Official Update :

จับตา 3 หุ้น Top Pick วิ่งรับวัคซีนซิโนแวคเข้าไทย

วัคชีน COVID-19 ถือเป็นข่าวดีต่อของประเทศไทย เพราะมีผลต่อภาคเศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ของประชาชน บนความคาดหวังการควบคุม COVID-19 ให้ได้เสียที ล่าสุดวัคชีน COVID-19 ของซิโนแวคล็อตแรก 200,000 โดส ได้เดินทางจากจีนมาถึงประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และเมื่อผ่านทุกขั้นตอนแล้วจะจัดสรรกระจายให้กับหน่วยบริการสถานพยาบาลให้เร็วที่สุด


ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อวัคชีน COVID-19 ของซิโนแวกล็อตแรกเข้าถึงประเทศไทยนั้น นอกเหนือจากความเป็นอยู่ของประชาชนที่มีความหวังมากยิ่งขึ้นแล้ว ถ้าหากถามถึงในแง่ของตลาดทุน และการลงทุนในตลาดหุ้น จะมีผลอย่างไรบ้าง วันนี้ทีมข่าว Wealthy Thai จะพานักลงทุนไปหาคำตอบพร้อมๆกันเลย


ก่อนอื่นเราจะพานักลงทุนมาไล่ลำดับไทม์ไลน์วัคชีน COVID-19 ก่อน โดยของซิโนแวคจะมีจำนวน  2 ล้านโดส แบ่งเป็นมาครั้งแรก 2 แสนโดส ในวันนี้ 24 ก.พ.63 และจะตามมาอีก 1.8 ล้านโดส ที่จะมีการฉีดตั้งแต่เดือน ก.พ.-เม.ย.64 หลังจากนั้นจะเป็น วัคซีนของ Astra Zeneca จำนวน 26 ล้านโดส ฉีดระหว่างเดือน มิ.ย.-ส.ค.64 และทางรัฐบาลไทยได้สั่งเพิ่มอีกในส่วนวัคซีน ของ Astra Zeneca จำนวน 35 ล้านโดส ฉีดระหว่างเดือน ก.ย.-ธ.ค.64  รวมทั้งหมด 63 ล้านโดส เทียบกับจำนวนประชากรไทยทั้งหมดในปี 63 ที่ 66.5 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้เป็นผู้สูงอายุราว 11.1 ล้านคน อ้างอิงจากนักวิเคราะห์ หลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด



หุ้นกลุ่มไหนได้ประโยชน์

นักวิเคราะห์ หลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า กลุ่มหลักทรัพย์อะไรที่จะได้ประโยชน์ อย่างเห็นได้ชัด และหุ้นที่สังกัดในกลุ่ม โดยเราคาดว่ากลุ่มหลักทรัพย์ที่จะมีการเก็งกำไรมาก แม้ปัจจัยพื้นฐาน และการฟื้นตัวยังต้องใช้เวลา เพราะเกี่ยวข้องกับการได้ประโยชน์คือ ชาวต่างชาติที่จะเข้ามาไทยได้ง่ายมากขึ้น เช่น การใช้ วัคซีน วีซ่า รวมทั้งกิจกรรมประชาชนไทยเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้น เช่นในเรื่องการเดินทาง มี 7 กลุ่มคือ


1.สนามบิน หลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้องคือ AOT 2.โรงแรม หลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้องคือ MINT, ERW,CENTEL,AWC,SHR 3.สายการบิน หลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้องคือ AAV, NOK, THAI 4.ศูนย์การค้า หลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้องคือ CPN, CRC 5.นิคมอุตสาหกรรม หลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้องคือ AMATA, WHA, ROJNA 6.โรงพยาบาลเน้นคนไข้ต่างประเทศ หลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้องคือ BH, BDMS และ7.รถไฟฟ้า-ทางด่วน หลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้องคือ BTS, BEM



MINT-AAV-AOT เด่นสุด

ขณะที่นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบีเอสที จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ขณะนี้เลือก  MINT, AAV, และ AOT เป็น Top picks โดยมีมุมมองเป็นบวกมากขึ้นจาก 3 ปัจจัยหลักคือ 1.วัคซีนเข้าไทยวันนี้และ การควบคุมการระบาด COVID-19 ในประเทศไทยดีขึ้นต่อเนื่อง


2.การ วัคซีน ทั่วโลกรวดเร็วและกระจายตัวได้ดี โดยถึงวันที่ 21 ก.พ. 64 มี วัคซีน ที่ฉีดไปแล้วที่ 208 ล้านโดส ครอบคลุม 2.67% ของประชากรโลก โดย จีน รัสเซียและสหรัฐฯ ช่วงปลายปี 63 และอีกหลายประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศยุโรป และ3.จำนวนผู้ติดเชื้อทั่วโลกเริ่มปรับตัวลดลงเหลือ 2.86 แสนคนต่อวัน จากช่วงต้นปีที่ทำจุดสูงสุดที่ 8.45 แสนคนต่อวัน


ดังนั้นจาก 3 ปัจจัยดังกล่าว จะทำให้การเดินทางท่องเที่ยวดีขึ้น โดยการท่องเที่ยวในประเทศจะดีขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 2/64 จากการผ่อนคลายมาตรการจากภาครัฐ และการเดินทางระหว่างประเทศมีโอกาสที่จะได้เห็นการเปิดน่านฟ้าได้ภายในปลายปี 64นี้ หรืออาจเร็วขึ้นกว่าเดิม หากหลายประเทศอนุญาตให้ผู้ที่ได้รับการฉีด วัคซีน สามารถเดินทางเข้าประเทศได้โดยไม่ต้องกักตัว ดังนั้นเราคาดว่าผลการดำเนินงานของกลุ่มท่องเที่ยวและกลุ่มสายการบิน จะพลิกกลับมาเป็นกำไรได้ในปี 65 เป็นต้นไป


สำหรับ กลุ่มท่องเที่ยวซื้อขายที่ระดับ +0.50SD above 5-yr average PER ซึ่งเป็นการซื้อขายมากกว่าค่าเฉลี่ย SD เพราะการกระจาย วัคซีนได้เร็วกว่าคาด และหลังจากนี้จะเริ่มเห็นความคืบหน้าหลังจากฉีดวัคซีนมากขึ้น ซึ่งจะช่วยหนุนให้มีการเปิดน่านฟ้าได้ โดยเราเลือก MINT เป็น Top pick แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมายปี 64 ที่ 36.00 บาท และเราคาดว่า MINT จะ outperform กว่ากลุ่มฯเพราะได้ประโยชน์ 2 ทางทั้งจากการฟื้นตัวจากนักท่องเที่ยวในประเทศและจะได้รับประโยชน์จากผลของการฉีดวัคซีน ที่ยุโรปที่สูงกว่าประเทศอื่นๆ


โดย MINT มีสัดส่วนโรงแรมในยุโรปสูงถึง 60% ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ที่สเปนเป็นหลัก โดยสเปนมีการฉีดวัคซีน สูงถึง 6.26% ของประชากรในสเปนทั้งหมด ซึ่งมากกว่าประชากรทั้งโลกที่ฉีดไป 2.67% จากประชากรทั้งโลก และจำนวนผู้ติดเชื้อในสเปนปรับตัวลดลงเหลือวันละ 1.1 หมื่นคนต่อวัน ลดลงจากช่วงต้นปีที่ทำจุดสูงสุดที่ 3.8 หมื่นคนต่อ ขณะที่ valuation ยังถูกกว่ากลุ่มฯ เทียบกับ ERW และ CENTEL


ส่วน Aviation sector จะได้ผลบวกจากภาคการท่องเที่ยวในประเทศที่จะเริ่มกลับมาฟื้นตัวได้ในไตรมาส 2/64 ส่งผลให้ผลการดำเนินงานกลับมาเริ่มฟื้นตัวได้ และดีขึ้นต่อเนื่องในปี 65 จากการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ สำหรับหุ้น top pick ได้แก่ AAV แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 3.60 บาท เนื่องจากจะได้ประโยชน์มากสุดจากการมีส่วนแบ่งการตลาดเที่ยวบินในประเทศสูงที่สุด โดยในงวดไตรมาส 3/63 มีส่วนแบ่งการตลาดเที่ยวบินในประเทศที่ 35%


ขณะในปี 65 จะได้ประโยชน์จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เริ่มกลับมา โดยเฉพาะจีนที่เป็นประเทศแรกที่มีการฉีด วัคซีน  และปัจจุบันฉีด วัคซีน ได้ราว 40 ล้านคน คิดเป็น 3% จากจำนวนประชากร และกลุ่มอาเซียน ที่จะมีการผลักดัน ASEAN health passport ให้เที่ยวภายในกลุ่มกันเองได้ โดยไม่ต้องกักตัว ซึ่งจะเป็นผลบวกต่อ AAV ที่มีฐานรายได้ใหญ่จากประเทศจีน 30% และอาเซียน 20% จากรายได้รวม (ในช่วงปกติ) และเราประเมินว่าผลการดำเนินงานปี ปี 65 จะพลิกกลับมามีกำไรได้


ส่วน AOT แนะนำซื้อ เป้าหมาน 77.00 บาท ประเมินว่าผลการดำเนินงานจะเริ่มฟื้นตัวในไตรมาส 3/64 (เม.ย.-มิ.ย.64) และประเมินว่าผลการดำเนินงานในปี 65 จะพลิกกลับมามีกำไรได้ ทั้งนี้ ข้อมูลจาก AOT ประเมินจำนวนผู้โดยสารรวมในปี 65-67 จะเพิ่มขึ้นเป็น 73 ล้านคน (+129% YoY), 129 ล้านคน (+76% YoY) และ 146 ล้านคน (+14% YoY) ตามลำดับ



This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”