Official Update :

6 จุดเด่นหุ้น OR หุ้นเรือธงกลุ่ม PTT พร้อมเข้าตลาดหุ้นดันอัตรากำไรโตต่อเนื่อง

ใกล้จะถึงเวลาที่รอคอยแล้ว กับหุ้นไอพีโอสุดฮอต ณ วินาทีนี้ ที่ถูกพูดถึงมากท่สุด อย่างบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ผู้น้ำด้านการค้าปลีกน้ำมัน ล่าสุดได้แถลงข่าวเปิดตัวอย่างเป็นทางการเตรียมพร้อมเข้าเทรดภายในเดือน ก.พ.นี้ โดยประกาศชัดเจนว่า เป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุดแล้ว ที่ OR จะเดินหน้าสร้างการเติบโตครั้งใหม่ให้กับธุรกิจ


นายพงศ์ศักดิ์ พฤกษ์ไพศาล กรรมการผู้จัดการ บริษัท หลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาการเงินของ OR เปิดเผยว่า คาดจะสามารถนำหุ้น OR เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นวันแรกภายในต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2564 นี้ โดยจะเสนอขายหุ้นไอพีโอจำนวนไม่เกิน 2,610,000,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 22.5 ของจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดที่ออกและจำหน่ายได้แล้วของบริษัทฯ ภายหลังที่มีการเสนอขายหุ้นสามัญครั้งนี้ (ในกรณีที่มีการเสนอขายหุ้นทั้งจำนวน โดยไม่มีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน)


ทั้งนี้แบ่งเป็น (ก) หุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 300,000,000 หุ้น เพื่อเสนอขายให้แก่ประชาชนทั่วไปเฉพาะกลุ่มซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นเดิมของ ปตท. ที่มีสิทธิได้รับการจัดสรรหุ้นตามสัดส่วนการถือหุ้นของ ปตท. (“ผู้ถือหุ้นของ ปตท. เฉพาะกลุ่มที่มีสิทธิได้รับการจัดสรรหุ้น”) ทั้งนี้ ณ วันปิดการเสนอขายหุ้นทั้งหมดจำนวน 2,610,000,000 หุ้น หากมีผู้จองซื้อหุ้นเป็นจำนวนมากกว่าหุ้นทั้งหมดที่เสนอขายดังกล่าว บริษัทฯ อาจมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกินให้แก่ผู้ลงทุนจำนวนไม่เกิน 390,000,000 หุ้น อีกทั้ง การจัดสรรหุ้นของ OR ในส่วนของผู้ลงทุนรายย่อยในครั้งนี้จะไม่มีการจัดสรรหุ้นผ่านผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย


โดยได้กำหนดช่วงราคาเสนอขาย 16.00 – 18.00 บาทต่อหุ้น ซึ่งผู้จองซื้อรายย่อย สามารถจองซื้อได้ที่ธนาคารกรุงเทพ กสิกรไทย และกรุงไทย ที่สำนักงานใหญ่และทุกสาขาทั่วประเทศและผ่านช่องทางออนไลน์ ในวันที่ 24 มกราคม 2564 – เวลา 12:00 น. (เที่ยง) ของวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2564 โดยจัดสรรแบบวิธี Small Lot First เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้รับการกระจายหุ้นอย่างทั่วถึง และสำหรับผู้ถือหุ้น ปตท. เฉพาะกลุ่มที่มีสิทธิได้รับจัดสรรหุ้น สามารถจองซื้อได้ที่บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ในวันที่ 25-28 มกราคม 2564


ขณะที่ปัจจุบันผู้ลงทุนสถาบันที่เป็นผู้ลงทุนเฉพาะเจาะจงที่จองซื้อ OR ทั้งสถาบันในประเทศ และต่างประเทศมีจำนวนรวมกันทั้งสิ้น 28 ราย คิดเป็นสัดส่วนที่ระดับ 65.70% โดยแบ่งเป็นผู้ลงทุนสถาบันในประเทศไทยจำนวน 19 แห่ง และต่างประเทศจำนวน 9 แห่ง คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้นประมาณ 30,857 ล้านบาท


ด้านนางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ รักษาการแทนประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ OR เปิดเผยว่า จุดเด่นของบริษัทประกอบด้วย 1 ดำเนินธุรกิจมากว่า 40 ปี ล่าสุดปี 62 มีมาร์เก็ตแชร์ที่ 38.9% เป็นอันดับ 1 ต่อเนื่องมายาวนานกว่า 23 ปี และเป็นอัตราที่มากกว่าอันดับ 2 กว่า 2 เท่าตัว พร้อมทั้งวางเป้าหมายรักษาผู้นำมาเก็ตแชร์อย่างต่อเนื่อง ส่วนการตลาดเชิงพาณิชย์ บริษัทยังเป็นผู้นำตลาดทุกสินค้าทั้งน้ำมันหล่อลื่น ธุรกิจ LPG เป็นต้น


2.บริษัทสามารถเข้าถึงแหล่งพลังงานทั้งในกลุ่ม PTT และกลุ่มบริษัทอื่นๆได้อีกด้วย 3. สามารถส่งมอบเชื้อเพลิงให้กับลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศโดยมีคลังสินค้าทุกจุดสำคัญในไทย กว่า 53 จุด 4.เดินหน้าขยายธุรกิจนอนออยส์ที่มีอัตรากำไรสูง 5. ต่อยอดความสำเร็จด้วยขยายขยายธุรกิจไปต่างประเทศ และ 6 บริษัทถือเป็นเรือธงสำคัญของ PTT ซึ่งหลังไอพีโอ PTT จะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นหลัก และสนับสนุน OR อย่างต่อเนื่อง


“ORในฐานะบริษัท Flagship ของ ปตท. ด้านการดำเนินธุรกิจน้ำมันและธุรกิจค้าปลีก โดยมีความเป็นผู้นำในการจัดจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศไทยด้วยส่วนแบ่งการตลาดประมาณร้อยละ 38.9 (เมื่อพิจารณาจากปริมาณการขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงของสถานีบริการในปี 2562 โดย Wood Mackenzie) การมีเครือข่ายระบบจัดเก็บและการกระจายผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทั่วประเทศไทย การเดินหน้าพัฒนาธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่น ๆ (Non-Oil) ซึ่งส่งเสริมธุรกิจค้าปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงได้เป็นอย่างดี และความมีศักยภาพในการเติบโตสูงทั้งในและต่างประเทศ มีรากฐานทางธุรกิจที่มั่นคงในประเทศกัมพูชา ฟิลิปปินส์ และ สปป.ลาว อีกทั้งยังมีความสามารถในการขยายธุรกิจสู่ประเทศอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง”นางสาวจิราพร กล่าว


ทั้งนี้แผนการเดินงาน 5 ปีนับจากนี้ บริษัทกำหนดงบลงทุนที่ระดับ 74,600 ล้านบาท โดยเพื่อรองรับธุรกิจสถานีน้ำมันสัดส่วนราว 34% ธุรกิจนอนออยส์ราว 28% ธุรกิจต่างประเทศราว 21% และรองรับการขยายธุรกิจ พร้อมทั้งเปิดโอกาสธุรกิจใหม่อีก 15%



นอนออยส์ให้มาร์จิ้นสูง


นางสาวจิราพร กล่าวอีกว่า
ธุรกิจน้ำมันและธุรกิจค้าปลีก ยังสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีในระยะยาว โดยบริษัทจะเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ด้วยการนำเทคโลโลยีเข้ามาใช้ให้เกิดประโยชน์ พร้อมทั้งมีแผนขยายสถานีให้บริการปีละ 100 แห่ง ส่งผลให้ปี 2568 จะมีสถานีบริการที่ 2,500 แห่ง ทั้งเป็นการขยายผ่านเฟรนไซส์ และดำเนินการเอง และยังมีแผนจำหน่ายน้ำมันเบนซีนแบบพรีเมี่ยมอีกด้วยในอนาคต


นอกจากนี้ยังมีแผนสร้างฐานรายได้จากธุรกิจ Non-Oil เพราะมีผลตอบแทนสูง ทั้งการพัฒนาความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ รวมทั้งการ M&A แบรนด์อื่นๆ อีกด้วย มีแผนขยาย Café Amazon” แบรนด์ร้านกาแฟชั้นนำของประเทศไทยประมาณ 2,100 แห่ง รวมทั้งจำหน่ายสินค้าอื่นๆที่นอกเหนือจากเครื่องดื่มอีกด้วย


ส่วนเท็กซัส ชิคเก้น (Texas Chicken) มีแผนขยาย 20 แห่งต่อปี พร้อมเฟรนไซส์ในอนาคต นอกจากนี้ยังมีแผนเปิด Jiffy ทุกแห่งในสถานีบริการน้ำมัน รวมทั้งยังคงเป็นพันธมิตรที่ดีต่อ เซเว่น อีเลฟเว่น ส่วนธุรกิจต่างประเทศยังมีแผนขยายอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยร่วมกับผู้ประกอบการท้องถิ่นด้วย


สำหรับบริษัทดำเนินธุรกิจน้ำมัน และธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่น ๆ (Non-Oil) อย่างผสมผสานกันทั้งในประเทศและต่างประเทศ ประกอบด้วยการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ในตลาดค้าปลีกและตลาดพาณิชย์ ธุรกิจร้านกาแฟ ร้านอาหารและเครื่องดื่มอื่น ๆ ร้านสะดวกซื้อ และการบริหารจัดการพื้นที่เช่า มีแบรนด์ซึ่งเป็นที่นิยมและได้รับการตอบรับอย่างกว้างขวาง เช่น “PTT Station” แบรนด์สถานีบริการน้ำมัน ที่มีสาขา 1,968 แห่งในประเทศไทย และ 329 แห่งในต่างประเทศ


“Café Amazon” แบรนด์ร้านกาแฟชั้นนำของประเทศไทยที่มีจำนวน 3,168 ร้านในประเทศไทย และ 272 ร้านในต่างประเทศ ศูนย์บริการยานยนต์ “FIT Auto” จำนวน 56 แห่งในประเทศไทย และ 4 แห่งในต่างประเทศ ร้านสะดวกซื้อภายใต้แบรนด์ “7-Eleven” ในสถานีบริการ และแบรนด์ “Jiffy” จำนวนรวมกัน 1,960 ร้านในประเทศไทย และ 86 ร้านในต่างประเทศ เป็นต้น (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2563)


“เราเชื่อมั่นว่าช่วงเวลานี้ถือเป็นจังหวะเวลาอันเหมาะสมที่ OR พร้อมเดินหน้าสู่การเติบโตครั้งใหม่ ด้วยการเสนอขายหุ้น IPO และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จากจุดแข็ง รากฐานทางธุรกิจและกลยุทธ์การเติบโตอันแข็งแกร่งของ OR เพื่อก้าวสู่ความเป็นแบรนด์ไทยชั้นนำระดับโลกอย่างแท้จริง กับแนวคิดธุรกิจ “Retailing Beyond Fuel” วันนี้ เราพร้อมเปิดโอกาสให้ทุกคนได้มาร่วมเป็นเจ้าของและต่อยอดสู่การเติบโตที่ไกลกว่าเดิม”นางสาวจิราพร กล่าว


ด้านประเด็นการโอนสินทรัพย์จาก PTT เพื่อแยก OR นั้นบริษัทมีการดำเนินการอย่างรอบคอบ โดยบริษัทมีการซื้อธุรกิจจาก PTT ด้วยราคาตลาด โดยเป็นราคาที่ผู้ประเมินราคาอิสระ และที่ปรึกษาทางการเงินที่ได้รับการรับรองจากสำนักงาน ก.ล.ต. เป็นผู้ประเมินราคา โดยการโอนเกิดขึ้นเมื่อปี 2561 ซึ่งในปีนั้นทาง PTT ก็ได้มีการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากส่วนต่างราคาโอนระหว่างราคาตลาด กับราคาทางบัญชี โดย PTT จ่ายภาษีให้กับกระทรวงการคลังในปี 2561 จำนวน 1.6 หมื่นล้านบาท และรายงานงบการเงินของทั้ง 2 บริษัทได้รับการรับรองจาก สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินอย่างไม่มีเงื่อนไข


นางสาวราชสุดา รังสิยากูล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลยุทธ์องค์กร นวัตกรรมและความยั่งยืน OR กล่าวว่าประเด็นค่าการตลาดหรือมาร์จิ้นเป็นที่ทราบกันดีว่าระบบการค้าน้ำมันของตลาดบ้านเราเป็นเสรีกว่าที่จะมาเป็นราคาหน้าปั๊มราว 60% ของราคาหน้าปั๊มมาจากราคาน้ำมันในตลาดโลก และอีก 30% มาจากภาษีและกองทุน และอีก 5% จะเป็นค่าการตลาด แต่อย่างไรก็ตามปัจจุบันราคาน้ำมันในตลาดโลกยังไม่ได้ผันผวนรุนแรงเหมือนอดีตที่ผ่านมาที่วิ่งไปถึงระดับ 140-150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งขณะนี้ยังไม่เห็นปัจจัยที่จะทำให้ถึงจุดดังกล่าวดังนั้นค่าการตลาดในระยะ 3-5 ปียังเชื่อว่าจะอยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพที่ใกล้เคียงกับอดีตที่ผ่านมา


ส่วนมาร์จิ้นของธุรกิจนอนออยส์ที่ต้องยอมรับว่าให้ผลตอบแทนสูงกว่าธุรกิจน้ำมันเป็นอย่างมาก จึงทำให้บริษัทมุ่งเน้นสร้างกำไรจากธุรกิจนี้ ดังนั้นเมื่อรวม 2 ธุรกิจแล้ว สัดส่วนการทำกำไรของบริษัทจะมาจากธุรกิจนอนออยส์เป็นสัดส่วนที่สูงขึ้น


ทั้งนี้ โออาร์ ได้วาง 6 กลยุทธ์การดำเนินงานเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและขยายธุรกิจ ประกอบด้วย 1.รักษาความเป็นผู้นำทั้งตลาดค้าปลีกและตลาดพาณิชย์ในประเทศไทย 2.มุ่งส่งเสริมการเติบโตของกลุ่มธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่น ๆ (Non-Oil) สร้างฐานรายได้และเพิ่มขีดความสามารถในการทำกำไร 3.ต่อยอดความสำเร็จ ความชำนาญ เพื่อการขยายตัวสู่ระดับภูมิภาค และระดับโลก


4.เสริมสร้างศักยภาพ ขยายโอกาสการเติบโตด้วยเทคโนโลยี และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก (Big Data Analytics) (5) ลงทุนครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทาน บริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยี และ 6.มุ่งสร้างคุณค่าและการมีส่วนร่วมต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม ทั้งประเทศชาติ สังคมชุมชน ผู้ถือหุ้น ลูกค้า คู่ค้า และพนักงานอย่างสมดุล


นายพิจินต์ อภิวันทนาพร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารการเงิน OR กล่าวว่า บริษัทมีนโยบายจ่ายเงินปันผลปีละ 2 ครั้ง นโยบายจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 30.0 ของกำไรสุทธิหลังหักสำรองต่าง ๆ ทุกประเภทตามที่กฎหมายและบริษัทฯ กำหนดไว้ในแต่ละปี


ขณะที่วัตถุประสงค์ของการระดมทุนในครั้งนี้ เพื่อนำไปใช้ในการขยายเครือข่ายสถานีบริการน้ำมัน การขยายธุรกิจสำหรับตลาดพาณิชย์ การลงทุนในคลังเก็บผลิตภัณฑ์และศูนย์กระจายสินค้า การขยายเครือข่ายร้านค้าปลีก การลงทุนในธุรกิจต่างประเทศ รวมทั้งใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ


โดยมี บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันซ่า จำกัด บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย และบริษัทฯ


ทั้งนี้ OR มีกระแสเงินสดที่มั่นคงจากกลุ่มธุรกิจน้ำมัน และมุ่งมั่นที่จะสร้างรายได้เพิ่มจากกลุ่มธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่นๆ (Non-Oil) ที่มีความหลากหลาย ซึ่งมีการเติบโตและอัตรากำไรอยู่ในระดับสูง โดย โออาร์ มีรายได้จากการขายและการให้บริการจำนวน 543,275.7 ล้านบาท 592,072.8 ล้านบาท 577,134.0 ล้านบาท 430,341.1 ล้านบาท และ 319,308.4 ล้านบาท สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2560 วันที่ 31 ธันวาคม 2561 และวันที่ 31 ธันวาคม 2562 และสำหรับงวดเก้าเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2562 และวันที่ 30 กันยายน 2563 ตามลำดับ


และมีกำไรสุทธิจำนวน 9,768.7 ล้านบาท 7,851.3 ล้านบาท 10,895.8 ล้านบาท 8,947.5 ล้านบาท และ 5,868.5 ล้านบาท สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2560 วันที่ 31 ธันวาคม 2561 และวันที่ 31 ธันวาคม 2562 และสำหรับงวดเก้าเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2562 และวันที่ 30 กันยายน 2563 ตามลำดับ (ทั้งนี้ ข้อมูลสำหรับปี 2560 และ 2561 อ้างอิงจากข้อมูลทางการเงินรวมเสมือน ในขณะที่ข้อมูลสำหรับปี 2562 และสำหรับงวดเก้าเดือนปี 2562 และ 2563 อ้างอิงจากงบการเงินรวมตรวจสอบตามกฎหมาย)

This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”