โพยหุ้น คัด 5 ธีมการลงทุน เพื่อรับมือความผันผวนจากทั่วโลก
ดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกผันผวนอย่างร้อนแรง ด้วยปัจจัยกดดันทรี่เข้ามาไม่หยุดหย่อน แต่โพยหุ้นสัปดาห์นี้ Wealthy Thai ได้รวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจมาฝากนักลงทุนอีกเช่นเคย ภายใต้ 5 ธีม ที่น่าลงทุน ในช่วงที่ตลาดหุ้นยังเอาแน่เอานอนไม่ได้แบบนี้
โดยรายงานจากนักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ได้ออกมาประเมินทิศทางการลงทุนไว้อย่างน่าสนใจ ซึ่งบอกว่า ได้ปรับลดเป้า SET Index ปี 2565 เป็น 1,650 (จากเดิม 1,680 จุด) เนื่องจากความผันผวนของอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ส่งผลให้ความกลัวต่อมาตรการรัดเข็มขัดของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) เงินหยวนที่อ่อนค่าลง การปรับประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) รวมถึงระดับการใช้มาร์จิ้นที่สูงในตลาด
ทั้งนี้จึงได้ปรับเป้าหมาย SET Index ปี 2565 ของลงเป็น 1,650 จุด (จากเดิม 1,680 จุด) อิงตาม EPS ที่ 100.4 บาท และส่วนต่างผลตอบแทนพันธบัตรกับตลาดหุ้น (EYG) ที่ -0.875SD ขณะที่ประมาณการ EPS ล่วงหน้า 12 เดือนของตลาดถูกปรับขึ้นเป็น 100.4 (+1.5% เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน) และ EPS ถูกปรับฐานไปเป็นปลายไตรมาส 2/2565 จากเดิมคือสิ้นไตรมาสแรก นอกจากนี้ฝ่ายวิจัยยังปรับคาดการณ์อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี สิ้นปี 2565 ขึ้นเป็น 2.60% จากเดิม 2.40% ซึ่งสอดคล้องกับประมาณการของ KBANK
สำหรับปัจจัยเสี่ยงสำคัญในไตรมาส 2/2565 SET Index ทำผลงานได้ดีกว่า MSCI ACWI 5% ในเดือน เม.ย. 2565 และ 12% นับจากต้นปีถึงปัจจุบัน แม้ว่าเศรษฐกิจของไทยจะฟื้นตัวช้ากว่าเศรษฐกิจโลก แม้จำนวนนักท่องเที่ยวขาเข้าฟื้นตัวเร็วขึ้นจากการผ่อนปรนมาตรการการเดินทางเข้าประเทศ แต่นักลงทุนไม่ควรดีใจเร็วเกินไป เนื่องจากจีนและฮ่องกง (30% ของจำนวนนักท่องเที่ยวขาเข้าของไทยในปี 2562) ยังคงบังคับใช้มาตรการเข้า-ออกประเทศที่เข้มงวดภายใต้มาตรการโควิดเป็นศูนย์ ขณะที่ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครนยังคงไม่คลี่คลาย ส่วนอัตราเงินเฟ้ออาจยังคงสูงขึ้นเป็นเวลานาน ทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง
ขณะเดียวกัน Fed จำเป็นต้องเพิ่มความเข้มงวดเกี่ยวกับนโยบายการเงินเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ แต่อาจก่อให้เกิดความกังวลต่อสภาวะเศรษฐกิจถดถอย โดยสภาวะถดถอย 5 รอบจาก 6 รอบที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2518 ส่วนนึงเกิดจากการเร่งขึ้นดอกเบี้ยของเฟด ขณะที่จีนอาจเลือกปรับลดค่าเงินหยวนให้อ่อนค่าเพื่อกระตุ้นการส่งออกและหักลบความเสียหายที่เกิดจากมาตรการล็อกดาวน์
ฝ่ายวิจัยมองว่าค่าเงินหยวนเคลื่อนไหวตามดอลลาร์สหรัฐฯ อย่างใกล้ชิดจนกระทั่งเดือน เม.ย. 2565 ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการส่งออกและเงินทุนไหลออกเช่นเดียวกับในปี 2558 ส่วนการส่งออกของไทยในปี 2558 เคยลดลง 5.9%จากปีก่อนหน้า ขณะที่นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิที่ 664 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในตลาดหุ้นไทยและ ลดลง 4.4 พันดอลลาร์ฯ ในตลาดตราสารหนี้ ส่วน GDP ที่ลดลง และอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อบริษัทไทย โดยคาดว่าประมาณกำไรจะถูกปรับลดลงหลังจากรายงานผลประกอบการไตรมาส 1/2565
ดังนั้นฝ่ายวิจัยตัด BJC BGRIM OSP AMATA BCP และ PSL ออกจากตัวเลือกหุ้นเด่นของเรา และเลือก RBF, CHAYO, KTB, DCC, EPG, SHR และ SPRC ซึ่งมีธีมลงทุนหลักทั้งหมด 5 ธีม ได้แก่
-
ผู้เล่นเติบโตสูง (BE8 RBF และ CHAYO) โดยคาดว่าหุ้นทั้ง 3 ตัวจะรายงานกำไรสุทธิที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งในปี 2565-66
-
ผู้เล่นอัตราตอบแทนสูง (KKP KTB DCC และ DTAC) หุ้นปันผลมักจะเคลื่อนไหวดีกว่าตลาดในช่วงที่ตลาดอ่อนตัวลง
-
ผู้เล่น Defensive (GPSC และ EPG) ราคาน้ำมันที่ลดลงน่าจะส่งผลดีต่อ GPSC และ EPG จากต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง
-
อุปสงค์การเดินทางที่อั้นไว้ (BH MINT SHR BEM และ SPRC) การเปิดเศรษฐกิจ การผ่อนคลายข้อจำกัดในการเดินทางและอุปสงค์ที่อั้นไว้น่าจะช่วยกระตุ้นจำนวนคนไข้ของ BH และช่วยกระตุ้นอัตราการเข้าพักและ ADR ของ MINT และ SHR รวมถึงจำนวนผู้โดยสารของ BEM และอัตราการกลั่นของ SPRC
-
ผู้ที่ได้ประโยชน์จากค่าระวางเรือที่ลดลง (ASIAN SAPPE และ SCGP) ผู้ส่งออกและนำเข้าน่าจะได้รับประโยชน์จากอัตราค่าระวางเรือที่ลดลงในปี 2565

