FTI สุดแกร่งเปิดเทรดพุ่งแรง 60% สวนตลาดร่วง เดินหน้าลุยต่างประเทศ ดันรายได้ 3 ปีโตเฉลี่ย 25%
ถึงคิวการเข้าเทรดของบริษัท ฟังก์ชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ FTI ผู้ประกอบธุรกิจนำเข้า ประกอบผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับระบบบำบัดน้ำ (Water Treatment) ครบวงจร โดยเปิดการซื้อขายได้อย่างสวยงามที่ 4 บาท เพิ่มขึ้น 60% จากราคาไอพีโอหุ้นละ 2.50 บาท หลังจากนั้นราคาหุ้นก็ยังปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น สวนทางดัชนีที่ดิ่งตัวแรง ซึ่งนับจากนี้ FTI จะมีแผนการรนำเนินธุรกิจอย่างไร Wealthy Thai หาคำตอบให้แล้ว
จากราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง ดร.วิกร ภูวพัชร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร FTI ระบุว่า เชื่อว่านักลงทุนมองเห็นโอกาสที่ FTI จะเติบโต และยืนยันว่าการเข้าตลาดหุ้น เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน รวมถึงเชื่อว่านักลงทุนจะเกิดความเชื่อมั่นในโอกาสต่อไป ในการทำการตลาดที่จะเข้าถึงผู้บริโภค รวมทั้งยังสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อบริษัทฯในฐานะที่เป็นผู้นำด้านผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับน้ำอย่างครบวงจรทั้งในประเทศและในภูมิภาคอาเซียน ภายใต้ตราสินค้าของบริษัทฯ ทั้งหมดจำนวน 23 แบรนด์ ที่มีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง โดยต้องขอขอบคุณนักลงทุนที่ให้ความเชื่อมั่นต่อบริษัท พร้อมยืนยันว่าจะรักษาการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจในปี 2565 ตั้งเป้ารายได้เติบโต 25-30 % จากปีก่อน และสามารถสร้างมาร์จิ้นให้ได้ดีกว่าปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามในปีที่ผ่านมาเกิดสถานการณ์โควิด-19 แต่ปี 2565 เชื่อว่าสถานการณ์จะดีขึ้นในทุกภาคส่วน ความมั่นใจของผู้บริษัทมีอัตราการเติบโตขึ้น จึงเชื่อว่าปี 2565 ในระดับดังกล่าว ขณะที่แผนการดำเนินธุรกิจในช่วง 3 ปี (2565-66) จะเติบโตเฉลี่ย 25% โดยเงินระดมทุนทั้งหมดจะเปิดตัวแทนจำหน่ายและสามารถสามารถรายได้กลับมาโดยที่บริษัทมีค่าใช้จ่ายคงที่
“ในอดีตบริษัทประสบความสำเร็จมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วิกฤติปี 2540 ก็ยังมีการเติบโต โดยมีถิติในการทำกำไรทุกปี ไม่เคยมีผลงานขาดทุนอีกด้วย และเชื่อว่าจะเติบโตตามแผนที่วางไว้”ดร.วิกร กล่าว
สำหรับแผนการขยายไปยังต่างประเทศนั้น หลังจากที่ผ่านมา 2 ปี บริษัทได้มีการเปิด Water Store ที่สปป.ลาว กัมพูชา และเมียนมา โดยในปี 2565 คาดได้ดีลเลอร์อีก 1 แห่ง ซึ่งมีแผนเปิดที่กัมพูชาก่อน ที่กรุงพนมเปญ และขยายไปยังเมียนมาตอนเหนือ รวมทั้งขยายที่โซนใต้ของสปป.ลาว ซึ่งเป็นเขตอุตสาหกรรมของประเทศดังกล่าว
โดยการขยายไปต่างประเทศยังมุ่งเน้นที่ 3 ประเทศดังกล่าว เนื่องจาก ปัจจุบัน บริษัทเป็นตัวแทนจำหน่ายเป็นหลัก และเริ่มมาผลิตแบรนด์ตัวเอง ซึ่งใน 3 ประเทศนี้นั้น อย่าง เมียนมา แม้จะใกล้กับจีน แต่เมียนมาประชากรใกล้เคียงกับไทย โอกาสที่จะขายผ่านระบบชายแดนไทยมีสูงกว่า โดยประชากรกว่า 50 ล้านคน คือกลุ่มเป้าหมายที่บริษัทจะทำ ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นไป
ส่วนสปป.ลาว ถึงแม้ประชากรน้อย แต่บริษัทมองถึงอุตสาหกรรมที่จะเกิดขึ้น โดยนักลงทุนที่จะเข้าไปในประเทศดังกล่าว ในย่านสะหวันนะเขต บริษัทจะมีการตั้งร้านที่นั่น เพื่อสร้างการเติบโต ขณะที่กัมพูชา มีแผนเปิดสาขาที่พนมเปญในช่วง 1 เดือนจากนี้ โดยภาพรวมแล้ว บริษัทจะจำหน่ายกลุ่มลูกค้าตลาดกลาง-ล่าง เป็นหลัก ซึ่งเป็นกลุ่มตลาดที่บริษัทมีความชำนาญ ส่วนร้าน Aquatek ที่เป็นร้านขายพรีเมียม โดยในช่วง 1-2 ปีนี้ จะเน้นทำการตลาดที่ประเทศไทยก่อน
ทั้งนี้ ภายหลังจากการระดมทุน จะทำให้บริษัทฯ มีศักยภาพด้านฐานเงินทุนที่สูงขึ้น และยังเป็นการเพิ่มศักยภาพธุรกิจให้สามารถรองรับการเติบโตในอนาคต พร้อมๆ กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพในการบริการให้กับลูกค้าจากการสร้างคลังและส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการเดินหน้าเพื่อรุกขยายไปในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ ลาว พม่า และกัมพูชา ซึ่งจะสนับสนุนการเติบโตทั้งในส่วนของรายได้ และกำไร จากงานที่จะเข้ามาเพิ่มมากขึ้นอย่างก้าวกระโดด
“ผมต้องขอขอบคุณนักลงทุนที่ให้การต้อนรับหุ้น FTI อย่างอบอุ่น โดยทีมผู้บริหารและพนักงานพร้อมจะเดินหน้าทำงานด้วยความมุ่งมั่น เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน และมั่นคง ตลอดจนสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้น โดยเชื่อว่าหลังจากนี้ในอีก 1-3 ปีข้างหน้าบริษัทฯ จะมีความแข็งแกร่งด้านฐานะการเงินเพิ่มขึ้น และพร้อมจะผลักดันให้มีการเติบโตได้ต่อเนื่อง เพื่อบรรลุเป้าหมายของการเป็นผู้นำตลาดค้าส่ง (B2B) สินค้าเกี่ยวกับระบบบำบัดน้ำ (Water Treatment) อนาคตไกล และสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่นักลงทุนในระยะยาว”ดร.วิกรกล่าว
ด้านนายวิชา โตมานะ กรรมการผู้จัดการ สายงานวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย)จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและในฐานะแกนนำในการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุน บริษัท ฟังก์ชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ FTI กล่าวว่า การเปิดซื้อขายหุ้นในวันแรกประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี และสร้างความประทับใจให้กับผู้ถือหุ้น ซึ่งในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินมีความภูมิใจอย่างยิ่ง และถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของบริษัทฯ ซึ่งจะสามารถนำเงินที่ได้รับจากการระดมทุนในครั้งนี้ไปต่อยอดธุรกิจ สร้างความเข้มแข็ง พร้อมทั้งผลักดันการเติบโตให้เป็นไปตามที่ตั้งเป้าหมาย รวมทั้งเชื่อว่า FTI จะเป็นหุ้นที่มีคุณสมบัติครบเป็นหุ้นไฮบริด ทั้ง Growth Stock และDividend Stock ได้อย่างแน่นอน
