Official Update :

BGC เตรียมเงิน 2.5 พันล้านบาทเข้าซื้อกิจการ ดันรายได้ 2.5 หมื่นล้านบาทภายใน 4 ปี

BGC ประกาศแผนปี 68 รายได้เติบโตเท่าตัว 2.5 หมื่นล้านบาท ลุยเข้าซื้อกิจการอย่างต่อเนื่อง จับตาไตรมาส 1/64 สรุปเพิ่มอีก 1 ดีล ในธุรกิจกล่องกระดาษขนาดกำลังการผลิตสูงถึง 1 แสนตันต่อปี คาดใช้งบลงทุนราว 800-900 ล้านบาท ดันปี 64 รายได้เติบโต 35% จากแผนงานขยายธุรกิจ M&A


นายศิลปรัตน์ วัฒนเกษตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จำกัด (มหาชน) หรือ BGC เปิดเผยว่า บริษัท ได้วางนโยบายยกระดับธุรกิจของ BGC จากผู้ผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์แก้วสู่การเป็น Total Packaging Solution หรือผู้นำด้านบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งในการดำเนินงานรองรับแผนผลักดันรายได้เติบโตเท่าตัว จาก 1.1 หมื่นล้านบาท เป็น 2.5 หมื่นล้านบาท ภายในปี 2568 พร้อมทั้งปรับวิสัยทัศน์ (Vision) ขององค์กรเป็น  “Bringing Good Value to Everyone Everyday”  สื่อถึง BGC จะเป็นองค์กรที่ส่งคุณค่าสู่ทุกคน ในทุกวันด้วยบรรจุภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ภายใต้พันธกิจที่จะส่งมอบคุณค่าสู่ทุกฝ่าย ได้แก่ ผู้ถือหุ้น ลูกค้า พนักงาน รวมถึงสังคมและโลกของเรา


ทั้งนี้ในปี 2564 บริษัทกำหนดงบลงทุน 2.5 พันล้านบาท เพื่อรองรับการเข้าซื้อกิจการ ประกอบด้วย งบลงทุนรวมประมาณ 1,650 ล้านบาท เข้าซื้อกิจการจากบริษัทแม่อย่าง บริษัท บางกอกกล๊าส จำกัด (มหาชน) ("BG") จำนวน 2 แห่ง คือ บริษัท บีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (BGP) และบริษัท บางกอกบรรจุภัณฑ์ จำกัด (BVP) ในสัดส่วนทั้งหมด 100% และงบลงทุนส่วนที่เหลือเพื่อรองรับการเข้าซื้อกิจการจากบริษัทนอกเครือ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างเจรจาประมาณ 3-4 ดีล ทั้งธุรกิจกล่องกระดาษ ธุรกิจขึ้นรูป ฟิล์ม เป็นต้น  เบื้องต้นคาดว่าจะสรุปธุรกิจกล่องกระดาษในประเทศ 1 ดีลในช่วงไตรมาส 1/64 ขนาดกำลังการผลิต 1 แสนตันต่อปี คาดใช้งบลงทุนราว 800-900 ล้านบาท


โดยล่าสุด เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัทได้มีมติอนุมัติแผนลงทุน M&A ในกิจการ 2 บริษัท ได้แก่ (1) เข้าถือหุ้น 100% ในบริษัท บีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (BGP) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายฟิล์มพลาสติก ฝาพลาสติก ขวด PET หลอดพรีฟอร์ม และ (2) เข้าถือหุ้น 100% ในบริษัท บางกอกบรรจุภัณฑ์ จำกัด (BVP) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายบรรจุภัณฑ์กระดาษ ด้วยกำลังการผลิตประมาณ 5 หมื่นตันต่อปี ใช้งบลงทุนรวมประมาณ 1,650 ล้านบาท โดยใช้แหล่งเงินทุนจากการกู้ยืมสถาบันการเงินในประเทศและบริษัทฯ ยังคงรักษาอัตราหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ไม่เกิน 2.5 เท่า


สำหรับการเข้าซื้อกิจการดังกล่าวคาดถึงจุดคุ้มทุนในอีกเกือบ 10 ปีข้างหน้า แต่มองว่าเป็นการต่อยอดอนาคต เพื่อขยายธุรกิจอื่นๆอีกต่อไป โดยกิจการทั้ง 2 บริษัท ล้วนมีกำไรอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา จึงมั่นใจว่าการลงทุนดังกล่าวจะเสริมสร้างศักยภาพธุรกิจและผลการดำเนินงานของ BGC ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เนื่องจากสามารถรับรู้รายได้และผลกำไรจากบริษัท ที่เข้าลงทุน หลังเสร็จสิ้นกระบวนการเข้าควบรวมกิจการ


ประกอบกับบริษัทจะสามารถนำเสนอบริการแบบครบวงจร (One stop service) ตั้งแต่บรรจุภัณฑ์ พร้อมฉลาก ฝา และกล่องกระดาษ โดยมีทีมงานที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมด้านบรรจุภัณฑ์ มีเทคโนโลยีด้านการออกแบบที่ทันสมัย นอกจากนี้ ยังเพิ่มความสะดวกสบายแก่ลูกค้าจากการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่หลากหลาย คาดว่าบริษัทฯ จะเริ่มรับรู้รายได้จากการลงทุนดังกล่าวตั้งแต่เดือนพฤษภาคมนี้เป็นต้นไป หากได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2564


ขณะเดียวกันบริษัท ตั้งเป้าขยายการลงทุนเพิ่มเพื่อเสริมศักยภาพการเป็น Total Packaging Solution ซึ่งจะส่งผลต่อโครงสร้างรายได้ในอนาคตที่เปลี่ยนแปลงไป โดยคาดว่าภายใน 5 ปีนับจากนี้ บริษัท จะมีรายได้หลักจากธุรกิจบรรจุภัณฑ์แก้วประมาณ 55% ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องกับบรรจุภัณฑ์แก้ว 40% และธุรกิจด้านพลังงาน 5% จากปัจจุบันที่มีรายได้หลักจากธุรกิจบรรจุภัณฑ์แก้ว 95% และธุรกิจด้านพลังงาน 5%


สำหรับมาตรการแก้ไขปัญหาการระบาดระลอกใหม่ของ COVID-19 ของภาครัฐในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์ลดลงอย่างชัดเจน ปัจจุบันบริษัทยังมีคำสั่งซื้อตามปกติ ส่วนต้นทุนด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้นในช่วงปลายปีที่ผ่านมา บริษัท มีการวางแผนรับมือโดยการเพิ่มรูปแบบของพลังงานที่ใช้เพื่อกระจายความเสี่ยง และเพิ่มสัดส่วนการใช้เศษแก้วในการหลอมเพื่อลดการใช้พลังงาน และควบคุมการใช้เชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพ


อย่างไรก็ตามคาดว่าบริษัทจะได้รับผลดีจากราคาโซดาแอช (Soda ash) ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักสำหรับผลิตแก้วที่ปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง และราคาเศษแก้วที่ทรงตัว โดยบริษัทฯ ตั้งเป้ารายได้รวม สำหรับปี 2564 เติบโตจากปีก่อนประมาณ 35% จากแผนงานขยายธุรกิจ M&A


“ในปีที่ผ่านมาเป็นปีที่บริษัทเผชิญกับความท้าทายจากผลกระทบการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 อย่างไรก็ตามเราสามารถทำผลงานอยู่ในระดับที่น่าพอใจ พร้อมทั้งมองโอกาสพัฒนาธุรกิจให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ทั้งการลงทุนควบรวมกิจการหรือ M&A เพื่อต่อยอดการขยายธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับบรรจุภัณฑ์แก้ว หรือการลงทุนขยายธุรกิจในปัจจุบัน เพื่อตอบโจทย์การเป็น Total Packaging Solution หรือผู้ผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร จากเดิมที่เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์แก้ว โดยบริษัทฯ จะสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่มีความหลากหลาย ตั้งแต่บรรจุภัณฑ์แก้ว ฟิล์มพลาสติก ฝาพลาสติก ขวด PET หลอดพรีฟอร์มและกล่องกระดาษลูกฟูก ซึ่งจะสร้างโอกาสเพิ่มยอดขายจากลูกค้าแต่ละรายและเพิ่มศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ” นายศิลปรัตน์ กล่าว

This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”