TASCO อยู่กับความหวัง “ไบเดน” ทุบกำแพงความขัดแย้งระหว่างประเทศ

หลังจากการมาของนายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนล่าสุด ก็ดูเหมือนว่าจะทำให้บรรยากาศอะไรๆ ดีขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะบรรยากาศด้านของความขัดแย้งกับประเทศอื่นๆทั่วโลกที่มีสัญญาณดีขึ้น เพราะดูเหมือนกับว่าไบเดนจะทุบกำแพงความขัดแย้งต่างๆ ที่อดีตประธานาธิบดีอย่างนายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ก่อขึ้น


ประเด็นความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา กับประเทศอื่นๆ ที่โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ก่อวีรกรรมขึ้น หนึ่งในนั้นต้องมีประเด็นมาตรการคว่ำบาตรเวเนซุเอลา พร้อมสั่งห้ามซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากประเทศดังกล่าว ส่งผลให้ TASCO ได้ยุติการซื้อน้ำมันจาก เวเนซุเอลา เพื่อไม่ให้ถูกสหรัฐฯ Sanction


จากประเด็นดังกล่าวเป็นเหตุทำให้ก่อนหน้านี้ราคาหุ้นปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว รวมทั้งนักวิเคราะห์ต่างพาเหรดคำแนะนำ ขาย หุ้น TASCO ออก แม้ TASCO จะออกมาระบุว่ากำลังหาแหล่งน้ำมันเพื่อทดแทนแหล่งเดิม แต่ต้นทุนก็ยังสูงหว่าแหล่งเดิมถึง 20% จึงเป็นเหตุทำให้ราคาหุ้นเคลื่อนไหวในระดับต่ำ ณ ช่วงเวลานั้น


อย่างไรก็ตามการเข้ามามีอำนาจของนายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนล่าสุด ต่างว่ากันว่าจะมาคลี่คลายปัญาของวีรกรรมที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ก่อขึ้น จึงอาจจะเป็นสาเหตุทำให้หุ้น TASCO พลิกฟื้นกลับมาอย่างมาก เมื่อเทียบกับอดีตที่ผ่านมา


โดยความความไหวราคาหุ้น TASCO ล่าสุด ณ วันที่ 21 ม.ค.64 ปิดการซื้อขายที่ระดับ 21.20 บาท หากนับจากต้นปี 2564 ถึงปัจจุบันพบว่าราคาหุ้นเพิ่มขึ้น 21.14% จากราคาปิดสิ้นปี 63 ที่ปิดการซื้อขายที่ระดับ 17.50 มีมาเก็ตแคปปิดสิ้นปี 63 ที่ระดับ 27,621.33 ล้านบาท จนล่าสุดวันที่ 21 ม.ค.64 มาเก็ตแคปพุ่งสูงถึงระดับ 33,776.94 ล้านบาท


“เอาเป็นว่าหากใครถือหุ้น TASCO จากต้นปี 2564 ถึงปัจจุบัน ก็คงได้กำไรเป็นกรอบเป็นกำเข้ามาพอสมควร แต่การเพิ่มขึ้นราคาราคาหุ้นจะสะท้อนพื้นฐานของ TASCO หรือไม่นั้น ถ้าดูจากตัวเลขกำไรสุทธิย้อยหลัง 3 ปี 2559-62 ค่อนข้างผันผวนสูง โดยปี 2559 มีกำไรสุทธิ 2,537.11 ล้านบาท แต่ปี 2560 มีกำไรสุทธิ 564.47 ล้านบาทส่วนปี 2562 มีกำไรสุทธิสูงถึง 3,123.28 ล้านบาท ล่าสุดงวด 9 เดือนแรกปี 2563 ที่กำไรสุทธิแล้วจำนวน 2,797.55 ล้านบาท และนับจากนี้จะเป็นอย่างไร เราไปหาคำตอบพร้อมพร้อมกันเลย”


สำนักวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ได้ออกมาประเมินถึงทิศทางของ TASCO โดยบอกว่า เรายังคงรอการพูดคุยเพิ่มเติมกับฝ่ายบริหารอยู่ โดยขณะนี้จึงยังประเมินมูลค่าเหมาะสมเท่าเดิมที่ 18 บาท เรายังคงแนะนำให้ ถือ ปัจจัยบวกได้แก่ การหาแหล่งน้ำมันดิบ, ราคายางมะตอยที่สูงขึ้น และส่วนต่างกำไรที่สูงกว่าคาด ขณะที่ปัจจัยลบได้แก่ การระบาดระลอก 2, การไม่สามารถจัดหาแหล่งน้ำมันดิบได้ และส่วนต่างกำไรที่ต่ำกว่าคาด


ทั้งนี้ทิศทางกำไรสุทธิขาขึ้น ขณะเดียวกับที่อุปทานน้ำมันดิบยังเป็นปัจจัยที่ควรจับตา โดยราคาหุ้น TASCO ปรับตัวขึ้นกว่า 10% ในช่วงก่อนหน้า แม้บริษัทจะประกาศข่าวแผนการลงทุน 273 ล้านบาท เพื่อเพิ่มสัดส่วนผู้ถือหุ้นใน Thai Slurry Seal Co. บริษัทซ่อมแซมพื้นถนนจากสัดส่วน 25% เป็น 62.5% เราประเมินว่าข่าวนี้ไม่น่าเป็นปัจจัยที่เพิ่มราคา TASCO เนื่องจากเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อกำไรสุทธิค่อนข้างน้อย


โดยเรามองกำไรสุทธิจะยังคงดูดีในช่วงไตรมาส 2/64 อย่างไรก็ดี ทิศทางในระยะยาวยังคงขึ้นอยู่กับความสามารถในการจัดหาแหล่งน้ำมันดิบในราคาที่สามารถแข่งขันได้ แม้จะขาดข้อมูลปัจจัยใหม่เพิ่มเติมจากทางบริษัท เรายังคงยึดการประเมินเดิม และแนะนำให้ ถือ ระหว่างรอการพูดคุยเพิ่มเติมกับทางฝ่ายบริหาร


ขณะที่เราประเมินกำไรปกติไตรมาส 4/63 ที่ 757 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 44.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 57.3%จากไตรมาสก่อน โดยเราคาดการเติบโต YoY ส่วนใหญ่จะมาจากกำไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้นเป็นหลักจาก 10.6% เพิ่มเป็น 15.6% จากส่วนต่างกำไรที่เพิ่มขึ้น และคาดการณ์การลดลงจากไตรมาสก่อน ที่ปรับตัวลงจากกำไรขั้นต้นที่ลดลงจากระดับสูงผิดปกติในช่วงไตรมาส 3/63 (ที่ 29.9.%) อานิสงค์จากต้นทุนน้ำมันดิบที่ถูกจากการจัดซื้อในไตรมาส 2/63 อย่างไรก็ตาม TASCO ได้รับเงินเคลมประกันในเดือน ต.ค. อยู่ที่ 179 ล้านบาท


ดังนั้นเราประเมินกำไรสุทธิไตรมาส 4/63 อยู่ที่ 936 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 50% จากไตรมาสก่อน ส่งผลให้กำไรสุทธิปี 2563 คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 3,722 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่มีกำไรสุทธิ 3,123 ล้านบาท ขณะที่ปี 2564 คาดว่าจะมีกำไรสุทธิลดลงเหลือ 1,671 ล้านบาท โดยปริมาณน้ำดิบที่เหลือจะยังพอเพียงต่อการผลิตไปจนถึง 2 ไตรมาส ด้วยสภาพราคายางมะตอยที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งกำไรจะคงยังอยู่ในเกณฑ์ดีจนถึงไตรมาส 2/63


ขณะที่ทิศทางในระยะยาวยังคงขึ้นอยู่กับความสามารถในการจัดหาแหล่งน้ำมันดิบในราคาที่สามารถแข่งขันในตลาดได้ ซึ่ง TASCO ได้ชี้แจงมีแหล่งน้ำมันดิบแหล่งใหม่เรียบร้อยแล้ว โดยมีข้อด้อยแค่ในส่วนของ Cost Premium เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 20% และมีผลผลิตอยู่ที่ 50-60% เมื่อเทียบกับแหล่งน้ำมันเวเนซูเอลาที่มีผลผลิต 71-74% ของน้ำมันดิบ อย่างไรก็ตาม แหล่งน้ำมันใหม่ยังคงสามารถสร้างกำไรให้กับทาง TASCO ได้



This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”