Official Update :

มีนาแล้วนะ....เมื่อไหร่จะมีกำไร 5 หุ้น แจ๋วสุดตลาดเอ็มเอไอราคาแรง

ในช่วงที่ผ่านมาดัชนีตลาดหุ้นไทยในตลาดใหญ่ หรือว่า SET ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.27% ซึ่งถือว่าจะคงอยู่ในระดับต่ำหากเทียบกับตลาดเล็กอย่าง mai ที่ปรับเพิ่มขึ้นไปกว่า 12.72% ทั้งนี้อะไรเป็นจุดที่น่าสนใจ ที่ทำให้ดัชนีปรับเพิ่มขึ้นมามากขนาดนี้ และมีหุ้นตัวไหนที่โชว์ Performance สามารถทำราคาหุ้นให้ราคาบวกขึ้นไปได้ในระดับ 100-200% วันนี้ Wealthy Thai จะเล่าให้ฟัง


โดยคุณอภิชาต ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ทิสโก้ จำกัด เล่าว่า กรณีที่ดัชนีตลาดเอ็มเอไอปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าตลาด SET มองว่าอาจจะเป็นเพราะปัจจัยบวกของหุ้นแต่ละตัว เช่นหุ้น DOD ที่ราคาหุ้นวิ่งรับข่าวธีมกัญชง


ขณะเดียวกันในช่วงที่ผ่านมานักลงทุนสถาบันไทย และต่างชาติขายสุทธิออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะนักลงทุนสถาบันขายต่อเนื่องออกมา 6 เดือนติดต่อกัน ขณะที่นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 2 เดือน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าในช่วงต้นปีที่ผ่านมากระแสเงินทุนทั้งจ่างชาติและสถาบันของไทยเป็นภาพของการขาย และตลาดเป็นภาพลบระยะสั้น


ดังนั้นจึงทำให้นักลงทุนเปลี่ยนไปให้ความสนใจในหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก ที่ไม่ต้องพึ่งพิงกระแสเงิน ขณะเดียวกันหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กในตลาดเอ็มเอไอไม่ต้องใช้เงินลงทุนมากนัก โดยทางบล.ทิสโก้ เลือก SPA เป็นหุ้นที่น่าลงทุนของตลาดเอ็มเอไอ เพราะผลประกอบการผ่านจุดต่ำสุดแล้ว และจะฟื้นตัวในปี 65 ซึ่งตอนนี้ราคาหุ้นอาจจะเป็นการซื้ออนาคตเพื่อตอบรับธีมวัคซีน และเศรษฐกิจเริ่มเปิด


ทั้งนี้เมื่อรับรู้ถึงสาเหตุที่ทำไมตลาดเอ็มเอไอ ปรับตัวขึ้นไปแรงแล้ว จากนั้นจะมาหาคำตอบว่าหุ้นตัวไหนที่เป็นตัวผลักดันตลาด และราคาหุ้นทะยานไปกี่เท่าหรือกี่ร้อยเปอร์เซ็น 5อันดับ คำตอบคือ 1. TQR บริษัทรับประกันภัยต่อ ที่พึ่งจะเข้าตลาดหุ้นได้เพียงไม่นาน โดยใช้เวลาแค่ 2 วันราคาหุ้นก็ทะยานไปกว่า 230%  2.KWM ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอุปกรณ์สำหรับใช้ในการเกษตร ราคาหุ้นวิ่งตอบรับธีมกระแสกัญชง เนื่องด้วยมีโรงงานสกัดสารสกัดจากพืชกัญชา และกัญชง


3.KUN หรือ “วิลล่า คุณาลัย” ผู้ประกอบการอสังหาฯย่านบางบัวทอง ที่ราคาหุ้นบวกไป 156% ไม่น้อยหน้าเพื่อน อันดับ 4.ZIGA ผลิตและจำหน่ายเหล็กโครงสร้างประเภท Pre-zinc ที่พึ่งจะประกาศงบปี 63 ซึ่งเติบโตแบบถล่มทะลาย และอันดับ 5. IP อินเตอร์ ฟาร์มา ราคาหุ้นวิ่งรับปัจจัยบวกจากธีมธุรกิจกัญชง ในฐานะที่เป็นผู้พัฒนา คิดค้น และจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพและนวัตกรรมความงาม


ลำดับถัดไปจะพานักลงทุนไปรับชมแนวโน้มอนาคตของหุ้นในแต่ละตัวว่ามีทิศทางเป็นอย่างไร และอาจจะเป็นประเด็นเฉลยว่าสาเหตุอะไรที่ทำให้ราคาหุ้นปรับวิ่งขึ้นไปแรงขนาดนี้



TQR

โดยเริ่มที่ TQR หุ้นไอพีโอน้องใหม่เกือบจะล่าสุดเปิดเทรดวันแรกราคาพุ่งชนชิลลิ่งบวกไปกว่า 200% จากราคาไอพีโอ 5.10บาท ทะยานไปที่ 15.10 บาทต่อหุ้น จากนั้นในวันซื้อขายที่ 2 ราคาหุ้นก็พุ่งชนชิลลิ่งไปอีก 30% ที่ 19.80บาท โดยรวมแล้วตั้งแต่เข้าตลาดวันที่ 17 ก.พ.จนถึงปัจจุบันราคาหุ้นปรับเพิ่มขึ้นกว่า 245%


โดยบริษัทหลักทรัพย์ทิสโก้ จำกัด เราประเมินมูลค่าที่เหมาะสมเบื้องต้นที่ 6.20 – 6.50 บาท อิง PER ปี 64 ที่ 17 – 18 เท่า (อิงจากหุ้น AON ในต่างประเทศที่ประกอบธุรกิจใกล้เคียงกันและให้ส่วนลด 20%) โดยเรามองว่าธุรกิจการประกันภัยต่อจะเติบโตตามธุรกิจประกันในประเทศที่มีโอกาสในการเติบโตอีกมาก


ขณะเดียวกันโครงการในอนาคตของบริษัท ได้แก่ 1.การลงทุนพัฒนาระบบสารสนเทศขั้นสูง เพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพในการให้บริการ (Operational Efficiency Improvement Platform) 2.โครงการพัฒนาแบบจำลองและวิเคราะห์รูปแบบประกันภัยต่อ 3. เงินลงทุนในธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเช่นการสร้าง Ecosystem รวมไปถึงการนำ Big Data และ AI มาใช้งาน



KWM

ส่วนทางด้าน KWM เป็นหนึ่งในผู้บริษัทประกอบธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายอุปกรณ์สำหรับใช้ในการเกษตร ได้แก่ ใบผาล โครงผาล ใบเกลียวลำเลียง และใบดันดิน ให้กับผู้ผลิตยักษ์ใหญ่อย่างคูโบต้า ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันราคาหุ้นทะยานบวกไปแล้วกว่า 211% เพราะกระแสตอบรับที่ว่าบริษัทได้ร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อเตรียมผุดโรงงานสกัดสารสกัดจากพืชกัญชา และกัญชง


โดยผู้บริหารระบุว่าบริษัทได้ร่วมมือกับ บริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ในโครงการการสกัดสารสกัดจากพืชกัญชาและกัญชงเพื่อนำไปสู่การผลิตยาและยาสมุนไพร หลังจากบริษัทได้พัฒนาและผลิตเครื่องสกัดสารจากพืชกัญชาและกัญชงได้เป็นผลสำเร็จแห่งแรกในประเทศไทย และคาดว่าเครื่องสกัดที่บริษัทผลิตขึ้นจะสามารถติดตั้งในโรงงานของ JSP Pharma ในจังหวัดลำพูนได้ภายในช่วงเดือนมิ.ย.64 และในส่วนของรายได้นั้นจะรับรู้จากค่าจ้างสกัดราว 2-3 หมื่นบาทต่อครั้ง


ด้านบริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด มองว่า  KWM มีนโยบายการจ่ายปันผลไม่ต่ำกว่า 45% โดยในปี 2561 และ 2562 ที่ผ่านมาจ่ายที่ปีละ 0.06 บาทต่อหุ้น โดยคิดเป็นอัตราเงินปันผลตอบแทนราว 6-7% ต่อปี และมีประเด็นบวกจากการที่ได้รับประโยชน์สิทธิพิเศษทางภาษี ด้วยการได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุน (BOI) ทั้ง 2 โรงงาน โดยโรงงานที่ 1 ได้รับการลดหย่อน 50% ถึงปี 66 และโรงงานที่ 2 ได้รับการลดหย่อนเต็มจำนวนถึงปี 69


ส่งผลให้บริษัทมี Effective Tax Rate อยู่ในระดับต่ำ โดยในปี 62 อยู่ที่ราว 5.5% งวด 9 เดือนปี 63 ที่ราว 9.1% อย่างไรก็ตามทางบริษัทมีแผนจะย้ายสายการผลิตส่วนใหญ่มายังโรงงานที่ 2 ซึ่งได้รับ BOI เต็มจำนวนเกือบทั้งหมดภายในปี 64 ดังนั้น จึงมองว่าบริษัทจะได้รับประโยชน์ทางภาษีดังกล่าวได้ต่อเนื่องราว 5-6 ปี



KUN

ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ขนาดกลาง ย้อนไปตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันราคาหุ้นของ KUN ได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากนักลงทุน เพราะราคาหุ้นปรับเพิ่มไปกว่า 156% โดยส่วนหนึ่งหลายฝ่ายคาดการณ์ว่าการที่ราคาหุ้นของ KUN ปรับตัวเพิ่มขึ้นน่าจะมาจากการที่บริษัทประกาศผลประกอบการงวดปี 63 ซึ่งกำไรสุทธิของบริษัทอยู่ที่ 84 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 62 ที่มีกำไรสุทธิ 56 ล้านบาท


โดยผู้บริหารตั้งเป้าอัตราการเติบโตทางธุรกิจในปี 64 จะสร้างยอดขาย 1,500 ล้านบาท จากปีก่อนที่มียอดขาย 1,410 ล้านบาท พร้อมทั้งวางเป้ารายได้เติบโต 10-15% จากปีก่อนที่ทำได้ 799ล้านบาท ซึ่งจะมีการรับรู้รายได้จากมูลค่ายอดขายรอโอน (Backlog) ที่มีอยู่ 333 ล้านบาทเข้ามาทั้งหมด  


สำหรับโครงการใหม่เตรียมทยอยเปิดตัวไตรมาส 3/64 เป็นโครงการที่ทดแทนโครงการเดิมที่หมดไป โดยเป็นสินค้าเดิมแต่มีการปรับรูปแบบสินค้าให้ตรงกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายมากขึ้น โครงการตั้งอยู่ย่านบางบัวทอง คิดเป็นมูลค่ากว่า 500 ล้านบาท



ZIGA

เป็นหนึ่งในหุ้นตลาดเอ็มเอไอที่ราคาเพิ่มแรง เพราะผลประกอบการที่ออกมาได้ดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ซึ่งมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 117ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 233% จากปี 62 สำหรับปัจจัยที่สนับสนุนให้กำไรสุทธิและรายได้รวมเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการผลิตเพิ่มขึ้นจากการเปิดโรงงานใหม่ ส่งผลทำให้ต้นทุนผลิตสินค้าต่อหน่วยลดลงทำให้มีอัตรากำไรขั้นต้นในปี 63 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 20.6% จากงวดเดียวกันปีก่อนอยู่ที่ 9.9% จึงอาจจะส่งผลให้ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มไปกว่า 123%


ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด โดยกำไรงวดปี 63สูงกว่าที่คาด 5% และสูงกว่า 16% ของไตรมาส 4/63 อีกทั้งอัตรากำไรขั้นต้นที่ทำสถิติใหม่ ขณะที่การตัดสินใจลดทุนจากหุ้น treasury stock นี้ทำให้ EPS จะเพิ่มอีก 4% อัตโนมัติ ซึ่งหนุนให้กรอบพื้นฐานขยับขึ้นเป็น 4.34-5.65 บาทหุ้น ซึ่งฝ่ายวิเคราะห์มีมุมมองเป็นเชิงบวกต่อผลการดำเนินงาน



IP

“อินเตอร์ ฟาร์มา” หนึ่งในหุ้นตัวที่ 5 ของตลาดเอ็มเอไอ ที่ราคาแรงหุ้นวิ่งไปกว่า 94%  ปัจจัยบวกหลักๆของ IP คงจะหนีไม่พ้นธีมเรื่องกัญชง รวมถึงผลประกอบการและพื้นฐานของบริษัทที่เติบโตขึ้น


โดยบริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด มองว่า  ปัจจุบัน IP อยู่ระหว่างขอใบอนุญาตในการผลิตและพัฒนาสินค้าเกี่ยวกับกัญชง โดยผ่านบริษัท โมเดิร์น ฟาร์มา จำกัด โดยจะอยู่ในส่วนกลางน้ำและปลายน้ำ กล่าวคือ พัฒนาและผลิตยาจากสมุนไพร อาหารเสริม และเวชสำอาง โดยคาดว่าการผลิตเป็นอาหารเสริมและเวชสำอางจะใช้เวลาสั้นกว่าผลิตยา เนื่องจากยาต้องใช้เวลาขึ้นทะเบียนราว 1 ปี ส่วนอาหารเสริมราว 2 เดือน หลังจากได้ใบอนุญาต


ส่วนประเด็น เข้าทำรายการซื้อโรงงานผลิตยาแผนปัจจุบันและเครื่องจักร พร้อมทะเบียนยา 4 ตำรับ มูลค่า 160 ล้านบาท พื้นที่ 20 ไร่ ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ 2 จ.พระนครศรีอยุธยา จากบริษัท เทวา ฟาร์มา (ประเทศไทย) จำกัด โดยใช้เงินหมุนเวียนในบริษัท โดย TEVA เป็นบริษัทเวชภัณฑ์ระดับโลกที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์คและตลาดหลักทรัพย์เทลอาวีฟ


ฝ่ายวิเคราะห์ฯ มีมุมมองเชิงบวกต่อประเด็นการเข้าทำรายการซื้อโรงงานยาดังกล่าว เนื่องจากเป็นการต่อยอดธุรกิจเดิม และเป็นโอกาสในการรับจ้างผลิตยาและอาหารเสริมในอนาคต ทำให้บริษัทเป็นผู้นำเวชภัณฑ์ครบวงจร โดยทางบริษัทคาดเป้าหมายรายได้ระยะ 5 ปี ที่ราว 2,200 ล้านบาท คิดเป็นการเติบโตเฉลี่ย CAGR (ปี 2563-2568) ราว 34.5% ต่อปี




Maratronman

เดินทางสู่โลกใหม่ ค้นหาสิ่งใหม่ นำเสนอมุมใหม่ กับเรื่องราวใหม่