Official Update :

ดักเก็บ 4 หุ้นเบอร์ตองกลุ่มค้าปลีก เมื่อกำลังซื้อภาคประชาชนจะกลับมา

indicator หรือ ตัวบ่งชี้ที่จะบอกว่าเศรษฐกิจในประเทศเริ่มจะฟื้นตัวขึ้น อย่างหนึ่งคงจะมาจาก การอุปโภคบริโภคของภาคประชาชน ซึ่งรายงานของ สภาพัฒน์ ระบุไว้ว่ายอดการบริโภคภาคประชาชนเริ่มฟื้นตัวขึ้นกลับมายืนอยู่ในแดนบวกได้แล้ว นั่นเองจึงเป็นสัญญาณให้หุ้นค้าปลีกขนาดใหญ่ ที่เป็นยักษ์หลับเริ่มเริ่มตาฟื้นตัวได้อีกครั้ง


ภาพรวมของการอุปโภคบริโภคภายในประเทศกำลังจะฟื้นตัวขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่พิษของเชื้อไวรัสโควิด19 เริ่มจะหมดไป เพราะการมาของวัคซีนที่หลายประเทศทั่วโลกเริ่มใช้มาตรการผ่อนคลายการล็อกดาวน์เมือง รวมถึงในประเทศไทยที่แม้จะมีการระบาดรอบที่ 2 แต่ประชาชนส่วนใหญ่ช่วยกัน จึงสามารถป้องกันการแพร่ระบาดไม่ให้กระจายเป็นวงกว้างได้


วัคซีนถือเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยผลักดันและกระตุ้นให้การอุปโภคบริโภคภายในประเทศเร่งตัวขึ้นกลับเข้าสู่สภาวะปกติได้โดยเร็ว ถ้าเริ่มมีการฉีดวัคซีนกันแบบจริงจังและกระจายทั่วประเทศ ซึ่งในส่วนของประเทศไทยเองนั้นรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข ยืนยันว่าคนไทยจะได้เริ่มฉีดวัคซีนในช่วงเดือนมี..64 เป็นต้นไป


แต่อย่างไรก็ตามตัวบ่งชี้ ที่เริ่มเห็นสัญญาณของการฟื้นตัวของการบริโภคภาคประชาชนก็คือ ข้อมูลส่วนหนึ่งของ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติรายงานภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยช่วงไตรมาส4/63 ที่ผ่านมา ซึ่งในใจความสำคัญส่วนหนึ่งระบุว่า เริ่มเห็นภาพที่ชัดเจนของการบริโภคในประเทศเริ่มดีขึ้น มาอยู่ที่ระดับเป็นแดนบวก 0.9% จากในไตรมาส 2/63 ที่ตัวเลขดังกล่าวติดลบ 6.7% และในไตรมาส3/63 ติดลบ 0.6%


โดยข้อมูลจาก EIC SCB หน่วยงานภายใต้ธนาคารไทยพาณิชย์ ที่นำเสนองานวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับเศรษฐกิจระดับมหภาค ระบุว่า การใช้จ่ายเพื่อบริโภคภาคเอกชนพลิกกลับมาขยายตัวเล็กน้อยที่ 0.9%YOY หลังจากหดตัว -0.6%YOY ในไตรมาสก่อนหน้า โดยเป็นผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ อาทิ โครงการคนละครึ่ง เราเที่ยวด้วยกันและช็อปดีมีคืน ซึ่งเป็นการใช้จ่ายซื้อสินค้าไม่คงทนในหมวดอาหารเป็นหลัก (อาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ขยายตัว 1.8%YOY) ขณะที่การใช้จ่ายเพื่อสินค้ากึ่งคงทนและสินค้าคงทนยังคงหดตัวแต่ในอัตราน้อยลงจากไตรมาสก่อนหน้า


ทั้งนี้ประเด็นดังกล่าวแสดงให้เห็นแล้วว่ากำลังซื้อจากผู้บริโภคกำลังทยอยกลับมา ดังนั้นเองกลุ่มหุ้นที่จะได้รับประโยชน์ก็คงจะหนี้ไม่พ้นผู้เล่นรายใหญ่ในประเทศ รวมถึงกลุ่มห้างสรรพสินค้าที่จะสามารถเปิดให้บริการได้อย่างเต็มที่ เช่น บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN,บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC,บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL และบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC


อย่างไรก็ตามหากมองย้อนไปแล้วจะเห็นว่าหุ้นยักษ์หลับ 4 ตัวนี้ราคาหุ้นเคลื่อนไหวน้อยกว่าตลาดมาก ขณะเดียวกันวันนี้ Wealthy Thai จะพามาส่องกล้องมองอนาคตหุ้นยักษ์หลับทั้ง 4 ตัวนี้ว่าจะเป็นอย่างไร ภายใต้มุมมองของนักวิเคราะห์ทั้งในเชิงพื้นฐานธุรกิจ รวมถึงราคาหุ้นที่เหมาะสมว่าควรจะอยู่ระดับที่เท่าไหร่



CPN คนเข้าห้างเยอะขึ้น

โดย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด มองว่า กำไรปกติในไตรมาส4/63 จะลดลง 9% จากไตรมาสก่อน ที่คาดจะทำได้ 2.14 พันล้านบาท และมีโอกาสอ่อนตัวต่อในไตรมาส1/64 จากโควิด-19 รอบใหม่ แต่น่าจะเป็นจุดต่ำสุดของปี ก่อนจะฟื้นตัวดีขึ้นในไตรมาสถัดไป หลังทุกศูนย์การค้าในไทยกลับมาเปิดบริการได้หมด


การ Lock Down ผ่อนคลายลง และการเริ่มใช้วัคซีนในไทยมีความชัดเจนมากขึ้น ย่อมหนุนให้ธุรกิจศูนย์การค้าฟื้นตัวดีขึ้นทั้งในเชิงTraffic และการให้ส่วนลดค่าเช่าที่จะทยอยลดลงเชื่อว่าทิศทางกำไรปี 64 จะยังสูงขึ้นจากปี 63 บวกกับแผนขายสินทรัพย์ใหม่เข้ากอง REIT ในปีนี้ ที่จะเข้ามาสร้างกำไรพิเศษเพิ่มเติม เบื้องต้นประเมินกำไรสุทธิปี 64 ไว้ที่ 10,118 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 63 ที่คาดจะทำได้ 9,681ล้านบาท โดยมูลค่าพื้นฐานปี 64 อยู่ที่ 60 บาท



CRC ยอดช้อปปิ้งกำลังฟื้น

บริษัท หลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) มองในมุมเชิงพื้นฐานของหุ้น CRC ว่า ในไตรมาส4/63 จะมีกำไรปกติที่ 227 ล้านบาท ฟื้นตัวจากไตรมาส3 เพราะมาตรการกระตุ้นและการใช้จ่ายในช่วงวันหยุด ปัจจัยกดดันยังเป็นยอดขายปลีกลดลงในทุกธุรกิจและกดดันอัตรา EBIT เนื่องจากการประหยัดต้นทุนสร้างผลกระทบได้เพียงเล็กน้อย ขณะเดียวกัน ในแง่การลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากผลกระทบของ COVID-19 (เช่น การบริโภคที่อ่อนแอ, การไม่มีนักท่องเที่ยว, การล็อคดาวน์ในอิตาลี) ต่อยอดขาย โดยเฉพาะยอดขายแฟชั่น


ทั้งนี้ เชื่อว่าราคาหุ้นที่มีผลตอบแทนที่น้อยกว่าตลาด -6% ในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา ได้รวมความล่าช้าของการเปิดประเทศและการระบาดรอบสองในประเทศไทยเข้าไปแล้ว เราคาดว่าซินเนอร์จีจากเปลี่ยน Central-Robinson อยู่ที่ 1.2พันลบ. (1/3 ของมูลค่าทั้งหมด) ใน 64 ซึ่งจะหนุนแนวโน้มกำไรในปีนี้พร้อมกับการฟื้นตัวของยอดขาย คาดจะรายงานกำไรสุทธิปี 64 ที่ 5,184 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 63 ที่คาดจะขาดทุน 343 ล้านบาท แนะนำ นักลงทุนให้สะสมหุ้น CRC สำหรับการฟื้นตัวจากวัคซีน ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 36 บาทต่อหุ้น



CPALL รับส่วนแบ่งจากโลตัส

บทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย เวลท์ จำกัด CPALL คาดการณ์ว่า กำไรสุทธิไตรมาส 4/63  อยู่ที่ 4,105 ล้านบาท ลดลง 33%จากปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 3% จากไตรมาส3/63 และคาดรายได้รวมอยู่ที่ 133,890 ล้านบาท ลดลง 6%จากปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 3% จากไตรมาส3/63 โดยคาดว่ายอดขายสาขาเดิม ในไตรมาส4/63 อยู่ที่ -18% เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงจากปีก่อน เพราะการแพร่ระบาดของ COVID-19 รวมถึงกำลังซื้อที่อ่อนแอของผู้บริโภค


นอกจากนี้เราคาดว่าโครงการคนละครึ่งจะส่งผลกระทบทางลบต่อบริษัท เนื่องจากผู้บริโภคหันไปซื้อของในร้าน Traditional trade มากขึ้น อย่างไรก็ตามไตรมาส4/63 คาดว่า CPALL เริ่มรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเทสโก้ราว 113 ล้านบาท ทั้งนี้เราคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นไตรมาส 4/63 อยู่ที่ 22.3% เทียบกับไตรมาส4/62 และเทียบกับไตรมาส3/63 ที่ 22.9% และ 22% ตามลำดับ


ดังนั้นยังแนะนำ “ซื้อ” ให้ราคาเป้าหมาย 76 บาท โดยธุรกิจยังคงถูกกดดันในระยะสั้น จากการแพร่ระบาดของ COVID-19 รอบใหม่ อย่างไรก็ตามบริษัทยังมีความแข็งแกร่งจากช่องทางการขายที่หลากหลาย การขยายฐานลูกค้าในกัมพูชาและลาว และส่วนแบ่งกำไรจากเทสโก้ที่จะช่วยหนุนผลประกอบการในระยะยาว โดยประเมินกำไรปี 64 ไว้ที่ 20,651 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24% จากปีก่อนที่ทำได้ 16,634 ล้านบาท



BJC ขยายฐานลูกค้าเพิ่มขึ้น

บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด มองว่าหลังวิกฤต COVID-19 ผ่านพ้นไป ยอดขายสินค้าของ BJC ทั้งในส่วนของ Non-Retail และ Retail จะเริ่มเห็นกำลังซื้อที่กลับมาอีกครั้ง ซึ่งสินค้าของ BJC เน้นการอุปโภคและบริโภค โดยมีโอกาสดีจากขยายฐานลูกค้าไปยัง CLMV โดยเฉพาะในประเทศเวียดนามในธุรกิจ Non-Retail (บรรจุภัณฑ์และอุปโภคบริโภค)


คาด BJC จะรายงานกำไรปกติ 1.4 พันล้านบาท เพิ่ม 38% จากไตรมาส 3/63 แต่จะลดลง 42 % จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยปรับดีขึ้นรายไตรมาส ซึ่งได้แรงหนุนจากระดับมาร์จิ้นที่ 19.3% เพิ่มจาก 18.9% ส่วนหนึ่งได้แรงหนุนจากธุรกิจบรรจุภัณฑ์โดยเฉพาะสินค้ากระป๋อง จากกลุ่มลูกค้าใหม่เช่นในกลุ่มเครื่องดื่มน้ำผลไม้ซึ่งมีมาร์จิ้นดี โดยคาดกำไรสุทธิปี 64 จะทำได้ 6,966 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 96% จากปีก่อน ประเมินราคาเหมาะสม 47 บาท




Maratronman

เดินทางสู่โลกใหม่ ค้นหาสิ่งใหม่ นำเสนอมุมใหม่ กับเรื่องราวใหม่