เจาะข้อมูล “ดีสโตน” ผู้ผลิตยางรถยนต์รายใหญ่ กับยอดขายเกือบ 2 หมื่นล้านบาท กำลังเดินหน้าเข้าตลาดหุ้น

ไทยเป็นประเทศที่เป็นจุดยุทธศาสตร์จากการเป็นผู้ผลิตยางรายใหญ่ที่สุดของโลก ทำให้ผู้ประกอบการที่อยู่ในอุตสาหกรรมยางล้อรถยนต์และมีโรงงานตั้งอยู่ในไทยย่อมได้รับผลบวกจากข้อได้เปรียบนี้ เพราะสามารถเข้าถึงยางธรรมชาติซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตได้ง่ายและมีต้นทุน ซึ่ง “บริษัท ดีสโตน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)” ผู้ผลิต จำหน่าย และส่งออกยางล้อสำหรับยานพาหนะประเภทต่าง ๆ เป็นหนึ่งผู้ที่ได้รับประโยชน์ดังกล่าว


โดย บริษัท ดีสโตน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นหนึ่งในผู้ผลิตยางล้อชั้นนำมาตรฐานระดับโลกของประเทศไทย มีเครือข่ายการขายและการจัดจำหน่ายที่กว้างขวางกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ล่าสุดบริษัทได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (...) เตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศ (ตลท.) โดยใช้ชื่อย่อหลักทรัพย์ว่า “DEE” เพื่อขยายกำลังผลิตสร้างการเติบโตที่มากกว่า ดังนั้นก่อนที่บริษัทจะเข้าทำการซื้อขาย Wealthy Thai จึงอยากชวนนักลงทุนมาดูว่าธุรกิจของ ดีสโตน น่าสนใจแค่ไหนและมีเป้าหมายในอนาคตอย่างไร



ดีสโตน ผู้ผลิตยางสัญชาติไทยไปตลาดโลก

ดีสโตนเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายยางล้อหลากหลายรูปแบบ เช่น ยางรถจักรยานยนต์และจักรยาน (Two-Wheel) ยางไบแอส (Bias Tire) สำหรับรถและเครื่องจักรที่ใช้ในภาคการเกษตรและอุตสาหกรรม ยางเรเดียลสำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถบรรทุกขนาดเล็ก รวมถึงยางรถบรรทุกและรถโดยสาร ภายใต้แบรนด์ของบริษัท ได้แก่ Deestone, Thunderer, D-master, BLU HORSE และแบรนด์ของลูกค้า (Private Brand) ในตลาดต่างประเทศ  นอกจากนี้ ยังมีการผลิตและจำหน่ายชิ้นส่วนยางอื่นๆ รวมถึงผลิตภัณฑ์ในเชิงอุตสาหกรรมอื่นๆ ด้วย


โดยสินค้าของดีสโตนจะวางขายในประเทศผ่านตัวแทนจำหน่ายสินค้าช่องทาง Traditional Trade จำนวนกว่า 400 แห่ง ซึ่งครอบคลุมทุกจังหวัดในประเทศไทย และร้านค้าช่องทาง Modern Trade ซึ่งเป็นศูนย์บริการบำรุงรักษารถยนต์ชั้นนำ จำนวนกว่า 300 แห่ง ส่วนตลาดต่างประเทศ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564 ดีสโตนส่งสินค้าไปขายยังต่างประเทศผ่านตัวแทนจำหน่ายสินค้ากว่า 100 ประเทศทั่วโลก



เข้าถึงวัตถุดิบง่าย
-ต้นทุนต่ำ

จุดแข็งที่ทำให้ดีสโตนได้เปรียบและสามารถแข่งขันกับผู้ผลิตยางล้อรถยนต์ในตลาดโลกได้คือ การเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบที่อุดมสมบูรณ์ แรงงานมีองค์ความรู้ และมีต้นทุนค่าแรงที่ต่ำกว่ากว่า นับตั้งแต่ปี 2534 ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตยางธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดในโลก โดยยางธรรมชาติเป็นวัตถุดิบหลักสำหรับการผลิตยางล้อรถยนต์ จึงช่วยให้ผู้ผลิตยางล้อในไทยลดความผันผวนของราคายางธรรมชาติได้ นอกจากนี้ ทำเลที่ตั้งของไทยซึ่งใกล้กับประเทศที่กำลังพัฒนา เช่น กัมพูชา สปป.ลาวและประเทศเมียนมา จะทำให้ผู้ประกอบการในไทยสามารถเข้าถึงแรงงานจำนวนมากในต้นทุนที่ต่ำแต่มีทักษะความสามารถสำหรับการผลิตยางล้อได้



เติบโตดีกว่าอุตสาหกรรม

สำหรับผลประกอบการย้อนหลัง ดีสโตนมีรายได้จากการขายสินค้าเติบโตจาก 18,077.3 ล้านบาท ในปี 2561 เป็น 19,132.4 ล้านบาท ในปี 2564 หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) อยู่ที่ 1.9%


ส่วนกำไรมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) อยู่ที่ 18% จาก 836.3 ล้านบาท ในปี 2561 เป็น 1,374.0 ล้านบาท ในปี 2564 ซึ่งทำได้ดีกว่าอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ของตลาดยางล้อทั่วโลกที่ลดลง 1% เมื่อพิจารณาจากปริมาณการขายระหว่างปี 2561 ถึงปี 2563 ตามข้อมูลของ Frost & Sullivan



ตั้งเป้าเพิ่มกำลังผลิตแตะ
4.5 แสนตัน

เพื่อขยายฐานลูกค้าและรองรับการเติบโตในตลาดโลก ดีสโตนมีแผนเพิ่มกำลังการผลิตที่ติดตั้งให้มากกว่า 450,000 ตันภายในปี 2569 จากปี 2564 อยู่ที่ราว 339,675 ตัน โดยเฉพาะกำลังการผลิตที่ติดตั้งแล้วสำหรับยางเรเดียลสำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถบรรทุกขนาดเล็ก ยางรถบรรทุกและรถโดยสาร และยางไบแอส (Bias Tire) สำหรับรถและเครื่องจักรที่ใช้ในภาคการเกษตรและอุตสาหกรรม ด้วยการลงทุนในเครื่องจักร อุปกรณ์การผลิตใหม่ และการก่อสร้างโรงงานใหม่ 2 แห่ง


ปัจจุบันดีสโตนมีโรงงาน 5 แห่งในประเทศไทย มีคลังสินค้า 20 หลัง และศูนย์กระจายสินค้า 8 แห่ง และมีความสามารถในการจัดเก็บวัตถุดิบรวมมากกว่า 27,200 ตัน รวมถึงสินค้าที่ผลิตเสร็จแล้วมากกว่า 30,300 ตัน



สัดส่วนการถือครองหุ้น

ดีโสตนมีทุนจดทะเบียน 3,132 พันล้านบาท โดยเป็นทุนจดทะเบียนชำระแล้ว 2,705 พันล้านบาท โครงสร้างการถือหุ้น ณ วันที่ 15 ต.ค. 64 มีผู้ถือหุ้นใหญ่เป็น กลุ่มครอบครัววงศาริยวานิช รวม 72.22% ซึ่งภายหลังเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จะลดสัดส่วนลงเหลือ 63.36% (ภายใต้สมมติฐานว่ามีการใช้สิทธิซื้อหุ้นส่วนเกินทั้งจำนวน) ส่วน Fitzroy Capital Group Limited ถือหุ้น 10% และ Stanhurst Power Limited ถือหุ้น 10% จะขายหุ้นออกทั้งสองราย



ข้อมูลเสนอขายหุ้น
IPO

ดีโสตนจะเสนอขายหุ้น IPO จำนวนไม่เกิน 842,000,000 ล้านหุ้น คิดเป็นไม่เกิน 28% ของทุนชำระแล้วหลัง IPO แบ่งเป็น

  1. หุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 301,000,000 หุ้น

  2. หุ้นสามัญเดิม เสนอขายโดย Fitzroy Capital Group Limited จำนวนไม่เกิน 270,500,000 หุ้น

  3. หุ้นสามัญเดิม เสนอขายโดย Stanhurst Power Limited จำนวนไม่เกิน 270,500,000 หุ้น


ทั้งนี้ อาจมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน (Over-Allotment) จำนวนไม่เกิน 126,000,000 หุ้น คิดเป็นไม่เกิน 15% ของจำนวนหุ้นที่เสนอขายในครั้งนี้ โดยดีโสตนมีราคาพาร์อยู่ที่ 1.00 บาท และจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (SET) หมวดธุรกิจยานยนต์ โดยมี บล.กสิกรไทย และบล.เกียรตินาคินภัทร เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน


ส่วนวัตถุประสงค์ในการระดมทุน ดีสโตนจะใช้ชำระคืนเงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงินต่างๆ สร้างโรงงานแห่งใหม่เพื่อเพิ่มกำลังการผลิต และพัฒนาระบบและจัดซื้อเครื่องจักรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รวมถึงซื้อวัตถุดิบและเป็นเงินทุนหมุนเวียนของบริษัท



ศุภมาศ ศรีขำ

นักข่าวสายการเงินและตลาดทุน ที่คลุกคลีกับวงการข่าวมาตั้งแต่เด็ก ชื่นชอบการออกไปหาประสบการณ์และการเรียนรู้ใหม่ๆ อยากถ่ายทอดมุมมองและประสบการณ์เกี่ยวกับการเงิน และตลาดทุนให้ผู้อ่านทุกคนใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เพื่อไปถึงเป้าหมายการลงทุนที่ตั้งไว้

Most Viewed
Fund Move
“ROH” จะยื้อได้แค่ไหน? หลังตีความต่างมุมเรื่อง “ปมการชำระเงิน” ด้าน “GROREIT” ไม่หวั่น-เหตุ “มีทางออก” ชัดเจน !!!
Updated 22 hours ago
Stock of the Day
เงินเฟ้อสหรัฐต่ำคาด ตลาดหั่นโอกาส Fed ขึ้นดอกเบี้ย Bond Yield ลด หนุนสินทรัพย์เสี่ยง ชู GULF-WHA-KTB-ADVANC เด่น
Updated 22 hours ago
Stock of the Day
หุ้นโรงกลั่นเด้งยกแผง รับ Spread Jet-Gasoil พุ่ง แนวโน้มค่าการกลั่นสูงยาวถึงปี 71 โบรกฯ คงมุมมอง Bullish ชู SPRC เด่น
Updated 1 day ago
Stock of the Day
เอเซียพลัส เปิดโผ “หุ้นเด่นหลบภัย” รับฟันด์โฟลว์ไหลเฉียด 5 หมื่นล้าน หุ้นไทยยืนหนึ่ง P/E ถูก-ปันผลสูง ชี้เป้า แบงก์-น้ำมัน-บริโภคฐานราก
Updated 1 day ago
Fun of Funds
“กองทุนรวมไทย” ครึ่งแรกปี26 โตสวน “ศก.ซบ” +5.79%... “บลจ.ทาลิส” แชมป์โตสุด +93.73% ด้าน “บลจ.เฟิร์ส พลัส” ร่วงสุด -28.37% ส่วน “บลจ.กสิกรไทย” แชมป์ส่วนแบ่งมากสุด 22.44% !!!
Updated 23 hours ago
Follow Us