไปอีกช่วงเวลาหนึ่งทั้งนี้ภาคเศรษฐกิจและธุรกิจต่างๆก็ได้ปรับตัว ฟื้นตัวได้ดีขึ้นจากสถานการณ์โควิด แม้ว่าการฟื้นตัวอาจยังมีความแตกต่างกันไปในหลายๆภาคส่วนในเศรษฐกิจ
สำหรับตลาดหลักทรัพย์นั้นก็มีบทบาทสำคัญในการจัดสรรทรัพยากรเงินทุน เป็นแหล่งเงินทุนที่สำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจหลายๆครั้งที่ผ่านมา รวมทั้งได้พัฒนา Live Platform ให้เป็นช่องทางการระดมทุนที่เปิดกว้างมากขึ้นสำหรับธุรกิจขนาดกลาง และเล็กให้สามารถเข้าถึงตลาดทุนได้ดีขึ้น
3.กระบวนการ Digitalization และการปรับตัว ซึ่งหากมองย้อนกลับไปในช่วงก่อนโควิด กระแส Digitalization ได้เข้ามามีบทบาท และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดทุน โดยเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายในการดำเนินงานของหลายๆองค์กร และมีการปรับตัวนำดิจิทัล เทคโนโลยีมาให้ในการดำเนินงานในด้านต่างๆ เพื่อสร้างโอกาสการเติบโต
โดยโควิดได้ส่งผลต่อวิถีการดำเนินชีวิตในวงกว้าง โดยหลายๆองค์กรได้เร่ง กระบวนการ Digitalization ให้รองรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ผลักดันการเข้าสู่การดำงานแบบดิจิทัล เต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น การทำงานภายใน ไปจนถึงสร้างประสบการณ์ใหม่ๆให้กับลูกค้า ทั้งนี้ในตลาดทุนมีการผลักดัน Digitalization เพื่อส่งเสริมความคล่องตัวให้กับธุรกิจ ผ่านการพัฒนาและบริการโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ควบคู่การพัฒนาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์มาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งยังพัฒนาที่เปิดโอกาสการตลาดให้หลากหลาย สอดคล้องกับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไป
อย่างไรก็ตามกระบวนการ Digitalization ที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น อาจเป็นช่องทางผู้ไม่ประสงค์ดี สามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญ โดยแฮกเกอร์ อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อองค์กรทั้งด้านการเงินและชื่อเสียง องค์กรต่างๆในตลาดทุนจึงต้องให้ความสำคัญ ไซเบอร์ ซีเคียวริตี้ เป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น Digital Disruption จึงเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายของหลายองค์กร การปรับตัวด้านกระบวนการ Digitalization จะช่วยให้ภาคธุรกิจ แข่งขันได้ดีขึ้น และตลาดทุนก็มีการผลักดันหลากหลายรูปแบบ เพื่อส่งเสริมความคล่องตัว
4.พัฒนาการด้านสินทรัพย์ดิจัทัล โดยความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีย่อมนำมาซึ่งโอกาสใหม่ๆอยู่เสมอ ซึ่งปัจจุบันดิจิทัล เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทอย่างมาก ในภาคการเงิน โดยเฉพาะ บล็อกเชน ที่ถูกนำมาใช้ในภาคการเงินอย่างกว้างขวาง และอยู่บนพื้นฐานการสร้างคริปโตเคอเรนซี่ที่เป็นสินทรัพย์ประเภทหนึ่ง และได้รับความสนใจจำนวนมาก โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่
ทั้งนี้กรณีธนาคารแห่งประเทศไทย ก็อยู่ระหว่างการพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลระดับประชาชน ให้มีความปลอดภัย สามารถนำไปต่อยอด เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการให้บริการ เพิ่มการเข้าถึงบริการทางการเงิน และเข้าถึงนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆได้ โดยเทคโนโลยีในโลกยังช่วยเข้าถึงตลาดทุนได้ง่ายขึ้น นักลงทุนก็ได้สนใจลงทุนไปยังสินทรัพย์ต่างๆ
สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลนั้น ด้านหนึ่งก็เป็นโอกาส แต่อีกด้านก็เป็นความเสี่ยง คือเป็นโอกาสในการลงทุนนวัตกรรมใหม่ๆ ที่มีโอกาสการเติบโตสูง เพิ่มทางเลือกในการจัดสรรสินทรัพย์ และกระจายความเสี่ยง รวมทั้งเพิ่มการเข้าถึงและมีส่วนร่วมในตลาดทุน แต่ก็เป็นสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูงมาก รวมทั้งยังมีความไม่แน่นอนทางด้านกฏระเบียบ และการตรวจสอบทางด้านยืนยันตัวตน และภัยทางไซเบอร์เป็นต้น
ดังนั้นจึงมีความน่าสนใจที่จะช่วยการพัฒนาเรื่องของการดูแล ที่มีความสมดุล ระหว่างความเสี่ยง และไม่ปิดกั้นการพัฒนานวัตกรรม โดยในต่างประเทศมีการพัฒนาด้านสินทรัพย์ดิจิทัลที่แตกต่างการออกไป มีทั้งห้าม และเปิดตลาดซื้อขายที่เชื่อมโยงกับตลาดหลักทรัพย์ รวมถึงประเทศที่ยังรอดูพัฒนาการของตลาด
ส่วนประเทศไทย ภายใต้โครงสร้างการดูแลในปัจจุบัน สินทรัพย์ดิจิทัล อาจจะเป็น 3 ประเภทหลักๆได้แก่ คริปโตเคอเรนซี่ investment token และutility token โดยภาคธุรกิจและกิจการต่างๆก็อาจจะเลือกระดมทุนด้วยการออก investment token และutility token ซึ่ง โดยทั่วไปคือให้สิทธิแก่ผู้ถือในการร่วมลงทุน หรือรับประโยชน์จากโครงการ หรือสินค้าบริการ
เป็นที่น่าสนใจ คือ อาจจะได้เห็น พัฒนาการของตลาดทุนด้านทางการระดมทุนที่หลากหลายมากขึ้น การเข้าถึงฐานนักลงทุนใหม่ๆ ที่ขยายตัวมากขึ้น โดยปัจจุบันการลงทุนด้านสินทรัพย์ดิจิทัล ถือเป็นเรื่องใหม่และโอกาสของตลาดทุน แต่ยังมีช่องว่สงให้พัฒนาอยู่มาก ทั้งกฎหมาย ความรู้ความเข้าใจ
ตลาดหลักทรัพย์ได้มีการเตรียมพร้อม โดยการพัฒนา Ecosystem ที่น่าเชื่อถือ และพร้อมเชื่อมโยงการลงทุนทั้งในตลาด Traditional และ Digital Asset โดยอยู่ระหว่างขออนุญาตทำธุรกิจ Digital Asset Exchange ที่พร้อมเชื่อมต่อ และให้บริการร่วมกับพาร์ทเนอร์ เพื่อให้บริการระดมทุน ลงทุน และบริการที่เกี่ยวเนื่องในตลาด สินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งจะเน้นให้บริการด้านดิจิทัล โทเคน ทั้ง investment token และ utility token บริษัทศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล หรือ Thailand Digital Exchange (TDX ) จะอยู่ภายใต้กลุ่มตลาดหลักทรัพย์ที่จะมุ่งเน้นการพัฒนาแพลตฟอร์มสินทรัพย์ดิจิทัลแบบครบวงจร
“ตลาดหลักทรัพย์ก็ได้มีการเตรียมพร้อม platform ที่มีลักษณะเป็น open architecture ซึ่งอยู่ระหว่างขออนุญาตทำธุรกิจ digital asset exchange ที่พร้อมเชื่อมต่อและให้บริการร่วมกับ partner ต่างๆ เพื่อให้บริการการลงทุน การระดมทุน และบริการที่เกี่ยวเนื่องในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลโดยจะเน้นให้บริการด้าน digital tokens ทั้ง utility และ investment token”
5.ความยั่งยืนกับการพัฒนาตลาดทุนไทย โดยประการสุดท้าย ความยั่งยืนกับการพัฒนาตลาดทุน "ESG ไม่ใช่ทางเลือก แต่คือทางรอดของธุรกิจในอนาคต" การดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนนั้น ต้องมีการขยายแนวคิดให้กว้างขวางขึ้น โดยคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียต่างๆ สังคมและสิ่งแวดล้อม หรือปัจจัยด้าน ESG (Environmental, Social and Governance) “หลักธรรมาภิบาลหรือ governance ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ ได้อย่างยั่งยืน”
การที่องค์กรให้ความสำคัญกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยมีนโยบายบริหารจัดการความเสี่ยงที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ย่อมมีผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ถือหุ้น ตลาดทุนไทยจะมีบทบาทในการผลักดันให้องค์กรมีการเปิดเผยข้อมูล ESG พร้อมกับการพัฒนาระบบนิเวศธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
การเปิดเผยข้อมูลและรายงานด้านความยั่งยืนแก่ผู้ลงทุน นับเป็นกระบวนการสำคัญที่ช่วยให้ผู้ลงทุนและผู้ใช้ข้อมูลได้เห็นถึงมุมมองการดำเนินธุรกิจในมิติที่กว้างกว่าข้อมูลทางการเงิน ส่งผลให้เกิดความเชื่อมั่นต่อองค์กร
นอกจากจะส่งเสริมการนำหลัก ESG มาพัฒนาการดำเนินงานตามลักษณะการประกอบการของธุรกิจแล้ว ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังได้ส่งเสริมเรื่อง ESG ให้กับทุก stakeholders ในตลาดทุนผ่านโครงการต่างๆ เช่น การลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก การจัดการขยะ การปลูกป่า และเตรียมพัฒนา ESG Data Platform เพื่อการนำข้อมูลด้าน ESG ไปใช้ในการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ
ต่อจากนี้ตลาดทุนไทยจะเป็นอย่างไร?
"ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล" ได้กล่าวปิดท้ายไว้ว่า ตลาดทุนไทยเติบโตขึ้นมาก ทั้งในแง่การเป็นแหล่งเงินทุนและช่องทางการลงทุน ส่งเสริมความคล่องตัวให้กับภาคธุรกิจ ผ่านการพัฒนาบริการและโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมสนับสนุนเรื่องความยั่งยืนให้กับผู้มีส่วนได้เสีย และเมื่อมองไปข้างหน้า เราน่าจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง
ก้าวต่อไปของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
เราพร้อมรับทั้งโอกาสและความท้าทายที่จะเกิดขึ้น สิ่งสำคัญคือต้อง “Rethink” และ “Redesign” เพื่อปรับตัวและใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่หยุดที่จะพัฒนาตลาดทุนให้เป็นกลไกที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศต่อไป

