Official Update :

รายย่อยถูกใจสิ่งนี้ 3 เหตุผลที่ “ฟันโฟลว์” จะเข้าไทย

กระแสเงินลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติ หรือ Fund Flow ยังถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อตลาดหุ้นไทย ไม่ว่าจะเป็นฝั่งซื้อ หรือขายย่อมมีผลต่อดัชนีตลาดหุ้นอย่างมาก นักลงทุนจึงเกิดคำถามว่า ภายใต้ปัจจัยแวดล้อมที่กดดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ตลาดหุ้นไทยยังมีเสน่ห์กับนักลงทุนต่างชาติหรือไม่ วันนี้ Wealthy Thai หาคำตอบมาให้แล้ว


Fund  Flow ตั้งแต่เดือนพ.ย.ที่เป็นช่วงที่ต่างชาติซื้อสุทธิในไทยอย่างมีนัย หลัง Overhang ต่างๆทยอยปลดล็อค ทั้งการเลือกตั้งปธน.สหรัฐฯ และความคืบหน้าเชิงบวกของวัคซีน ซึ่งหลังผ่านพ้นเดือนพ.ย. เราเห็นแรงขายของนักลงทุนต่างชาติอย่างต่อเนื่อง และเร่งขายอย่างมีนัยตั้งแต่กลางเดือนม.ค. ทำให้ตั้งแต่ 9 พ.ย. (เริ่มซื้อวันแรก) - ปัจจุบัน ยอด Net Buy เหลืออยู่ราว 2.06 หมื่นล้านบาท ขณะที่แนวโน้มค่าเงินดอลลาร์เราประเมินมีโอกาสแข็งค่าได้ถึง 93-95 จุด จะถ่วง Outflows ต่อ” อ้างอิงจากมุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน)



Fund Flow ไหลเข้าไทยมากสุด


ขณะที่นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ระบุว่า วานนี้กระแสเงินทุนยังคงไหลออกจากภูมิภาคอีก 494 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นำโดยไต้หวันและเกาหลีใต้ 334 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ188 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ ขณะที่ตลาด TIP สุทธิแล้วไหลเข้าบางๆ นำโดยไทยซึ่งไหลเข้ามากสุด 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ


ดังนั้นเราประเมินกระแสเงินคาดว่ายังคงไหลออกบางๆหรือพลิกมาไหลเข้าได้เล็กน้อยจากค่าเงินดอลลาร์ที่ยังอ่อนค่า โดยวันนี้ต้องจับตาเงินเฟ้อเดือน ม.ค. หลายประเทศ รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่ของสหรัฐฯ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่คาดออกมาในช่วง 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า



11 บริษัท
Gold Class เป้าหมาย Fund Flow


“สัญญาณการไหลเข้าของ Fund Flow ชัดเจนขึ้นตามลำดับ เริ่มจากภาพใหญ่ที่เงิน USD อ่อนค่าลง หนุนให้สกุลงินในเอเชียแข็งค่าขึ้น และพบว่านักลงทุนต่างชาติก็มียอดซื้อสุทธิในตลาดหุ้นแต่ละประเทศเพิ่มขึ้น เฉพาะอย่างยิ่งในตลาดหุ้นไทย ซึ่งประเมินว่าสถานการณ์ดังกล่าวยังดำเนินต่อไป” นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด กล่าว

พร้อมยังบอกอีกว่า ยังมีแรงดึงดูดจากการที่ บริษัทจดทะเบียนของไทย 11 บริษัท ติดอันดับอยู่ในชั้น Gold Class ของ The Sustainability Yearbook 2021 ซึ่งถือว่าตลาดหุ้นไทยมีจำนวนบริษัทที่ติดอันดับดังกล่าวมาก ที่สุดในโลก โดยน่าจะทำให้เห็นเม็ดเงินลงทุนไหลเข้าในกลุ่มบริษัทดังกล่าว อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นผลพวงจากการที่เงิน USD อ่อนค่า ก็คือราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้น เฉพาะอย่างยิ่งราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นผลดีโดยตรงต่อหุ้น PTT และ PTTEP






ตลาดหุ้นไทย
ยังเป็นที่หมายปองของ Fund Flow


โดยนักวิเคราะห์ดังกล่าวประเมินว่ายังมีหลากหลายปัจจัยยังสนับสนุนให้นักลงทุนต่างชาติยังอยากเข้ามาลงทุนเพิ่มในตลาดหุ้นไทย ดังนี้ 1.ไทยมีโอกาสจะได้ฉีดวัคซีนในเดือน ก.พ. นี้ หนุนให้วานนี้ Fund Flow กลับมาไหลเข้าตลาดหุ้นไทยหนาแน่นสุดในภูมิภาค ต่างชาติซื้อหุ้นไทยต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 ด้วยปริมาณสูงถึง 209 ล้านเหรียญ หรือ 6.1 พันล้านบาท เป็นการซื้อสุทธิที่สูงสุดในภูมิภาค


2.Dollar อ่อน หนุนทั้งหุ้นน้ำมัน และ Fund Flow มีโอกาสไหลเข้าหุ้นไทยต่อ Dollar ที่อ่อนค่าอีก 0.7% ในวานนี้ หนุนราคาน้ำมันให้ปรับตัวขึ้นต่อ หลังจากปรับขึ้นมาแล้ว 8 วันติดต่อกัน (+9.3%mtd) ดีต่อหุ้นพลังงานที่มีน้ำหนักถึง 1 ใน 4 ของ SET Index อาทิ PTT, PTTEP ฯลฯ และในอีกมุมหนึ่งยังส่งผลต่อค่าเงินบาทมีทิศทางแข็งค่าขึ้น (ล่าสุดต่ำกว่า 30 บาท/เหรียญ) ทำให้นักลงทุนต่างชาติมีโอกาสได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มเติม หนุนให้ Fund Flow มีโอกาสไหลเข้าตลาดหุ้นไทยต่อ


และ 3.หุ้นไทยได้ถูกจัดอันดับอยู่ในชั้น Gold Class ของ The Sustainability Yearbook 2021 มากสุดในโลก ซึ่งหุ้นในชั้น Gold Class ที่มีแค่ 70 บริษัท ใน 7032 บริษัท และประกอบไปด้วยหุ้นไทยมากสุดในโลกถึง 11 บริษัท ซึ่งเป็นหุ้นที่มีคะแนนจาก ESG Score สูงกว่า 60 คะแนน และมีอันดับสูงกว่า Percentile ที่ 99 ของหุ้นทั้งหมด


ทางตลาดหลักทรัพย์ให้ความสำคัญกับเรื่อง ESG มาอย่างสม่ำเสมอ และยังมีการจัดทำดัชนี SETTHSI (Thailand Sustainability Index) มาตั้งแต่ช่วงกลางปี 2561 เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้บริษัทจดทะเบียนให้ความสำคัญกับเรื่อง ESG (สิ่งแวดล้อม, สังคม, บรรษัทภิบาล) อย่างต่อเนื่อง ทำให้มีบริษัทจดทะเบียนหลายบริษัทติดอยุ่ในเกณฑ์ ESG สากลเป็นลำดับต้นๆ และมากที่สุดในชั้น Gold Class ของ The Sustainability Yearbook ในปี 2021 นี้ ถือเป็น Sentiment ที่ดีต่อตลาดหุ้นไทยในมุมมองของนักลงทุนต่างชาติ” ดังนั้นสรุปคือ ทั้ง 3 ปัจจัย หนุนให้ต่างชาติน่าจะกลับมาให้น้ำหนักกับตลาดหุ้นไทยมากขึ้น



This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”