Official Update :

สรุป 3 เหตุผล ที่ Performance “หุ้นแบงก์” จะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง!!!!!

ราคาหุ้นกลุ่มธนาคารหรือหุ้นแบงก์ กำลังทยอยปรับขึ้นต่อเนื่อง และกลับมาอยู่ในเรดาร์นักลงทุนอีกครั้ง ด้วย 3 เหตุผลหลักคือ 1.ส่วนต่างของผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ (บอนด์ ยีลด์) ที่ส่งผลโดยตรงต่อการจบรอบของ ดอกเบี้ยขาลงทำให้หุ้นแบงก์จึงมีอนาคตสดใส 2.การทยอยฉีดวัคซีน Covid-19 ในประเทศ ซึ่งหุ้นแบงก์ ถือเป็นหุ้นวัฎจักร ที่แปรผันตามภาวะเศรษฐกิจ ดังนั้นยิ่งเศรษฐกิจดีขึ้น ก็ยิ่งทำให้ผลประกอบการหุ้นแบงก์ตามไปด้วย และ 3.ในช่วงเดือนเมษายน หรือเดือนหน้านี้ เป็น ฤดูกาลจ่ายเงินปันผลซึ่งหุ้นแบงก์เป็นหุ้นที่มีการจ่ายปันผลสูงสุดอีกกลุ่ม 


เพราะฉะนั้นด้วย 3 เหตุผลดังกล่าว มาดูกันว่า นักวิเคราะห์จะประเมินหุ้นกลุ่มแบงก์อย่างไร เริ่มจากนายประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด ให้สัมภาษณ์ Wealthy Thai ว่า หุ้นกลุ่มแบงก์ถือว่าเป็นหุ้นที่น่าลงทุนในช่วงนี้ เนื่องจากภาคธุรกิจ ภาคเอกชนในประเทศ น่าจะผ่านจุดที่เลวร้ายที่สุดไปแล้วในช่วงที่สถานการณ์ Covid-19 ระบาดรุนแรงในประเทศ ดังนั้นภาพของหนี้เสีย หรือ NPL จะผ่อนคลายลงในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะแรงกดดันจากการ ตั้งสำรองของปีนี้ เมื่อเทียบกับปีที่แล้วจะเบาไปมาก


ในปีที่แล้วจะเห็นว่า รายได้ที่อยู่ในรูปของดอกเบี้ยของแบงก์ไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ปัจจัยที่กดดันผลประกอบการ มีแต่เรื่องการตั้งสำรอง ดั้งนั้นปัจจัยการเติบโตของหุ้นแบงก์ในปีนี้ เมื่อไม่ต้องมีการตั้งสำรองสูงในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ ผลประกอบการที่มีแนวโน้มดีขึ้น ก็น่าจะทำให้การจ่ายปันผลกลับมาอยู่ในระดับที่น่าสนใจ


นายประกิตอธิบายเพิ่มเติมว่า สำหรับ “ระดับราคาหุ้นแบงก์ในปัจจุบัน ต้องบอกว่าอยู่ในระดับที่น่าสนใจเข้าลงทุน ซึ่งนอกจากเรื่องภาวะเศรษฐกิจ การฉีดวัคซีน Covid-19 แล้ว หุ้นแบงก์ยังได้อานิสงส์จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (บอนด์ยีลด์) ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งหมายถึงว่าน่าจะใกล้ถึงช่วง ดอกเบี้ยขาลง ดังนั้นการที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับลดดอกเบี้ยลง ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ต้องคิดมาก ขณะเดียวกันมองว่าโอกาสที่ธนาคารพาณิชย์จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำที่ธนาคารเรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำที่ธนาคารเรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีประเภทเงินกู้แบบกำหนดระยะเวลา (MLR) ก็คงยาก ภายใต้ทิศทางที่บอนด์ยีลด์ในปัจจุบัน



บอนด์ยีลด์สัมพันธ์กับหุ้นแบงก์อย่างไร
?

โครงสร้างสินเชื่อ มีทั้งดอกเบี้ยคงที่และดอกเบี้ยลอยตัว แต่ส่วนใหญ่สินเชื่อที่แบงก์พาณิชย์ปล่อย จะเป็นดอกเบี้ยลอยตัวเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นถ้าทิศทางดอกเบี้ยขาลง แบงก์จะลำบาก เนื่องจากต้องมาปรับดอกเบี้ยเงินกู้ ขณะที่ดอกเบี้ยเงินฝากปรับลงตามไม่ทัน อย่างเช่น ดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 12 เดือน ต้องรอครบรอบ จึงค่อยปรับ ดังนั้นเมื่อดอกเบี้ยอยู่ในทิศทางขาลง แบงก์เสียเปรียบ แต่หากดอกเบี้ยกำลังอยู่ในทิศทางขาขึ้น แบงก์จะได้เปรียบ ซึ่งประเมินว่าอย่างน้อยๆ MRR ไม่ต้องปรับลดลง ก็น่าจะปรับลดได้มากกว่า



มอง
KBANK มีความสามารถการทำกำไรหลังวิกฤติ Covid-19 ได้มากที่สุด

ขณะที่บล.คันทรี่ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า พอร์ตสินเชื่อของ KBANK จะมีศักยภาพในการเติบโตสูงสุด เหนือบรรดาธนาคารขนาดใหญ่ทั้ง 4 แห่งในประเทศ โดยนักวิเคราะห์มองว่า สินเชื่อของบริษัท เติบโต อย่างต่อเนื่อง เฉลี่ย 6.9% ต่อปี ในช่วงปี 2559-2563 ซึ่งดีกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มธนาคารที่ 4.8% ในขณะที่ GDP ของไทยเติบโตเฉลี่ยที่ 3.4% ในช่วงปี 2558-2562


ขณะที่การเติบโตของสินเชื่อเอสเอ็มอีของ KBANK ก็ถือว่าอยู่ในสัดส่วนที่สูง โดยในเดือนธ..63 บริษัทมีพอร์ตสินเชื่อที่เป็นลูกค้าเอสเอ็มอี อยู่ 33% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของธนาคารใหญ่ 4 แห่งที่ 21% จากกลยุทธ์การเน้นไปที่ ลูกค้ารายย่อยถึงกลาง จึงประเมินว่ามีโอกาสที่ KBANK จะขยายพอร์ตสินเชื่อได้ในระยะยาว ด้วยแรงหนุนที่แข็งแกร่งจากฐานลูกค้าที่มีอยู่ใน 84 ภูมิภาค 17 ประเทศ อีกทั้งยังมีการวิเคราะห์การปล่อยสินเชื่อที่มีประสิทธิภาพสูง และแพลตฟอร์มดิจิทัลที่พัฒนาโดยบริษัทย่อย KBTG


โดยเฉพาะในปี 2564 คาดว่ากลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี จะเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญทั้งด้านสินเชื่อและ ความสามารถการทำกำไรหลังวิกฤติ Covid-19” ด้วยเหตุผล 3 ข้อคือ 1.มาตรการของรัฐบาลในการช่วยเหลือและปล่อยสินเชื่อให้กับเอสเอ็มอี ด้วยเงินกู้ที่มีดอกเบี้ยต่ำ โดยปล่อยเงินกู้แก่ลูกค้าไม่เกิน 20% ของสินเชื่อคงค้าง และมีอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 2% ต่อปี เป็นระยะเวลา 2 ปี นอกจากนี้รัฐบาลยังได้ขยายระยะเวลามาตรการสินเชื่อแบบ Soft loan ไปจนถึงเม..2564


2.ธุรกิจธนาคารจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากการฟื้นตัวของ การท่องเที่ยว ซึ่งประเมินว่าจะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง-ปลายปี 2564 ด้วยสมมติฐานการเร่งกระจายวัคซีนจะนำไปสู่การเปิดพรมแดนของประเทศอีกครั้ง โดยในเดือนธ.. 2564 ซึ่งพอร์ตสินเชื่อของ KBANK ราว 20% เกี่ยวข้องกับกลุ่มการท่องเที่ยวและโรงแรม


และ 3.บริษัทจะได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของสินเชื่อเอสเอ็มอี ซึ่งมีอัตราผลตอบแทนที่สูง โดยในปี 2563 บริษัทสามารถขยายสินเชื่อเอสเอ็มอีได้ 9.1% ที่อัตราผลตอบแทนระหว่าง 5-7% ซึ่งสูงกว่าเฉลี่ยที่ 4.8%



มันนี่ monster

อดีตผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ-ตลาดทุน หนังสือพิมพ์ย่านประชาชื่น ชอบเล่าเรื่องหุ้นให้พ่อฟัง สนใจเรื่อง behind the Scene ของนักธุรกิจ มีความฝันอยากเขียนเรื่องการลงทุนให้ผู้อ่าน (ที่รัก) ได้เข้าใจแบบง่ายๆ และอยากลองมาสัมผัสโลกการลงทุนดูสักครั้ง