หรือจะหมดรอบขาลง BGRIM ราคาย้อนหลัง 1 ปีทรุด 22.03% แต่นักวิเคราะห์มองบวก กำไรจะฟื้นตัว
กลับมาอีกครั้งกับการรายงานความเคลื่อนไหวของหุ้นขวัญใจมหาชนซึ่งหุ้นที่เราหยิบขึ้นมาในรอบนี้ก็คือ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM โดยราคาหุ้นตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน(ณ วันที่ 31 พ.ค.65)ได้มีการปรับลงกว่า 14.81%และหากเป็นช่วง 1 ปีย้อนหลังก็ได้มีการปรับลงถึง 22.03% จนทำให้ราคาลงมาอยู่ที่ 35.00 บาท/หุ้น
แต่ความน่าสงสัยก็คือการปรับลดลงในครั้งนี้ของราคาหุ้นจะใกล้จุดสิ้นสุดและเป็นเวลาที่จะเข้าลงทุนได้ในช่วงเวลาใด วันนี้ทาง Wealthy Thai ก็จะพานักลงทุนมาไขข้อสงสัยกัน
โดยบทวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้ไว้ว่าแนวโน้มไตรมาส2/65 และปี 2565 เรายังคงประมาณการกำไรเอาไว้เท่าเดิม แต่มองว่ายังมีความเสี่ยงด้าน downside อีกจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาก๊าซธรรมชาติเฉลี่ยสูงเกินคาดที่ 440-450 บาท/ล้าน BTU และคาดว่ากำไรจากธุรกิจหลักในไตรมาส 2/65 จะทรงตัวไตรมาสก่อนหน้าเนื่องจากอุปสงค์การใช้ไฟฟ้าตามฤดูกาล
รวมถึงการบริหารจัดการต้นทุนอย่างต่อเนื่องและการปรับขึ้นค่า Ft จะช่วยชดเชยผลกระทบจากต้นทุนก๊าซที่แพงขึ้นและการปิดซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้าตามแผนของโครงการ ABP5และ BGPATI ได้ นอกจากนี้การที่เงินบาทยังคงอ่อนค่าลง QTD เมื่อเทียบกับ USD จะทำให้เกิดผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่รับรู้ ในไตรมาส 2/65 ดังนั้น เราจึงคาดว่าผลประกอบการน่าจะฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลังปี 65 มากกว่าครึ่งปีแรก
คำแนะนำ ซื้อ และราคาเป้าหมาย DCF ใหม่ที่ 41.00 บาท เราเชื่อว่าจะเห็นแนวโน้มราคาพลังงานที่ชัดเจนมากขึ้นในไตรมาส 2/65 เป็นอย่างเร็วโดยนักวิเคราะห์ในตลาดน่าจะอยากหาจุดต่ำสุดของผลประกอบการรายไตรมาสในรอบปีนี้ให้เจอก่อนที่จะกลับมามองบวกมากขึ้นกับ BGRIM เราแนะนำให้นักลงทุนประเภทที่รับความเสี่ยงได้ (Risk-lover) เริ่มซื้อสะสมเพราะเชื่อว่าวัฏจักรการปรับลดประมาณการของ consensus ใกล้จะจบลงแล้ว ส่วนในเชิงเทคนิคเราพบว่าราคาหุ้นเพิ่งจะทะลุแนวต้านระยะสั้นขึ้นมาและกำลังวิ่งขึ้นไปทดสอบระดับ 35 บาท
ฟากบริษัท หลักทรัพย์ ฟิลลิป ประเทศไทย จำกัด มหาชน ก็ได้ออกบทวิเคราะห์มาในทิศทางเดียวกันว่า ยังแนะนำ "ซื้อ" ราคาพื้นฐานที่ 44 บาท แม้กำไรไตรมาส 1/65 จะต่ำกว่าคาด แต่ราคาหุ้นได้สะท้อนปัจจัยลบไปมากแล้วคาดผลประกอบการของบริษัทมีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นในช่วงที่เหลือของปีเนื่องจากจะรับรู้การปรับค่า FT ที่จะมีผลตั้งแต่ พ.ค. รวมไปถึงจะมีการ COD โรงไฟฟ้า SPP กว่า 700 เมกะวัตต์ ในช่วงครึ่งปีหลังปี 65 ซึ่งจะใช้เทคโนโลยีใหม่ที่จะลดปริมาณการใช้ก๊าซธรรมชาติถึง 15%
