คุยกับ “เสถียร” แม่ทัพ CBG กำลังดัน “ซี เจ เอ็กซ์เพรส” เข้าตลาดหุ้น

นับตั้งแต่ปี 2557 ที่เป็นปีแรกในการเข้าตลาดหุ้นของ บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CBG ด้วยราคาไอพีโอเพียง 28.00 บาทต่อหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 1 บาท จวบจนมาถึงตอนนี้ ถือว่า CBG ประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยรักษาการเติบโตของรายได้ และกำไรอย่างต่อเนื่อง


ขณะเดียวกันในแง่ของราคาหุ้นก็เช่นกัน หากเปรียบเทียบกับราคาล่าสุด ณ วันที่ 12 ก.พ.64 ปิดการซื้อขายที่ระดับ 136 บาท ปรับเพิ่มขึ้นสูงถึงระดับ 385% จากราคาไอพีโอ ซึ่งถือเป็นระดับราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นตามผลประกอบการที่เติบโตอย่างต่อเนื่องเช่นกัน


ล่าสุดกำลังจะถึงเวลาของการเติบโตอีกครั้ง ในหนึ่งธุรกิจของกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่
CBG อย่างบริษัท ซี เจ เอ็กซ์เพรส กรุ๊ป จำกัด (CJ) เป็นหนึ่งในบริษัทของกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ CBG ถือหุ้นรวมกันกว่า 90% ที่เข้ามามีบทบาทกับ CJ ประมาณ 6-7 ปี โดยวาดฝันการเติบโตไว้อย่างสวยงาม และยังมีแผนเข้าตลาดหุ้นอีกด้วย จะเป็นอย่างไรบ้าง วันนี้ทีมข่าว Wealthy Thai จะพานักลงทุนไปคุยกับ คุณเสถียร เศรษฐสิทธิ์ ในฐานะประธานกรรมการ ประธานคณะกรรมการบริหาร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร CBG และในฐานะประธานกรรมการ บริษัท ซี เจ เอ็กซ์เพรส กรุ๊ป จำกัด (CJ)


โดยคุณเสถียร เศรษฐสิทธิ์ บอกกับเราว่า ภายใน 3 ปีนับจากนี้ CJ มีแผนขยายสาขาเพิ่มเป็นไม่น้อยกว่า  1,000 สาขา ซึ่งประเมินว่าในช่วงเวลาดังกล่าว ทาง CJ จะมียอดขายรวมระดับ 50,000 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นเมื่อเทียบกับสิ้นปี 2563 ที่มียอดขายประมาณ 17,000 ล้านบาท ส่วนปี 2564 คาดว่าจะมียอดขายเติบโตมาอยู่ที่ระดับ 20,000 ล้านบาท


ทั้งนี้ทางบริษัทมีแผนนำ CJ เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นภายในช่วงปลายปี 2565 โดยได้เตรียมการมาเป็นระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งคาดว่าจะสามารถยื่นแบบไฟลิ่งในช่วงไตรมาส 2/2565 โดยมีการจัดตั้งคณะกรรมการต่างๆ และปรับโครงสร้างภายในองค์กร ซึ่งประเมินว่าภายในช่วงไตรมาส 2/2564 จะสามารถคัดเลือกที่ปรึกษาการเงิน หรือ FA ได้


ทั้งนี้ในธุรกิจค้าปลีกหากจะสามารถให้แข่งขันได้ จำนวนสาขาจึงถือเป็นปัจจัยสำคัญ เพราะคือ Point of Sale เมื่อต้องการจำนวนสาขามาก โดยต่อสาขามีงบลงทุนกว่า 7-8 ล้านบาท ดังนั้นเมื่อเราจะขยาย 200-300 สาขา แต่ละปีจึงต้องใช้งบลงทุนกว่า 2,000 ล้านบาทต่อปี และรูปแบบของ CJ เป็นการลงทุนเอง ไม่ได้ใช้แฟรนไชส์


ธุรกิจค้าปลีกมีการแข่งขันสูง มีผู้เล่นรายใหญ่จำนวนมาก และหากเข้าไปดูทั่วประเทศยังไม่มีผู้ประกอบการท้องถิ่นเข้ามาแข่งขันได้ ดังนั้นการที่ CJ สามารถขยายสาขา และสร้างการเติบโตได้ อย่างช่วงปี 2563 ที่ผ่านมามีกำไรสูงถึง 1,000 ล้านบาท  ถือเป็นตัวเลขที่มีนัยสำคัญ ดังนั้นการที่เราขยายสาขา และสร้างกำไรเติบได้ แสดงว่า Business Model ของบริษัทสอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมาย ตอบสนองต่อความต้องการ และด้วย Business Model แบบนี้บริษัทเชื่อว่าจะสามารถแข่งขันได้


“การที่เรามี Business Model นี้มันไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่เมื่อเราจะอยู่ในกลุ่มธุรกิจค้าปลีก ที่มีการแข่งขันอย่างรุนแรง เราก็ควรหาช่องทางที่จะแข่งขันอย่างไร โดยตอนนี้เราขยายสาขาไปภาคอีสาน มีสาขาครอบคลุมกว่า 30 จังหวัด เราจะค่อยๆขยาย เพราะมันเกี่ยวกับเรื่องโลจิสน์ติกในการขนส่งสินค้า ส่วนภาคใต้เรายังไม่มีแผนขยาย แต่จะไปถึงเพียงจังหวัดประจวบฯ และชุมพร”


นอกจากนี้เรายังมีความต้องการให้ผู้บริโภคหากเข้ามาใช้บริการ CJ แล้วเกิดประสบการณ์ว่า มีสินค้าที่หลากหลาย โดยเรามีสินค้ามากกว่า 10,000 SKU และถือเป็นซุปเปอร์มาร์เก็ตที่มียอดขายต่อสาขามากที่สุดเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ที่เรามีความคล้ายกับเทสโก้ โลตัส เอ็กซ์เพรส และมินิ บิ๊กซี เนื่องจากเรามีสินค้าจำนวนมาก และมีเทคโนโลยีที่จะบริหารจัดการทั้งในแง่ของต้นทุนอีกด้วยซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญ รวมทั้งยังมองหาการสร้างความแตกต่างในเรื่อง Business Model ที่นอกจากจะเป็นซุปเปอร์มาร์เก็ตเหมือนคู่แข่ง แต่ CJ ยังมีโซน บิวตี้ และบาวคาเฟ่ อีกด้วย และยังจะมีสินค้าที่เกี่ยวกับบ้าน และไลฟ์สไตล์ โดยบริษัทจะค่อยๆปรับรูปแบบไปตามสภาพของสังคม


“ด้วยธุรกิจค้าปลีก สมัยก่อนบ้านเราสุดท้ายแล้วจะมีต่างชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะเรื่องสำคัญคือ เทคโนโลยี ในการบริหารจัดการสินค้าตั้งแต่ต้นทาง ไปจนถึงปลายทาง บริหารสินค้าคงคลัง ซึ่งสมัยก่อนเราไม่มีโนว์ฮาว แบบนี้ แต่ปัจจุบันด้วยโลกที่เปลี่ยนไป คนไทยได้เรียนรู้สิ่งเหล่านี้มากขึ้น ทำให้แผนของ CJ สามารถนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้”นายเสถียร กล่าวทิ้งท้าย

This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”