Official Update :

เช็คหุ้นได้และเสียประโยชน์จากเกณฑ์ Free Float

จากกรณีของ DELTA ที่มีสัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อย (Free Float) ต่ำ แต่มีมูลค่าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ จำนวนมาก ทำให้ราคาหุ้นปรับขึ้นสูงจนมูลค่าตามราคาตลาด (Market Cap) ณ วันที่ 8 ม.ค. 63 อยู่ที่ 895,620 ล้านบาท ใหญ่เป็นอันดับ 3 ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหุ้นไทย ทำให้ช่วงที่ผ่านมาเรามักจะเห็นดัชนีปรับขึ้นและลงในทิศทางเดียวกันกับหุ้น DELTA


ดัชนีที่เคลื่อนไหวผิดปกติจากอิทธิพลของหุ้นเพียงตัวเดียวทำให้นักวิเคราะห์และนักลงทุนออกมาแสดงความคิดเห็นกันอย่างแพร่หลาย ทำให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องหามาตรการมารองรับ โดยล่าสุดวันที่ 20 ม.ค. 64 ตลาดหลักทรัพย์ฯ ประกาศว่าเตรียมจะปรับเกณฑ์ที่เกี่ยวกับการคำนวณดัชนี จากเดิมที่ใช้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดในการคำนวณ (Full Market Capitalization) เป็นการใช้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดที่ปรับด้วย Free Float (Free Float Adjusted Market Capitalization) เพื่อให้ดัชนีสามารถสะท้อนสภาพการณ์ตลาดได้ดีมากขึ้น และเป็นไปในแนวทางเดียวกับสากล ซึ่งหากเริ่มใช้เกณฑ์ดังกล่าวจริงจะทำให้มูลค่าตามราคาตลาด (Market Cap) ของแต่ละบริษัทมีอิทธิพลตามสัดส่วนของ Free Float และมีโอกาสที่หุ้นที่มี Free Float ต่ำใกล้เคียงกับเกณฑ์เดิมที่ 20% อาจถูกคัดออกจาก SET50 และ SET 100 ได้



10 หุ้นที่มีน้ำหนักต่อดัชนีเพิ่มขึ้นมากที่สุด


โดยบล.เอเซีย พลัส ระบุว่า เดิมตลาดหลักทรัพย์ฯ ใช้เกณฑ์ในการคัดกรองหุ้นใน SET50-100 คือมี Free Float น้อยกว่า 20% หากตลาดเพิ่มเกณฑ์ Free Float ในการคัดกรอง อาจทำให้หุ้นที่มี Free Float ต่ำใกล้เคียงกับเกณฑ์เดิม มีโอกาสสูงถูกคัดออกจากดัชนีได้ ขณะเดียวกันหากตลาดหลักทรัพย์ฯปรับเกณฑ์คำนวณดัชนีจาก Market Capitalization เป็น Free float Adjusted Market Capitalization จะทำให้หุ้นที่มี Free float น้อยมีผลต่อตลาดหุ้นน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ ในทางกลับกันก็จะมีกลุ่มหุ้นที่ได้ประโยชน์เช่นกัน โดยเริ่มจากพิจารณาจาก Free Float ของ SET Index ล่าสุดอยู่ที่ 44% ซึ่ง Sector ที่มี Free float มากกว่า SET Index คือ BANK, CONS, CONMAT, AGRI, ICT, HELTH, PROP, TOURISM, INSURE และ PF&REIT ซึ่งการขยับของราคาหุ้นมีโอกาสผลักดันดัชนีมากขึ้น รวมถึงมีโอกาสได้แรงหนุนจากเม็ดเงินลงทุนจากกองทุน Passive Fund เพิ่มเติม โดย 10 หุ้นที่มีน้ำหนักต่อดัชนีเพิ่มขึ้นมากที่สุดมีดังนี้





โดย BBL หรือ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) คือ หุ้นที่มีน้ำหนักต่อดัชนีเพิ่มขึ้นมากสุด ซึ่งจะส่งผลต่อ SET Index เพิ่มขึ้นน 1.7% (มีน้ำหนักต่อดัชนีเพิ่มขึ้นจาก 1.4% เป็น 3.1%) หรือ ทุกๆ 1% ที่ราคาหุ้นของ BBL เพิ่มขึ้นจะส่งผลต่อ SET เพิ่มขึ้นเป็น 0.47 จุด จากเดิม 0.21 จุด ขณะเดียวกันกองทุน Passive Fud มีโอกาสเพิ่มเม็ดเงินลงทุนใน BBL ขึ้นถึง 125% จากเม็ดเงินเดิมที่ลงทุนอยู่แล้ว



10 หุ้นที่มีน้ำหนักต่อดัชนีลดลงมากสุด


ส่วน Sector ที่มี Free float น้อยกว่า SET Index ได้แก่ COMM, ENERGY, FOOD, PETRO, FIN, TRANS, MEDIA, AUTO และ ETRON โดยการเคลื่อนไหวของราคามีผลต่อดัชนีน้อยลงและมีโอกาสถูกกองทุน Passive Fund ลดสัดส่วนเงินลงทุนเช่นกัน โดย 10 หุ้นที่มีน้ำหนักต่อดัชนีลดลงมากสุดมีดังนี้



อย่างไรก็ตาม หากเกณฑ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง แม้อาจทำให้ SET Index ผันผวนในระยะสั้นจากการปรับพอร์ตของกองทุน Passive Fund รวมถึงนักลงทุนเข้าไปแสวงหากำไรจากประเด็นดังกล่าว แต่ในระยะถัดไปทำให้ SET Index สามารถสะท้อนสภาพตลาดได้ดีมากขึ้น
ศุภมาศ ศรีขำ

นักข่าวสายการเงินและตลาดทุน ที่คลุกคลีกับวงการข่าวมาตั้งแต่เด็ก ชื่นชอบการออกไปหาประสบการณ์และการเรียนรู้ใหม่ๆ อยากถ่ายทอดมุมมองและประสบการณ์เกี่ยวกับการเงิน และตลาดทุนให้ผู้อ่านทุกคนใช้เป็นข