Official Update :

7 หุ้น โรงไฟฟ้าใหญ่ไทย กำลังเติบโตในเวียดนาม

เวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในทุกๆ เพราะขนาดเศรษฐกิจของประเทศกำลังขยายใหญ่โตขึ้น ซึ่งจะเห็นได้จากประชากรที่เพิ่มตัวขึ้นปีละหลายล้านคน รวมถึงประชากรกำลังอยู่ในวัยคนหนุ่มสาว ซึ่งเป็นวัยที่มีส่วนจะช่วยผลักดันความก้าวหน้าของประเทศ


การลงทุนจากต่างประเทศทยอยการลงทุนเข้ามาในประเทศเวียดนามอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเห็นได้จากผู้ประกอบการค่ายโทรศัพท์มือถือยักษ์ใหญ่อย่างซัมซุงใช้ประเทศเวียดนามเป็นฐานการผลิตโทรศัพท์มือถือ รวมถึงนักลงทุนจากสหรัฐที่ย้ายฐานการผลิตจากจีนมายังเวียดนาม


ซึ่งนั่นก็หมายความว่าเวียดนามเองนั้นมีความจำเป็นที่จะต้องรังสรรค์โครงสร้างพื้นฐานประเทศไว้รองรับสิ่งใหม่ๆที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อให้ประเทศ และเศรษฐกิจเดินหน้าต่อแบบไม่ชะงัก แม้จะต้องเผชิญกับปัญหาการระบาดของโควิด 19 แต่เวียดนามก็ไม่หวั่นตั้งเป้าปี 64 จีดีพีจะกลับมาเติบโตในระดับ 6.5% จากในปี 63 ที่โตแบบสะดุด


สำหรับโครงสร้างพื้นฐานส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญ เพื่อรองรับการเติบโต และอุตสาหกรรมที่กำลังรุ่งเรืองคงจะหนีไม่พ้นโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า ซึ่งกระแสไฟฟ้ามีส่วนช่วยผลักดันเศรษฐกิจให้เดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง โดยเวียดนามคาดการณ์ว่าจะมีการผลิตพลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้นมากถึง 80,000 เมกะวัตต์ ในปี 2573


โดยแหล่งพลังงานหลักยังคงเป็นถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติ ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก 30,000 เมกะวัตต์ ขณะเดียวกัน โรงไฟฟ้าพลังงานลมในพื้นที่ชายฝั่งและพลังงานลมก็คาดว่าจะมีการขยายเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 50,000 เมกะวัตต์ ซึ่งอัตราการเติบโตของการใช้พลังงานในปี 2021-2030 ยังอยู่ในระดับสูง จาก 8.6 % ในปี 2021-2025 และ 7.2 % ในปี 2026-2030 แผนพัฒนาพลังงานของเวียดนามคาดการณ์ว่าจะมีการใช้พลังงานสูงสุด 138,000 เมกะวัตต์ ในปี 2030 และ 302,000 เมกะวัตต์ ในปี 2045


เมื่อเห็นแผนการพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศเวียดนามแบบนี้แล้ว นักลงทุนคงจะพอเดากันได้แล้วใช่มั้ยว่า มีบริษัทหลักทรัพย์ของไทยที่ไหนบ้าง ถ้าเดาไม่ออก งั้น Wealthy Thai จะเล่าให้ฟัง มีบริษัทในตลาดหุ้นไทยที่ประกอบธุรกิจโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่เข้าไปลงทุน มีทั้งสิ้น 7 บริษัท ประกอบด้วย 1.บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF 2.บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM


3.บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ RATCH 4.บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP 5.บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG 6.บริษัท ซุปเปอร์ เอนเนอร์ยี คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SUPER 7.บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ GUNKUL



GULF


เป็นหนึ่งในบริษัทใหญ่โรงไฟฟ้าของประเทศที่ ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งบริษัทที่เข้าไปลงทุนโครงการพลังงานทดแทนที่เวียดนามช่วงๆแรก หลังจากที่เวียดนามได้เปิดประมูลให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าไปลงทุนได้ โดยปัจจุบัน GULF มีกำลังการผลิตไฟฟ้าที่เวียดนามรวมทั้งสิ้น 529 MW ซึ่งแบ่งเป็นโรงไฟฟ้าโซลาร์ ฟาร์ม 2 โครงการ จำนวน 119 MW และที่เหลือเป็นโครงการพลังงานลม 3 โครงการแบ่งเป็นหนึ่งแห่งจำนวน 310 MW และอีก 2 แห่งรวมกัน 100 MW


โดยบริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) มองแนวโน้มผลประกอบการ GULF ว่า กำไรปกติไตรมาส4/63 อยู่ที่ 1,233 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 84% จากปีก่อน เพราะ โรงไฟฟ้าลมในเยอรมันเข้ามาหนุน ดังนั้นภาพทั้งปี 63กำไรโตเพราะโรงไฟฟ้าใหม่ และเงินปันผล INTUCH และคาดกำไรปกติ 64 โตสูงต่อ เพราะ โรง GSRC ที่ส่งให้ equity MW เพิ่มถึง 31%  ซึ่งเริ่มจ่ายไฟ ประกอบกับรับรู้กำไรจากโรง BKR2 และเงินปันผล INTUCH เต็มปี ทั้งนี้แนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” ราคาเหมาะสม 37.50 บาทต่อหุ้น



BGRIM


ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าเพื่อการอุตสาหกรรมแถวหน้าของเมืองไทย กางแผนลุยโปรเจคโรงไฟฟ้าที่เวียดนามเมื่อ 2 ปีที่แล้ว และเห็นผลประกอบการที่รับรู้รายได้และกำไรเป็นกอบเป็นกำ โดย BGRIM มีโรงไฟฟ้าโซลาร์ ฟาร์มที่เวียดนาม จำนวน 2 โครงการใหญ่ คิดเป็นจำนวน 677 MW


นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า(ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่ากำไรไตรมาส 4 แม้ว่ารายได้ยังมีผลกระทบบ้างคาดลดลง 1.6% จากปีก่อน เป็น 11,074 ล้านบาท เพราะมีค่า EP จาก EGAT ลดลงตามฤดูกาล แต่ได้ลูกค้าอุตสาหกรรมช่วยหนุนจากการฟื้นตัวกลับมาเป็นปกติ แม้ว่าราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายที่ PER64 ที่ 39.6 เท่า แต่ต่ำกว่าที่เคยขึ้นไปสูงถึง 50 เท่า แต่ยังมีปัจจัยที่ยังไม่รวมในประมาณการ ซึ่งจะทำให้ PER ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จึงมองว่าราคาปัจจุบันเป็นโอกาสสะสม คงประมาณการกำไร 64 ที่ 3,426 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.1% จากปีก่อน คำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 60 บาท



RATCH


โรงไฟฟ้ารายใหญ่ที่เคยไปลงทุนธุรกิจโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เวียดนามมาก่อนหน้านี้แล้ว และมีโรงไฟฟ้าพลังงานลม 1 โครงการ โดยรวมแล้ว RATCH มีกำลังผลิตไฟฟ้ารวมทั้งสิ้น 649.70 MW โดยแบ่งเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ร่วมกับพันธมิตร จำนวน 1 โครงการ กำลังผลิต 620 MW และโรงไฟฟ้าพลังงานลม 1 โครงการ กำลังผลิต 29.70MW


นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า(ประเทศไทย) จำกัด ให้แนวโน้มการเติบโตธุรกิจไว้ว่า คงประมาณการกำไรปกติปี 64 ที่ 6,045 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% จากปี 63 เนื่องจากเริ่มรับรู้รายได้โรงไฟฟ้า Yandin (214MW หรือคิดเป็น กำลังการผลิตการถือหุ้นที่ 150MW, Collector 227MW, Riau (214MW หรือคิดเป็นสัดส่วนการถือหุ้น 150MW, Fangchenggang II และ Thanh Phong ในต่างประเทศ รวมขนาด 2,913MW ซึ่งคิดเป็นกำลังตามสัดส่วนกำลังผลิตตามถือหุ้น 623MW คงคำแนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเหมาะสมปี 64 ที่ 74บาทต่อหุ้น ซึ่งมีอัพไซด์ 41% พร้อมคาดเงินปันผลในครึ่งหลังปี 63 ที่ 1.25 บาท หรือให้ผลตอบแทนราว 2.4%



BPP


บริษัทลูกของ BANPU ที่ประกอบธุรกิจพลังงานสะอาดและพลังงานทางเลือกหลายแห่ง ด้วยการที่เข้าไปลงทุนในธุรกิจแบตเตอรี่ที่เป็นพลังงานของอนาคต โดย BPP มีโรงไฟฟ้าที่ BPP จำนวน 4 แห่ง ซึ่งมีทั้งโรงไฟฟ้าทั้งโซลาร์ฟาร์ม และพลังงานลม รวมทั้งสิ้น 285 MW



BCPG


เป็นบริษัทที่เน้นการลงทุนด้านพลังงานสะอาด และพลังงานทางเลือกหลายโครงการ โดย BCPG มุ่งเน้นที่จะลุยพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง อีกทั้ง BCPG เป็นผู้นำรายแรกๆของประเทศที่นำแนวธุรกิจบล็อกเชน ซื้อขายไฟฟ้า Peer-to-Peer โดย BCPG มีโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมและน้ำซึ่งตั้งอยู่ที่สปป.ลาว แต่จำหน่ายไฟฟ้าไปยังที่เวียดนาม โดยมีกำลังผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้น 384 MW


นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ยังคงประมาณการกำไรปกติปี 64 ที่ 2,224 ล้านบาท เติบโต 28%จากปีก่อน ซึ่งได้แรงหนุนจากการรับรู้รายได้โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ โครงการ Nam San 3B ขนาด 45MW เต็มปี และเริ่มรับรู้รายได้โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่น รวมขนาด 65MW ซึ่งจะเริ่มทยอย COD ตั้งแต่ไตรมาส3/64 รวมถึงรับรู้รายได้โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ รวม 4 โครงการ รวมขนาด 20MW เต็มปี และปรับราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 64 ขึ้นเป็น 19 บาทหุ้น



SUPER


หลังจากการเปลี่ยนแปลงธุรกิจมาเป็นการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้า จึงทำให้ SUPER เป็นหุ้นที่น่าจับตามอง และอยู่ในจอเรดาร์ที่นักลงทุนเฝ้าติดตามมาโดยตลอด ซึ่ง SUPER มองเป้าหมายว่าในปี 64 นี้จะมีรายได้ขึ้นสู่ระดับ 10,000 ล้านบาทเป็นครั้งแรก


นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ได้คงประมาณการกำไรปกติปี 64 ที่ 2,562 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 87.9%จากปีก่อน โดยได้แรงหนุนจากการรับรู้รายได้โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ประเทศเวียดนาม โครงการ Thinh Long และ Sinenergy Ninh Thuan รวมขนาด 100MW เต็มปี และรับรู้รายได้โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ประเทศเวียดนาม โครงการ Loc Ninh 1 – 3 รวมขนาด 550MW คาดจะ COD ในปลายเดือน ธ.ค.63 เป็นต้นไป กำหนดคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายปี 64 ที่ 1.47 บาทต่อหุ้น



GUNKUL


อีกหนึ่งบริษัทขนาดกลางที่หันเอามาดีทางด้านธุรกิจโรงไฟฟ้าซึ่งมีโครงการโซลาร์ ฟาร์มทั้งในไทย เวียดนาม และญี่ปุ่น โดยบริษัทมีเป้าหมายจะพัฒนาโรงไฟฟ้าให้ได้ 1,000 MW ในปี 65 ทั้งนี้ GUNKUL มีโรงไฟฟ้าที่ประเทศเวียดนาม จำนวน 2  โครงการ กำลังผลิตรวม 110 MW


นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด มองว่าแผนพัฒนาพลังงานไฟฟ้าเดินหน้าสู่เป้าหมาย 1,000MW ซึ่งทาง GUNKUL อยู่ระหว่างเจรจาโครงการเพิ่มเติมอีก 200MW ในต่างประเทศ (เราคาดเป็นโครงการโซลาร์ ฟาร์มและพลังงานลมในเวียดนาม) โดยจะเห็นความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญในปี 64 และยังคงเป้าหมายมีกำลังผลิตครบ 1,000MW ภายในปี 65 ทั้งนี้ปัจจุบันบริษัทมีกำลังการผลิตอยู่ราว 600MW และผู้บริหารประเมิน potential projects ที่บริษัทสามารถเข้าร่วมทั้งในและต่างประเทศราว 600-900MW ประเมินราคาเป้าหมายไว้ที่ 3.25 บาท



Maratronman

เดินทางสู่โลกใหม่ ค้นหาสิ่งใหม่ นำเสนอมุมใหม่ กับเรื่องราวใหม่