โพยหุ้น คัดหุ้นผู้ผลิตต้นน้ำ – โรงกลั่น ที่จะเป็นผู้ชนะท่ามกลางราคาพลังงานแพง
ตลาดหุ้นยังปั่นป่วนไม่เลิกทำให้นักลงทุนต่างมองหาหุ้นที่น่าสะสม โดย Wealthy Thai ได้หยิบยกหนึ่งในกลุ่มที่จะได้รับผลบวกกลางราคาพลังงานที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ในกลุ่มนี้จะมีหุ้นตัวไหนน่าค้นหา ทีมข่าว Wealthy Thai รวบรวมมาให้นักลงทุนแล้ว
สะท้อนจากมุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า นโยบายคว่ำบาตร ผลักดันภาวะราคาพลังงานแพงลากยาว โดยในช่วงที่เหลือของปี แม้ความต้องการใช้พลังงานเริ่มมีสัญญาณชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลก และผลกระทบการแพร่ระบาดของจีน อย่างไรก็ตาม คาดว่าภาวะราคาพลังงานแพงมีความเป็นไปได้ว่าจะลากยาวไปอีกหลายเดือน เพราะ
1.ผลกระทบจากนโยบายคว่ำบาตรรัสเซียจะทยอยเข้มข้นมากขึ้น (Self-sanction ของบริษัทพลังงานเอกชน และนโยบายแบนการนำเข้าน้ำมันดิบภายใน 6 เดือน – น้ำมันสำเร็จรูปภายในสิ้นปีของ EU) 2.OPEC+ ยังคงเดินหน้าเพิ่มปริมาณผลิตแบบค่อยเป็นค่อยไปที่ 4.32 แสนบาร์เรลต่อวัน ในแต่ละเดือน จนถึงเดือนกันยายน 3.ประเทศที่มี Spare capacity ศักยภาพเพิ่มปริมาณผลิต เช่น ซาอุฯ UAE สหรัฐฯ ยังไม่เร่งเพิ่มปริมาณผลิต
และ4.ปริมาณสินค้าคงคลังทั่วโลกยังอยู่ระดับต่ำ ส่งผลให้ช่วงไตรมาส 2/65 ถึงปัจจุบัน ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยที่ 103 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล เพิ่มขึ้น 8%จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 54%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ราคาถ่านหินเฉลี่ยที่ 297 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน เพิ่มขึ้น15% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 178%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ราคาก๊าซธรรมชาติเฉลี่ยที่ 6.9 ดอลาร์สหรัฐ/ล้านบีทียู เพิ่มขึ้น 50% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 131% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ค่าการกลั่นเฉลี่ยที่ 19.3 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล เพิ่มขึ้น 140%จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 855%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
สำหรับกลุ่มพลังงาน และปิโตรเคมี 13 บริษัทที่ฝ่ายวิจัยศึกษา คาดจะมีกำไรสุทธิไตรมาส 1/65 รวม 8.8 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 23% จากไตรมาสก่อน สาเหตุหลักมาจากการคว่ำบาตรอุตสาหกรรมพลังงานของรัสเซีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตพลังงานรายใหญ่ของโลก ทำให้อุปทานน้ำมันดิบ น้ำมันสำเร็จรูปก๊าซธรรมชาติ ถ่านหินในตลาดตึงตัว หนุนให้
1.ผลประกอบการของหุ้นโรงกลั่น (SPRC, TOP, BCP) ได้ประโยชน์จากการพุ่งขึ้นของค่าการกลั่น (ค่าการกลั่นสิงคโปร์เฉลี่ย 8.0 ดอลลาร์/บาร์เรล เพิ่มขึ้น31% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 353% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สูงสุดรอบ 17 ไตรมาส) และมีกำไรสต็อกน้ำมันจำนวนมาก (คาดทั้งกลุ่มฯ มีกำไรสินค้าคงคลัง 4.1 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น149% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 16%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
2.ผลการดำเนินงานหลักของหุ้นพลังงานต้นน้ำ (BANPU, PTTEP) ได้ประโยชน์ทางตรงจากราคาขายที่สูงขึ้น 3.ปัจจัย บวกเฉพาะตัวของหุ้น IVL (การปรับสัญญาราคาขาย และโรงงานที่หยุดซ่อมกลับมาผลิต)
อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับไตรมาส 1/64 คาดกำไรสุทธิลดลง 7% กดดันจากผลการดำเนินงานหลักที่อ่อนแอของหุ้นปิโตรเคมี (IRPC PTTGC SCC) เพราะ Margin ถูกกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น, ฐาน Spread ปิโตรเคมีสูงผิดปกติในไตรมาส 1/64 จากเหตุการณ์ Polar Vortex ทำให้เกิดปัญหาการผลิตในสหรัฐฯ, ขาดทุน Hedging จำนวนมาก, และผลกระทบจากนโยบายแทรกแซงราคาพลังงานของภาครัฐ (PTT, PTG, OR)

(ที่มา บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด)
ผู้ผลิตต้นน้ำ - โรงกลั่นเป็นผู้ชนะ
เนื่องจากการลงทุนช่วงครึ่งหลังปี 65 มีความเสี่ยงจากความเปราะบางของเศรษฐกิจมหภาค และผลกระทบที่ยังไม่แน่นอนของสงคราม และมาตรการตอบโต้รัสเซียของชาติตะวันตก เชิงกลยุทธ์ให้น้ำหนักกับกรอบการลงทุนระยะสั้นมากกว่า ซึ่งบนสภาพแวดล้อมข้างต้น มองว่าอุตสาหกรรมขั้นกลาง – ปลาย (ปิโตรเคมี โรงไฟฟ้า) จะยังถูกกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบ และ ต้นทุนพลังงานแพง (รวมทั้ง PTT และสถานีบริการน้ำมันยังถูกถ่วงจากนโยบายช่วยเหลือด้านพลังงานของภาครัฐ)
ทั้งนี้มองว่าหุ้นพลังงานต้นน้ำ - โรงกลั่นจะเป็นผู้ชนะในสถานการณ์ดังกล่าว เพราะสินค้าในตลาดตึงตัวจากอุปทานของรัสเซียที่หายไป รวมทั้งประมาณการกำไรยังมี Upside จากสมมติฐานราคาผลิตภัณฑ์ และกำไรสินค้าคงคลังตัวเลือกหลักของกลุ่มฯ ชอบ
1.PTTEP เพราะโมเมนตัมกำไรไตรมาส 2/65 ดีต่อเนื่อง และสมมติฐานราคาน้ำมันมี Upside
2.BANPU สามารถเก็งกำไรงบไตรมาส 1/65 ที่โดดเด่น, ไตรมาส 2/65 ดีต่อจากราคาถ่านหิน - ก๊าซ (สูงสุดรอบ 13 ปี) และ NAV จากแผน Spin off ของ BKV
3.TOP คาดกำไรสุทธิไตรมาส 2/65 เด่นกว่ากลุ่มฯ และมูลค่าหุ้นยังไม่แพง

