Official Update :

OR ถูกใจสาย ฝ. ฝรั่งซุ่มเก็บทะลุ 3 พันล้านบาท

กระแสความร้อนแรงของหุ้น บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มาหาชน) หรือ OR เรือธงของ PTT ยังไม่น่าจะจบเพียงเท่านี้ แม้เพิ่งเข้าซื้อขายวันแรกเมื่อวันที่ 11 ก.พ.64 ด้วยราคาจองซื้อ IPO ที่ 18 บาท และหลังจากนั้นเมื่อวันที่ 15 ก.พ.64 พบว่าถูกไล่ราคาขึ้นทำจุดสูงสุดที่ 36.50 บาท บวกสูงถึง 100%


แต่การปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรงของราคาหุ้น OR แม้จะเป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆ แต่ก็หักปากกาเซียนไปแล้วหลายราย แม้ปัจจุบันราคาหุ้นเริ่มผันผวนในทิศทางขาลงจนเกิดแรงขาย ดังนั้นทีมข่าว Wealthy Thai จึงได้เข้าไปสำรวจข้อมูล NVDR พบว่ามีแรงซื้อสุทธิเข้ามาจำนวนมากนับตั้งแต่วันเข้าเทรดวันแรก คือ 11 ก.พ. ถึงวันที่ 18 ก.พ.64 ซึ่งมีระยะเวลาเพียง 5 วันเท่านั้น แต่มูลค่าการซื้อสุทธิถือว่าอยู่ในระดับสูงกว่า 3,000 ล้านบาท โดยในแต่ละวันมีแรงซื้อสุทธิสูงสุดแบ่งตามวันได้ดังนี้

วันที่

ซื้อสุทธิ (ล้านบาท)

11 .พ.

687.13

15.พ.

1,082.21

16.พ.

518.62

17.พ.

616.28

18.พ.

562.53

รวม

3,487.56



NVDR คืออะไร

สำหรับ NVDR หรือใบแสดงสิทธิในผลประโยชน์ที่เกิดจากหลักทรัพย์อ้างอิงไทย เป็นตราสารที่ออกโดยบริษัทที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจัดตั้งขึ้น ซึ่งคือ "บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด" (Thai NVDR Company Limited) เอ็นวีดีอาร์เป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนโดยอัตโนมัติ (Automatic List)


วัตถุประสงค์หลักของเอ็นวีดีอาร์ คือเพื่อกระตุ้นการลงทุนและเพิ่มสภาพคล่องให้ตลาดหลักทรัพย์และเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับนักลงทุนชาวต่างประเทศ ที่สนใจลงทุนในบริษัทจดทะเบียน แต่อาจไม่สามารถลงทุนในหลักทรัพย์นั้นได้ อันเนื่องมาจากการควบคุมสัดส่วนการถือครองหลักทรัพย์ของคนต่างด้าวที่ระบุไว้ตามกฎหมายไทย


ดังนั้น เอ็นวีดีอาร์ จึงเป็นอีกทางเลือกให้กับนักลงทุนต่างประเทศที่สนใจลงทุนในหลักทรัพย์นั้น ซึ่งผู้ลงทุนจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางการเงิน เช่น เงินปันผล และสิทธิในการซื้อหุ้นเพิ่มทุนเช่นเดียวกับการลงทุนในหุ้นของบริษัทจดทะเบียน แต่ผู้ถือเอ็นวีดีอาร์จะไม่มีสิทธิในการออกเสียงในที่ประชุมของบริษัทจดทะเบียน (Non-Voting Rights)


อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าเอ็นวีดีอาร์จะออกมาเพื่อส่งเสริมการลงทุนของผู้ลงทุนชาวต่างประเทศ แต่ผู้ลงทุนไทยก็สามารถลงทุนในเอ็นวีดีอาร์ได้ ทั้งนี้ นักลงทุนสามารถซื้อขายเอ็นวีดีอาร์ได้เช่นเดียวกับการซื้อขายหลักทรัพย์ทั่วไปที่มีการซื้อขายอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย



กำไรปี
64 ทะลุ 1 หมื่นล้านบาท

ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า อิง Bloomberg Consensus คาดผลกำไรสุทธิปี 2564 ที่ 10,213 ล้านบาท เพิ่มขึ้น16% จากปีก่อน ซึ่งได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของอุปสงค์น้ำมันและเศรษฐกิจ หลังวิกฤติ COVlD-19 เริ่มคลี่คลาย


ทั้งนี้เรามองว่าในระยะกลาง การเติบโตของบริษัทจะมาจากการขยายตัวของธุรกิจ Non-Oil และธุรกิจในต่างประเทศกลุ่ม CLMV ซึ่งมีอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจสูง ขณะที่ธุรกิจสถานีบริการน้ำมันในไทยจะยังสามารถเป็นแหล่งรายได้หลัก และสร้างกระแสเงินสดให้กับบริษัทต่อไปได้


ขณะที่ธุรกิจของบริษัทมีความเสี่ยงจากการปรับระดับขึ้นของราคาน้ำมันดิบ เนื่องจากราคาค้าปลีกน้ำมันมีความยืดหยุ่นน้อยกว่าราคาน้ำมันดิบ จึงส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นของ OR ลดลงได้ นอกจากนี้รัฐบาลยังมีโอกาสแทรกแซงราคาน้ำมัน โดยการประกาศใช้ Price Ceiling ซึ่งจะส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นของกลุ่มธุรกิจน้ำมันถูกจำกัด


นอกจากนี้เทคโนโลยี EV จะทำให้บริษัท เผชิญความเสี่ยงจากความต้องการใช้น้ำมันปิโตรเลียมที่จะลดลงในระยะยาว อย่างไรก็ตาม บริษัทสามารถลดความเสี่ยง และเปลี่ยนเป็นการสร้างโอกาสใหม่ทางธุรกิจได้จากการติดตั้ง EV Charger ในสถานีบริการของตัวเอง (ปัจจุบันมี 25 แห่ง)


อย่างไรก็ตามปัจจุบันเรายังไม่มีคำแนะนำสำหรับ OR เนื่องจากยังอยู่ในระหว่างการศึกษาพื้นฐานของบริษัท ทั้งนี้หากอิงสมมติฐานกำไรสุทธิปี 2564 ที่ 11,000-13,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น EPS ราว 0.92-1.08 บาท ราคาปัจจุบันจะ lmplied เป็น PER2564 ที่ 27.3 - 32.1 เท่า ซึ่งสูงกว่าคู่แข่งที่ซื้อ-ขายบน PER ระดับ 16 เท่า และใกล้เคียง PER เฉลี่ยของกลุ่มค้าปลีกที่ 30 เท่า



This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”