TOP7 “หุ้นส่งออก” มาแรงแซงทางโค้งโควิด-19 ครึ่งปีหลัง

ในช่วง Covid-19 ที่ผ่านมา นักลงทุนทราบกันไหมว่าหุ้นกลุ่มไหนที่ราคาปรับขึ้นมากที่สุด? …คำตอบของคำถามนี้ “กิจพณ ไพรไพศาลกิจ” ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และนักกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เคยกล่าวไว้ในรายการ Wealthy Talk ว่าหุ้นกลุ่มที่ปรับขึ้นมากที่สุดในช่วงวิกฤติ Covid-19 ที่ผ่านมา นั่นก็คือ “หุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์”


แล้วเพราะอะไรหุ้นกลุ่มนี้ถึงปรับตัวขึ้นแรง Wealthy Thai ได้รวบรวมข้อมูลมาฝากนักลงทุน โดยรวบรวมเป็น “หุ้นธีมส่งออก” รวมทั้งหมด 7 ตัว คือ หุ้นเด่นในกลุ่มส่งออกอาหาร 4 ตัว ประกอบด้วย CPF, TU, TFG, GFPT และกลุ่มชิ้นส่วนฯ ประกอบด้วยหุ้นใหญ่ 3 ตัวแรกคือ DELTA, KCE และ HANA เนื่องจากหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนฯ เป็นหุ้นกลุ่มที่เราทราบกันดีว่าค่อนข้างจะแปรผันตามอัตราแลกเปลี่ยน และปัจจัยเศรษฐกิจต่างประเทศโดยตรง


เริ่มจากหุ้นกลุ่มอาหาร นายกิจพณ กล่าวว่า ในช่วงครึ่งปีหลังหุ้นกลุ่มอาหารจะเป็นกลุ่มหุ้นที่มีความโดดเด่น เนื่องจากภาพการส่งออกอาหารและสินค้าเกษตรในภาพรวมยังดีมาก ขณะเดียวกันเมื่อนักลงทุนจะดูหุ้นกลุ่มอาหาร จะต้องดูทั้ง 2 ขาคือ 1.ด้านรายได้ และ 2.ด้านต้นทุน ซึ่งก็พบว่าขารายได้มีราคาเนื้อสัตว์มาหนุน ขณะที่ต้นทุนอาหารสัตว์อยู่ในระดับต่ำ ไม่ว่าจะเป็นกากถั่วเหลืองก็ดี หรือข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ก็ค่อนข้างจะต่ำ

CPF กำไรต่ำกว่าคาด แต่ภาพรวมยังเด่นจากราคาเนื้อสัตว์

นักวิเคราะห์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า ผลประกอบการ CPF ในไตรมาส 2/2563 กำไรต่ำกว่าคาดจากภาษีและดอกเบี้ยจ่ายมากกว่าคาด แต่หากการดำเนินงานปกตินั้น กลับดีกว่าคาดจากยอดขาย +7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว (YoY) +4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ที่ 140,000 ล้านบาท อีกทั้งราคาเนื้อสัตว์ที่สูงขึ้น ส่งผลให้ margin เพิ่มเป็น 18.1% จาก 14.6% YoY ส่วนแนวโน้มในครึ่งปีหลังยังได้ส่วนช่วยจากราคาเนื้อสัตว์ทั้งในและต่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง อีกทั้งการคลายล็อคดาวน์และการเข้าสู่ฤดูกาล จะทำให้ปริมาณขายเพิ่มขึ้น จึงมอง CPF เป็น Top Pick ของกลุ่ม โดยแนะนำซื้อ ให้ราคาเป้าหมาย 36 บาท

อัตรากำไรขั้นต้น TU สูงสุดเป็นประวัติการณ์

นักวิเคราะห์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ให้มุมมองว่า อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ของหุ้น TU สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และดีกว่าที่คาดไว้ที่ 17.4% เนื่องจากส่วนผสมผลิตภัณฑ์ที่เปลี่ยนไปชั่วคราวจาก COVID-19 ทำให้รายได้ของอาหารทะเลแปรรูป ซึ่งมี GPM สูงกว่ากลุ่มแช่เย็นแช่แข็ง มีสัดส่วนรายได้สูงขึ้น โดยฉพาะสินค้าที่เป็นแบรนด์ของบริษัทเองมียอดขายเพิ่มขึ้น ทั้งนี้กำไรปกติครึ่งปีแรก 2563 อยู่ที่ 2,246 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 60.5% ของประมาณการกำไรปกติทั้งปี


ส่วนกำไรในครึ่งปีหลังประเมินว่าอาจชะลอลง เนื่องจากคาดว่าอุปสงค์อาหารกระป๋องจะลดลง และอาหารแช่เย็นแช่แข็งจะเพิ่มขึ้น หลังการคลายล็อคดาวน์ นอกจากนี้ต้นทุนปลาทูน่าเริ่มขยับขึ้น ทำให้ GPM ผ่านช่วงที่ดีที่สุดไปแล้ว โดยอาจกลับมาที่ระดับปกติที่ 17% ได้ในครึ่งปีหลังนี้ ส่วน Red lobster คาดว่าจะยังมีส่วนแบ่งขาดทุนต่อ แม้ว่าจะกลับมาเปิดสาขาปกติแล้วก็ตาม

ลุ้น TFG ผลประกอบการน่าจะออกมาดีสุดในไตรมาส 3

ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ประเมินว่า หุ้น TFG หรือบริษัท ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ไตรมาส 2/2563 มีรายได้ 7,173 ล้านบาท (-8.3% QoQ, -0.7% YoY) แต่น้อยกว่าที่คาด 12.7% จากผลของราคาไก่เฉลี่ย และปริมาณขายที่ต่ำกว่าที่คาดจากการล็อคดาวน์ แต่ GPM ทำได้ดี โดยสูงถึง 14.1% YoY และเพิ่มขึ้น 12.3% QoQ และดีกว่าเราคาดที่ 12.5% จากต้นทุนเลี้ยงที่ลดลง และการปรับช่องทางการจำหน่ายที่เน้นช่องทางที่ GPM สูง และการจำหน่ายหมูชำแหละมากขึ้น ซึ่งมี GPM สูงกว่าหมูมีชีวิต


ทั้งนี้แนวโน้มกำไรปกติ ไตรมาส 3/2563 ของ TFG คาดจะเติบโต QoQ จากราคาหมูและไก่ในประเทศที่ฟื้นตัว QoQ ขณะที่ YoY อาจทรงตัวเพราะมีฐานที่สูง คาดเบื้องต้นที่ราว 550-600 ล้านบาท และเป็นไตรมาสที่ดีที่สุดของปีก่อนที่จะอ่อนตัวลงในไตรมาส 4/2563 ตามผลของฤดูกาล

GFPT ลุ้นผลงานสวยตามเซ็คเตอร์ จากไฮซีซั่นส่งออกครึ่งปีหลัง

และหุ้น GFPT บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ออกบทวิเคราะห์ว่า รายได้ไตรมาส 2/2563 อยู่ที่ 3,321 ล้านบาท (-9.8% QoQ, -23.6% YoY) ตามราคาไก่ในประเทศที่ลดลง ราคาส่งออกชะลอลงเช่นกัน รวมถึงปริมาณการส่งออกไปยุโรปลดลงจากการระบาดของ COVID-19 แต่ได้แรงหนุนในช่วงปลายไตรมาส จากราคาไก่ในประเทศที่ฟื้นตัวเร็ว GPM ยังทรงตัวสูงที่ 14.3% เพิ่มขึ้น 13.9% YoY จากราคาไก่ที่ยังทรงตัว แต่ต้นทุนการเลี้ยงลดลง แต่ลดลง 14.7% QoQ ตามการลดลงของราคาไก่


แนวโน้มกำไรครึ่งปีหลัง 2563 คาดว่าจะเติบโตเด่นกว่าครึ่งปีแรก ดังนั้นจึงมีโอกาสที่นักวิเคราะห์จะปรับประมาณการกำไรปีนี้ขึ้น ส่วนปัจจัยหนุนในปี 2564 เครื่องจักรใหม่จะติดตั้งแล้วเสร็จในช่วงครึ่งปีแรกของปีหน้า จึงมีโอกาสปรับประมาณการขึ้นเช่นกัน จากกำไรที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ในไตรมาส 3/2563 คาดเป็นจุดดีที่สุดเช่นเดียวกับ TFG เนื่องจากเป็นฤดูกาลส่งออก ราคาเนื้อสัตว์ส่งออกและราคาไก่ในประเทศน่าจะฟื้นตัว

ต่อมาหุ้นส่งออก ในกลุ่มหุ้นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ” ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และนักกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ไขคำตอบว่า ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (YTD) กลุ่มที่ราคาขึ้นมาเยอะที่สุดในปีนี้คือ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ถ้าดูในเซ็คเตอร์นี้ โดยเฉพาะหุ้นตัวหลักๆ จะสังเกตว่าราคาหุ้นขึ้นมากกว่าช่วงพรีโควิดหมดเลย อย่างในปัจจุบันราคาหุ้นพลังงานยังกลับไปไม่ถึงไฮเดิมในเดือนก.พ.63 หรือแม้กระทั่งแบงก์ก็ยังปรับขึ้นไม่มาก ดังนั้นถ้าเรามองเห็นในมิตินี้ ซึ่งในต่างประเทศ หุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์มีความน่าสนใจจริงๆ แต่ในบ้านเราหุ้นกลุ่มเทคโนโลยียังเป็นลักษณะ “ครึ่งตัว” อย่างไรก็ตามหุ้นในกลุ่มนี้ก็มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว เช่น DELTA ที่ได้อานิสงส์บวกจาก Data Center ซัพพลายและระบบคลาวด์ แต่ว่าจริงๆ แล้ว ถ้ามองโครงสร้างทางการเงิน ความน่าสนใจมากๆ ของกลุ่มนี้คือ หุ้นอิเล็กทรอนิกส์เป็นหุ้นที่แทบไม่มีหนี้ หรือเรียกว่าเป็น “Net Cash Sector”


สอดคล้องกับที่บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทรีนีตี้ จำกัด มองว่า หุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์มีความน่าสนใจ จากประเด็น “การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ” ที่ล่าสุดลงไปทำจุดต่ำสุดใหม่ของรอบ ซึ่งไม่ได้ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น ในทางกลับกันกลับปรับตัวอ่อนค่ามากที่สุดในเอเชีย จึงเป็น Sentiment เชิงบวกต่อหุ้นในกลุ่มส่งออก โดยเฉพาะครึ่งปีหลังน่าจะแข็งแกร่งกว่าครึ่งปีแรก จากภาคการผลิตทั่วโลกที่ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลทั่วโลก

ความต้องการใช้คลาวด์เพิ่มขึ้นช่วง Covid-19 หนุน DELTA โตโดดเด่น

นักวิเคราะห์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า DELTA รายงานกำไรปกติ ไตรมาส 2/2563 ที่อยู่ที่ 2,000 ล้านบาท (+239% QoQ, +109% YoY) ดีกว่าที่เราและตลาดคาด 96% และ 106% ตามลำดับ สาเหตุหลักๆมาจากอัตรากำไรขั้นต้นทำได้ดีกว่าที่เราและตลาดคาดถึง 485 bps และดีที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 3/2559 เป็นต้นมา จากปัจจัยคือ 1.รายได้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯอยู่ที่ 453.4 ล้านเหรียญ (+11.9% QoQ, +3.0% YoY) เติบโตแม้ในช่วง COVID-19 หนุนจากสินค้ากลุ่ม Cloud และ Data Center ที่มีความต้องการโดดเด่นในช่วง COVID-19 และคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นของบริษัทในสหรัฐฯ


2.อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 26.9% (+646 bps QoQ, +693 bps YoY) ดีกว่าที่เราและตลาดคาดอย่างมีนัยสำคัญ แม้ค่าเงินบาท เฉลี่ยที่ 31.96 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าเพียง 2.2% QoQ และ 1.1% YoY สะท้อนสัดส่วนยอดขายสินค้า Cloud และ Data Center ที่ให้ margin สูงราว 28-30% มีสัดส่วนสูงมากในยอดขาย และ 3.SG&A อยู่ที่ 2,100 ล้านบาท จึงแนะนำซื้อ แต่ปรับราคาพื้นฐานใหม่เพิ่มเป็น 120 บาท

KCE แนวโน้มสดใสครึ่งปีหลัง บล.ฟิลลิป ให้ราคาพื้นฐาน 33 บาท

ด้านบล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) มองว่าหุ้น KCE จะบวกมากขึ้นในครึ่งปีหลัง จากคำสั่งซื้อฟื้นตัวมากกว่าที่คาด โดยเฉพาะยอดขายในยุโรปในช่วงไตรมาส 3/2563 รวมถึงการขายรถยนต์ทําให้ยอดขายของบริษัท น่าจะดีขึ้นในทิศทางเดียวกัน ทั้งนี้ประเมินกําลงการผลิตจะมีมากขึ้น จากไตรมาส 2/2563 ที่มีกำลังการผลิต 55-60% ทางฝ่ายนักวิเคราะห์จึงปรับประมาณการผลการดําเนินงานปี 2563 ขึ้นจากเดิม จึงแนะนำซื้อเก็งกำไร โดยให้ราคาพื้นฐาน 33 บาท

5G หนุนหุ้น HANA โตระยะยาว  

สุดท้ายหุ้น HANA บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า ในระยะยาวหุ้น HANA ยังเป็นอีกตัวสำคัญที่เติบโตจากการใช้เทคโนโลยี 5G แต่ผลกระทบจาก Covid-19 และสงครามการค้าสหรัฐ-จีน ประเมินว่ายอดขาย HANA ปีนี้จะปรับลดลงประมาณ 20% YoY ขณะเดียวกันด้านบล.ทรีนีตี้ จำกัด เองก็เลือก HANA เป็น Top Pick กลุ่ม จากแรงส่งปัจจัยบวกของหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์

มันนี่ monster

อดีตผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ-ตลาดทุน หนังสือพิมพ์ย่านประชาชื่น ชอบเล่าเรื่องหุ้นให้พ่อฟัง สนใจเรื่อง behind the Scene ของนักธุรกิจ มีความฝันอยากเขียนเรื่องการลงทุนให้ผู้อ่าน (ที่รัก) ได้เข้าใจแบบง