Official Update :

เปิดแผนลงทุน 5 ปี กลุ่มปตท. บริษัทไหนใช้เงินลงทุนมากกว่ากัน

ในแต่ละปีบริษัทจดทะเบียนจะต้องมีแผนการเติบโตว่าจะวางกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจกันอย่างไรบ้าง ซึ่งขณะเดียวกันบางบริษัทจะมีแผนกลยุทธ์เติบโตช่วง 3-5 ปี ว่าจะวางแนวทางการดำเนินธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนอย่างไรและต้องใช้เงินลงทุนเพื่อเป็นการขับเคลื่อนอย่างไร เพราะทุกๆการลงทุนคือผลตอบแทนของการเติบโตที่จะได้กลับคืนมา ซึ่งในแต่ละบริษัทวางแพลนไว้ว่าจะต้องลงทุนโครงการนี้เพื่อให้ได้ผลการผลิตการผลิตที่เพิ่มขึ้นเพื่อขยายช่องทางขายหรือรองรับความต้องการตามคำสั่งซื้อที่ลูกค้ากำหนดไว้


โดยในครั้งนี้ Wealthy Thai จะพานักลงทุนมาติดตามแผนการลงทุน 5ปี นับตั้งแต่ปี 64-68 ของกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ในเครือ ปตท. ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำแถวหน้าของประเทศไทยกันว่า บริษัทที่ปตท.เข้าไปถือหุ้น ซึ่งเน้นเฉพาะกลุ่มบริษัทในเครือธุรกิจก๊าซธรรมชาติ น้ำมัน ปิโตรเลียม และไฟฟ้าว่า แผนการลงทุนในอีก 5 ปีข้างหน้านับต่อจากนี้จะใช้เงินลงทุนเท่าไหร่ โดยในฐานะผู้ถือหุ้นรายย่อยอย่างเราก็อยากจะรู้ว่าบริษัทที่เราไปลงทุนถือหุ้นนั้น ใช้เงินลงทุนไปกันเท่าไหร่ และทำอะไรบ้างขณะเดียวกันทาง GPSC บริษัทไม่ได้ตั้งงบประมาณการลงทุนช่วง 5ปีไว้ แต่วางเป้าแพลนการดำเนินธุรกิจ


สำหรับบริษัทในเครือของปตท.ประกอบไปด้วย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT, บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP, บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ,บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC,บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC และบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR 



PTT

ขอเริ่มกันที่บริษัทแม่อย่าง PTT ซึ่งวางแผนว่าจะใช้เงินลงทุนตลอดระยะเวลา 5ปี (64-68) มูลค่ารวมทั้งสิ้น 179,072 ล้านบาท โดยปตท.ยังคงมุ่งเน้นการลงทุนในธุรกิจหลัก ได้แก่กลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ทั้งในส่วนที่ PTT ได้ดำเนินการเอง (ธุรกิจก๊าซธรรมชาติ และท่อส่งก๊าซธรรมชาติ) เช่น โรงแยกก๊าซธรรมชาติหน่วยที่ 7 เพื่อทดแทนโรงแยกก๊าซหน่วยที่ 1 และโครงการท่อส่งกาซบนบกเส้นที่ 5 


ขณะเดียวกันยังได้ลงทุนผ่านบริษัทที่ PTT ถือหุ้นสัดส่วน 100% คิดเป็นสัดส่วนการลงทุนของงบลงทุน 5 ปีนี้ประมาณ 70%  เช่นการลงทุนที่เกี่ยวเนื่องกับก๊าซธรรมชาติ เช่นการขยายขีดความสามารถของสถานีรับจ่ายกาซธรรมชาติเหลวแห่งที่ 2  และโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3 


นอกจากนี้ยังได้เตรียมการลงทุนในอนาคต ในระยะ 5 ปีข้างหน้า อีกจำนวน 331,524 ล้านบาท เพื่อการเติบโต และเสริมสร้างความร่วมมือภายในกลุ่ม ปตท. เช่นโครงการ Southern LNG Terminal และท่อส่งก๊าซธรรมชาติที่อยู่ระหว่างการพิจารณาตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (PDP2018) 


การขยายการลงทุนธุรกิจก๊าซธรรมชาติเหลวครบวงจร (LNG Value Chain) ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และการเชื่อมต่อระหว่างธุรกิจก๊าซธรรมชาติสู่ธุรกิจไฟฟ้า (Gas-to-Power) นอกจากนี้จะมีการลงทุนในธุรกิจห่วงโซ่พลังงานไฟฟ้า รวมถึงธุรกิจอุปกรณ์การแพทย์ อีกทั้งยังมีงบลงทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียนเพื่อให้กลุ่มปตท.สามารถบรรลุเป้าหมายว่าจะมีกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเป็น 8,000 MW ในปี 73 


ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า จำกัด (มหาชน) มองว่า สำหรับปี 2564 คาดเห็นการฟื้นตัวทุกธุรกิจ โดย 1) ธุรกิจ E&P จะมีปริมาณขายสูงขึ้น ท่ามกลางการควบคุมต้นทุนผลิตได้ดี 2) ธุรกิจก๊าซได้ปัจจัยบวกจากต้นทุนก๊าซที่ลดลง 6% YoY สวนทางราคาขายที่สูงขึ้นตามทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลก 


3) ธุรกิจขั้นปลาย (โรงกลั่น-ปิโตรเคมี) มีอัตรากำไรสูงขึ้นจากค่าการกลั่น (PTT ประเมินค่าการกลั่นสิงคโปร์เฉลี่ย US$2/bbl เทียบกับ US$0.4/bbl ในปี 2563) ส่วนต่างราคาปิโตรเคมีปรับตัวดีขึ้น รวมทั้งปริมาณขายเพิ่มขึ้นจากการ COD โรงงานใหม่ของ PTTGC นอกจากนี้ ปริมาณขาย 1H64 จะไม่ถูกกระทบจากการปิดซ่อมบำรุง เนื่องจากแผนซ่อมบำรุงโรงงานทั้ง GSP และ PTTGC จะอยู่ใน 2H64 คงประมาณการกำไรปกติปี 2564 ที่ 8.2 หมื่นล้านบาท (+130% YoY) แนะนำซื้อราคาเป้าหมาย 47 บาท



PTTEP

โดยอย่างที่นักลงทุนทุกท่านพอจะทราบกันคือ PTTEP ประกอบธุรกิจด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ธุรกิจขนส่งก๊าซทางท่อในต่างประเทศ ซึ่งตั้งงบลงทุน 5 ปี (64-68) รวมมูลค่า 23,637 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 709,346 ล้านบาท (คิดจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ 30.01บาทต่อ 1 ดอลลาสหรัฐ วันที่ 19 ..64 ) โดยจะทยอยเป็นปี 64-65 ลงทุนโครงการ Oman Block 61 และเตรียมความพร้อมสำหรับการดำเนินการโครงการจี 1/61 หรือแหล่ง เอราวัณ และโครงการจี 2/61 (แหล่งบงกช) ในช่วงปี 66-67 สำหรับโครงการ Gas-to-Power ในเมียนมา ลงทุนต่อเนื่องในโมซัมบิก โครงการในมาเลเซีย และปี 68 โครงการในแอลจีเรีย 


บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง จำกัด (มหาชน) มองว่าประเด็นหลัก PTTEP แจ้งการเริ่มผลิตก๊าซธรรมชาติในโครงการมาเลเซีย-แปลงเอช เพื่อส่งให้แก่เรือผลิตก๊าซธรรมชาติเหลวของปิโตรนาส (PFLNG2) และจะทยอยเพิ่มการผลิตจนถึงระดับ 270 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ตามเป้าหมายต่อไป การเริ่มผลิตและส่งขายก๊าซธรรมชาติจากแหล่งดังกล่าวเป็นไปตามแผนที่บริษัทวางไว้ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างการลงทุนของ PTTEP ในมาเลเซียให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น 


คำแนะนำพื้นฐาน  ข่าวนี้น่าจะสร้าง positive sentiment ต่อราคาหุ้น เนื่องจากเป็นการยืนยันศักยภาพของ PTTEP ในการพัฒนาโครงการปิโตรเลียมได้ตามแผน รวมทั้งยืนยันแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่องของบริษัทในระยะยาว แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 130 บาท



TOP

ในฐานะที่เป็นบริษัทโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ของไทย มีความจำเป็นที่จะต้องขยายกำลังการผลิตให้เพิ่มมากขึ้นรวมถึงเพื่อให้ก้าวทันตามเทคโนโลยี TOP จึงวางแผนที่จะใช้เงินลงทุนตั้งแต่ปี 64-67 จำนวน 2,248 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 67,462 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นโครงการพลังงานสะอาด (Clean Fuel Project) 1,903 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการ 200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ รวมถึงโครงการขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าของ TOP SPP จำนวน 145 ล้านเหรียญสหรัฐฯ


ด้านบทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบีเอสที จำกัด (มหาชน) มองว่าธุรกิจโรงกลั่นกำลังฟื้นตัว อุปสงค์การใช้ผลิตภัณฑ์น้ำมันมีแนวโน้มสูงขึ้นหลังจากมีการแจกจ่ายวัคซีน COVID-19 โดยมีการประเมินว่าอุปสงค์ในภูมิภาคเอเชีย แอฟริกา และตะวันออกกลางจะสูงขึ้นเป็น 2.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน นอกจากนี้ แนวโน้มราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น จึงน่าจะทำให้โรงกลั่นมีการรับรู้กำไรจากสต๊อก


ขณะที่ ธุรกิจ Aromatics จะได้ประโยชน์จากอุปทานส่วนเพิ่มที่น้อยลงและการฟื้นตัวของอุปสงค์ ตลาด PX และ BZ มีแนวโน้มที่จะมีความสมดุลมากขึ้น โดยอุปทานส่วนเพิ่มในปี 2021 ของ PX และ BZ อยู่ที่ 2.6 ล้านตันต่อปี (mta) และ 0.7 mta ลดลงจาก 8.1 mta และ 1.5 mta ตามลำดับ ธุรกิจ Base Oil ยังมีแนวโน้มที่ดี มีการประเมินว่ากำลังการผลิตส่วนเพิ่มของปี 2021 จะอยู่ที่ 0.8 mbd เทียบกับ 0.9 mbd ในปี 2020


โดยมุ่งเน้นไปที่ปิโตรเคมีมากกว่าปิโตรเลียม TOP เปิดเผยว่าโครงการ Clean Fuel Project (CFP) ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอน Engineering Procurement Construction (EPC) อยู่ ทั้งนี้ตั้งเป้ามุ่งเน้นไปที่ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีมากกว่าปิโตรเลียม โดยเฉพาะสาย Olefins ซึ่งบริษัทยังไม่เคยดำเนินการ อย่างไรก็ดี บริษัทไม่มีแผนที่จะทำ green field project แต่กำลังมองหาคู่ค้าธุรกิจในการทำธุรกิจนี้มากกว่า



PTTGC

ในช่วงที่ผ่านมามีแผนการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ไปแล้วกว่า 4-5 โครงการที่ช่วยพัฒนากำลังการผลิตของสินค้าให้เพิ่มขึ้น รวมถึงช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับบริษัท เช่นโรงโอเลฟินส์แห่งใหม่ โดยมีกำลังการผลิตเอทิลีนอยู่ที่ 500,000 ตันต่อปี และโพรพิลีน 250,000 ตัน และโครงการ PO/Polyols เป็นโครงการขยายธุรกิจขั้นปลายน้ำสู่กลุ่มอุตสาหกรรมPolyurethane ที่มีมูลค่าสูง ขณะที่ในปี 64-68 จะใช้เงินลงทุนรวม 642 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 19,266 ล้านบาท ซึ่งจะใช้ลงทุนในโครงการพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง และโครงการปรับปรุงโรงโอเลฟินส์หน่วยที่ 2 


นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ผู้บริหารมีมุมมองที่ดีมากต่อกลุ่มโอเลฟินส์ในปี 64 และคาดว่าอัตรากำไร EBITDA จะคงรักษาระดับไว้ที่ 20-23% (ไตรมาส 4/63) เนื่องจากราคาน้ำมันดิบยังคงปรับตัวสูงขึ้น อัตรากำไร EBITDA ของ Olefin ผ่านจุดต่ำสุดที่ 11% ใน 2Q63 เราคาดว่าราคา PE ปี 64 จะเฉลี่ยที่ 1,050 เหรียญสหรัฐ / ตัน (20% YoY) ราคาวัตถุดิบก๊าซของ PTTGC เชื่อมโยงกับราคา PE บางส่วน แต่ยังล่าช้า 


โดยประเมิน EBITDA Olefin ดีขึ้น 21% YoY โดยได้รับปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวของธุรกิจการกลั่น สถานะทางการเงินของ PTTGC ยังคงดีที่สุดในกลุ่ม โดยมีอัตราส่วนหนี้/เงินสดสุทธิ 0.3 เท่าและเงินสดในมือ 2.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน 5 ปีจำกัดไว้ที่ 650 ล้านบาท เราเห็นว่า M&A มีความเสี่ยงสูงในปีนี้ PTTGC เน้นสร้างกลุ่มผลิตภัณฑ์เคมีมูลค่าสูงขั้นปลายซึ่งให้บริการด้านยานยนต์ การบินและการเคลือบสี บริษัทกำลังเจรจากับพันธมิตรสำหรับการร่วมทุนในโครงการ Ohio Cracker



IRPC

สำหรับ IRPC ตลอดในช่วงของระยะเวลา 5ปี (64-68) วางแผนจะใช้เงินลงทุน 36,251 ล้านบาท ซึ่งเป็นการลงทุนที่มีแผนการรองรับและมีเป้าหมายเพื่อสร้างการเติบโตให้บริษัท ได้แก่  โครงการ Ultra Clean Fuel (UCF)  5 ปี 14,218 ล้านบาท และงบที่จะใช้ในโครงการลงทุนทั่วไป รวมถึงซ่อมบำรุงโรงงาน 11,242 ล้านบาท 


นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า IRPC จะยังคงดำเนินกลยุทธ์เพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว, เพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน, การลงทุนในผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าเพิ่ม, การหาผลประโยชน์จากสินทรัพย์ต่างๆ ที่มีอยู่, และการลดต้นทุนอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2021-2025 ทั้งนี้บริษัทตั้งเป้าหมายที่ EBITDA จะเติบโตจาก 4.7 พันล้านบาทในปี 2020 เป็น 2 หมื่นล้านบาทในปี 2025 


คำแนะนำพื้นฐาน : คาดผลการดำเนินงานหลักที่จะพลิกกลับ YoY เป็นกำไรในปี 2021 จากอัตราการใช้กำลังการกลั่นที่เพิ่มขึ้นและค่าการกลั่นรวมที่ขยายตัว คาดว่าจะเป็นปัจจัยหนุนให้ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้น แนะนำ "ซื้อเก็งกำไร" ราคาเป้าหมาย 4.20 บาท



OR

วางแผนการลงทุนระยะยาว 5ปี (64-68) ด้วยงบการลงทุน 74,600 ล้านบาท  โดยแผนงานหลักที่ทาง OR วางไว้ใช้สำหรับเงินที่จะได้มาจากการระดมทุน จะใช้ขยายสถานีบริการน้ำมัน ร้านกาแฟคาเฟ่อเมซอน รวมถึงการเข้าซื้อกิจการธุรกิจต่างๆ


ขณะที่นักวิเคราะห์ บริษัท หลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด มองว่า คาดกำไรสุทธิปี 63-68 เติบโตเฉลี่ย 12% ต่อปี หนุนโดยการขยายสถานีบริการน้ำมันประมาณ 100 แห่งต่อปี, การขยายสาขาร้านกาแฟราว 400 แห่งต่อปี บริษัทตั้งเป้าหมายจำนวนแก้วกาแฟอเมซอน เติบโตเฉลี่ย 17% ต่อปี สำหรับ EBITDA margin ของธุรกิจ Non-oil คาดว่าจะทยอยเพิ่มขึ้นจาก 25% ในปี 20 เป็น 30% ในปี 68 ราคาหุ้นเต็มมูลค่าพื้นฐานที่ 21 บาทต่อหุ้น



GPSC 

โดยแผนกลยุทธ์ 5 ปี GPSC ตั้งเป้าหมาย การเติบโต ในประเทศ และต่างประเทศในประเทศ เน้น Conventional & Renewable โดยการลงทุนในต่างต่างประเทศ จะเน้นการลงทุนใน พม่า เวียดนามใต้หวัน อินเดีย และจีน ซึ่งโอกาสการลงทุน เพื่อเป็นไปตามเป้าหมายการขยายสัดส่วนพลังงานทางเลือก ให้ได้ 8,000 MW ใน 10 ปีข้างหน้า โดยGPSC ตั้งเป้าขยายสัดส่วนพลังงานทางเลือก เป็น 13% จากเดิมอยู่ที่ 11%


บทวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด จะมุ่งเน้นพลังงานสีเขียวและธุรกิจที่เป็น New S-Curve โดยในไทยมีเพียง 2 บริษัทจดทะเบียนที่ทำธุรกิจแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน คือ EA และ GPSC ซึ่งปัจจุบันการก่อสร้างโรงงานของ GPSC (30 MWh)มีความคืบหน้าแล้ว 72% คาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในไตรมาส2/64 ทั้งนี้ GPSC เป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนแห่งแรกของไทยที่ใช้เทคโนโลยีจาก 24M Technologies Inc.


โดยเข้าไปถือหุ้น 11.1% ใน Anhui Axxiva New Energy Technology Co., Ltd (AXXIVA) ประเทศจีน ซึ่งเป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่ กำลังการผลิต 1 GWh (ใช้ใบอนุญาตจาก 24M Techonologies Inc.) โดยใช้เงินลงทุน 500 ล้านบาท


ทั้งนี้มองว่า GPSC มีโอกาสเข้าประมูลรถโดยสารไฟฟ้า (e-Bus) กับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ซึ่งจะเติบโตไปกับกลุ่ม PTT อีกทั้งคาดว่า GPSC จะได้เป็นผู้ดำเนินงานโรงไฟฟ้าที่ทาง PTTEP ได้สิทธิพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติในเมียนมาครบวงจร ทั้งสำรวจและพัฒนา, โรงไฟฟ้า โครงข่ายระบบท่อส่งก๊าซ ขนาด600 MW (10% ของกำลังการผลิตไฟฟ้าในเมียนมา)



Maratronman

เดินทางสู่โลกใหม่ ค้นหาสิ่งใหม่ นำเสนอมุมใหม่ กับเรื่องราวใหม่