Official Update :

ในวันที่ SKE วาดฝันโซลาร์ทบ. 2 หมื่นลบ. กับโครงการที่ใหญ่กว่ามูลค่าบริษัทถึง 26 เท่า

นายจักรพงส์ สุเมธโชติเมธา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สากล เอนเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ SKE เปิดเผยว่า จากประเด็น กองทัพบก (ทบ.) มีแผนเปิดโครงการโครงการเมกะโปรเจกต์โซลาร์ฟาร์ม กำลังผลิต 3 หมื่นเมกะวัตต์ (โซลาร์กองทัพบก) นั้น ทางบริษัทมีแผนเข้าเสนอโครงการดังกล่าวประมาณ 1,000 เมกะวัตต์


ทั้งนี้ในจำนวน 1,000 เมกะวัตต์ มีงบลงทุนประมาณ 20 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ จะแบ่งเป็น 3 เฟส โดยนำร่องเฟสแรกที่ 50 เมกะวัตต์ ขณะที่เฟสสองจำนวน 450 เมกะวัตต์ และเฟส 3 จำนวน 500 เมกะวัตต์ โดยโครงการโซลาร์กองทัพบก เบื้องต้นประเมินว่าจะสามารถประกาศใบอนุญาตการซื้อขาย (PPA)  ภายในปี 2564


นอกจากนี้บริษัทยังมีแผนเข้าประมูลโครงการประมูลโรงไฟฟ้าชุมชนของภาครัฐ จำนวน 14 โครงการ ขนาดรวมประมาณ 38 เมกะวัตต์ เบื้องต้นคาดว่าจะเห็นข้อกำหนด หรือ TOR ประมาณช่วงปลายเดือนมีนาคมนี้ โดยบริษัทคาดหวังได้รับโครงการดังกล่าวประมาณ 50% 


ทั้งนี้ SKE เปิดเกมส์รุกปี 2564 มุ่งโฟกัสธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด อาทิ โรงไฟฟ้าชีวมวล โซลาร์เซลล์ รวมถึงขยายการลงทุนไปยังธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อตอบสนองความต้องการพลังงานที่เพิ่มมากขึ้น และสร้างช่องทางเพิ่มรายได้ให้บริษัท ตลอดจนให้ความสำคัญกับการพัฒนาชุมชน ให้เติบโตควบคู่ไปกับการจัดการในมิติสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน


ล่าสุดบอร์ด SKE ไฟเขียวอนุมัติให้นำเสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นในการเข้าซื้อบริษัท เอ็น15 เทคโนโลยี จำกัด “N15” ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 30 เมษายน 2564  โดย N15 ประกอบธุรกิจบริหารจัดการของเสียหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่ไม่เป็นอันตราย โดยการคัดแยกและแปรรูปขยะ เป็นเชื้อเพลิงทดแทน (Refuse Derived Fuel: RDF) ซึ่งสามารถนำไปเป็นเชื้อเพลิงทดแทนสำหรับเตาเผาอุตสาหกรรมได้  


ทั้งนี้การเข้าซื้อ N15 คาดว่าจะให้อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนที่ระดับ 9% โดยประเมินจุดคุมทุนใน 10 ปี บนพื้นฐานธุรกิจเดิมของ N15 แต่บริษัทมองธุรกิจยังมีโอกาสเติบโต และเชื่อจะมาต่อยอดได้อีกมาก ซึ่งจจุบัน N15 มีรายได้ทั้งจากการบริการคัดแยกและกำจัดขยะ รวมทั้งธุรกิจจัดจำหน่าย RDF โดยจะให้บริการแก่กลุ่มลูกค้าที่เป็นโรงปูนเป็นส่วนใหญ่ และมีศักยภาพที่จะเติบโตในธุรกิจการให้บริการแปรรูปและจำหน่ายขยะเชื้อเพลิงให้กับกลุ่มลูกค้าที่เป็นโรงไฟฟ้าพลังงานขยะอีกด้วย บอร์ด SKE จึงพิจารณาอนุมัติแล้วว่าจะเป็นการเพิ่มรายได้ให้แก่ SKE และเป็นการรุกขยายธุรกิจทางด้านพลังงานสะอาด จึงให้นำเสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่ออนุมัติการเข้าซื้อ N15 รวมมูลค่าทั้งสิ้น 145.00 ล้านบาท


ขณะที่ SKE จะใช้แหล่งเงินทุนด้วยการออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 186.00 ล้านหุ้น ด้วยราคาเสนอขายหุ้นละ 0.80 บาท ซึ่งคาดว่าจะได้เงินจากการเพิ่มทุนไม่เกิน 148.80 ล้านบาท ในกรณีเงินที่ได้จากการขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนไม่เพียงพอ SKE จะกู้ยืมจากสถาบันการเงินในประเทศ ซึ่งคาดว่าการกู้ยืมดังกล่าวไม่มีเงื่อนไขที่มีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ถือหุ้นของ SKE


นายจักรพงส์ กล่าวอีกว่า ในปี 2564 วางเป้าหมายจะมีรายได้อยู่ที่ 700 ล้านบาท เติบโตจากปี 2563 ที่มีรายได้ 533.66 ล้านบาท โดยคาดว่าจะมีรายได้จากธุรกิจโรงไฟฟ้า 300 ล้านบาท นอกจากนี้หลังจากเข้าไปลงทุนใน N15 คาดว่าจะรับรู้รายได้ในปีแรกที่ระดับ 90 ล้านบาท ซึ่งจะรับรู้รายได้ไม่เต็มปี


SKE ยังคงเดินหน้าทำตามเป้าหมายที่จะมีโรงไฟฟ้า 30 เมกะวัตต์ ภายในปี 2565 โดยในปัจจุบัน SKE ได้เตรียมความพร้อมในการเข้าร่วมประมูลโรงไฟฟ้าชุมชนของภาครัฐ และการลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อตอกย้ำการเป็นบริษัทพลังงานที่มุ่งเน้นการมีส่วนช่วยในการรักษาสิ่งแวดล้อมด้วยพลังงานสะอาด และแสดงถึงศักยภาพของบริษัทเพื่อมุ่งสู่การเป็นผู้นำธุรกิจด้านพลังงานของประเทศต่อไป


ขณะที่ประเด็น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ที่ปริมาณความต้องการก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) ที่สถานีก๊าซธรรมชาติหลักเอกชน “PMS” พื้นที่บ้านนา-แก่งคอยของ SKE เท่ากับ 0 ตันต่อวัน ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2564 เป็นต้นไป ถือเป็นเรื่องดีต่อธุรกิจ เพราะในปี 2563 มีผลขาดทุน 10 ล้านบาท โดย PTT ให้หยุดดำเนินการดังกล่าว แต่ SKE ยังมีหน้าที่ในการเตรียมความพร้อมในการอัดก๊าซให้ ปตท. ตลอดเวลา และ ปตท. ยังคงชำระค่าตอบแทนการลงทุน (AP) ให้กับ SKE เป็นรายเดือนในอัตราที่กำหนดในสัญญา โดยรวมแล้วราว 10 ล้านบาทต่อปี ซึ่งหลังจากนี้ ปตท. จะร่วมกับ SKE หาแนวทางแก้ไขปัญหาปริมาณความต้องการก๊าซของ ปตท. ที่ PMS พื้นที่บ้านนา-แก่งคอยที่ลดลง


ส่วนประเด็น SKE  มีมติอนุมัติให้ขายกิจการ บริษัท อาร์อี ไบโอฟูเอลส์ จำกัด “RBF” ซึ่งประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายก๊าซไบโอมีเทนอัด (CBG) เนื่องจากบริษัทได้ประเมินผลการดำเนินงานของ RBF ภายหลังจากการเข้าซื้อหุ้น RBF มีแนวโน้มที่จะสร้างผลตอบแทนให้กับบริษัทไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่บริษัทคาดการณ์ไว้ในช่วงก่อนเข้าซื้อหุ้นในปี 2561 โดยมีปัจจัยจากผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้คู่ค้าเลือกใช้เชื้อเพลิงที่มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำที่สุด จึงทำให้ RBF ได้รับการตอบรับจากคู่ค้าประเภทอุตสาหกรรมลดลงอย่างชัดเจน


ดังนั้นบอร์ดได้พิจารณาด้วยความรอบคอบแล้ว จึงมีมติอนุมัติเห็นควรให้ขายหุ้นสามัญของ RBF ซึ่ง SKE ถือหุ้น 76.95% ให้กับบริษัท อาร์อี พาวเวอร์ กรุ๊ป จำกัด ทั้งหมดเป็นจำนวน 159,500 หุ้น ในราคาซื้อขายหุ้นละ 134.16 บาท รวมเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 21.40 ล้านบาท ในวันที่ 31 มีนาคม 2564 โดยที่การขาย RBF ไม่มีผลกระทบต่อการดำเนินงานของบริษัท จากเดิมที่ซื้อมาในช่วงที่ผ่านมา 24.70 ล้านบาท ซึ่งบริษัทได้ไปเมื่อสิ้นปี 2563 แล้ว


จากการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมของ Wealthy Thai พบว่า SKE สินทรัพย์รวมของกลุ่มบริษัทสิ้นปี 2563 อยู่ที่ 1,618.40 ล้านบาท ขณะที่หนี้สินรวมของกลุ่มบริษัทอยู่ที่ 614.82 ล้านบาท ส่วนมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด ณ วันที่ 1 มี.ค.63 อยู่ที่ระดับ 762.60  ล้านบาท

This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”