วิเคราะห์ KCE - HANA ในวันที่อิเล็กทรอนิกส์ขาขึ้น

สินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ยังอยู่ในช่วงขาขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแรงหนุนจากดีมานด์ยานยนต์ของตลาดโลกที่ยังปรับตัวเพิ่มขึ้นสูง หรือแม้กระทั่งสินค้าที่ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้า สมาร์ทโฟน เป็นต้น ที่ยังมีความต้องการเพิ่มมากขึ้น จากภาพรวมของกาเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว


ทั้งนี้หุ้นในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ของตลาดหุ้นไทยมีอยู่จำนวนมาก แต่ KCE และ HANA ถือเป็นหุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรงนับจากต้นปีถึงปัจจุบัน (2 มี.ค.64) โดยติด Top3 ของกลุ่มในช่วงเวลาดังกล่าว สะท้อนจากกระแสนิยมของนักลงทุนที่มีต่อหุ้นทั้งสองอย่างมาก

 


ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า  KCE หรือ บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายแผ่นพิมพ์วงจรอิเล็กทรอนิกส์ PCB ซึ่งเป็นแผ่น Epoxy Glass ที่มีสื่อนำไฟฟ้า เช่น ตะกั่ว ทองแดงเคลือบอยู่ และผลิตแผ่น PCB หลายชั้น ซึ่งเป็นชิ้นส่วนพื้นฐานสำคัญในการประกอบเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องมือสื่อสารโทรคมนาคม อุตสาหกรรมยานยนต์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เกือบทุกชนิด


ขณะที่ HANA หรือ บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน)  เป็นให้บริการผลิตผลิตภัณฑ์อิเล็คทรอนิกส์แบบครบวงจร (Electronic Manufacturing Service-EMS)


อย่างที่เราทราบกันดีแล้วว่า การเปลี่ยนแปลงที่จะเข้าสู่ยุค Internet of Things (IoT) และยุค Machine to Machine Communication รวมถึงระบบ Automation ต่างๆที่กำลังจะมาภายใต้การเข้าสู่ระบบ 5G นั้น ถือเป็นผลบวกต่อหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ดังนั้นทีมข่าว Wealthy Thai จะพานักลงทุนมาหาคำตอบว่า KCE และ HANA จะมีความน่าสนใจมากน้อยแค่ไหนไปดูกันเลย



KCE มีอัพไซด์จากลูกค้ารายใหญ่

เริ่มจาก KCE โดยบริษัทอยู่ในช่วงการเติบโตที่โดดเด่น จากยอดขายรถที่เติบโตดีโดยเฉพาะรถ EV ไตรมาส 4/63 ของเยอรมัน เติบโตถึง 455% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้สัดส่วนยอดผลิตรถยนต์ EV ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 10.5% จากเดิม 3.0% ในปี 2562 และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR 2020-2028) ที่ 23% ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการหนุนยอดขาย PCB special grade อ้างอิงจากนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด


พร้อมยังบอกอีกว่า KCE มี Order จองไลน์การผลิต PCB เต็มถึงไตรมาส 2/64 เป็นผลจาก Demand PCB สูงสุดในรอบ 10 ปี จากสถานการณ์ COVID-19 ทำให้ผู้บริโภคหันมาใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ lead time ยาวถึง 14 สัปดาห์ จากเดิมที่ 4 สัปดาห์


ทั้งนี้ในปี 2564 บริษัทมีแผนขยายกำลังการผลิต PCB special grade เพิ่มขึ้นอีกราว 2 เท่าจากกำลังการผลิตเดิมที่ 300,000 – 350,000 ตารางฟุต/เดือน คาดจะสามารถทยอยเปิดสายการผลิตในช่วงไตรมาส 3/64 นอกจากนี้ปี 2565 ยังมีแผนสร้างโรงงานที่มีกำลังการผลิตสูงถึง 2 ล้านตารางฟุต/เดือน คาดจะสามารถทยอยเปิดสายการผลิตได้ในครึ่งปีแรกของปี 2565 (ปัจจุบันมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 2.7 ล้านตารางฟุต/เดือน) เพื่อรองรับความต้องการ PCB ที่อยู่ในระดับสูงทั้งจากลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่ในอนาคต


ขณะเดียวกันคาด gross profit margin ปี 2564 จะสามารถยืนเหนือที่ระดับ 25% และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2564 จากการขยายกำลังการผลิต PCB special grade และมี efficiency rate ที่ดีขึ้น โดยปรับ Gross profit margin เพิ่มขึ้นเป็น 27% จากเดิมที่ 25% จากการสัดส่วนรายได้ PCB special grade ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยเราคาดจะเห็นสัดส่วนรายได้ PCB special grade อยู่ที่ 20% จากปี 2563 อยู่ที่ 16% รวมถึงการใช้หุ่นยนต์ทดแทนการใช้แรงงาน


ดังนั้นปรับกำไรสุทธิปี 2564 ขึ้น 20% เป็น 2,225 ล้านบาท เติบโต 97% จากปีก่อน จากการปรับยอดขายสกุล USD เพิ่มขึ้นเป็น 447 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เติบโต 20% จากปีก่อน จากเดิมที่ 429 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากการฟื้นตัวอุตสาหกรรมรถยนต์ โดยได้รับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นการซื้อรถยนต์ EV


และปรับกำไรสุทธิปี 2565  ขึ้น 57% เป็น 3,374 ล้านบาท เติบโต 52% จากปี 2564 จาก ยอดขายสกุล USD เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็น 536 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เติบโต 20% จากปี 2564 จากการขยายกำลังการผลิตเพิ่มจากโรงงานแห่งใหม่ราว 20% และ Gross profit margin เพิ่มขึ้นเป็น 30% จากประสิทธิภาพในการผลิตที่ปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตามประมาณกำไรมี upside จากการลูกค้ารายใหม่ ซึ่งมีแนวโน้มเป็นลูกค้ารายใหญ่ติดอันดับ Top 5 ของบริษัท จึงแนะนำซื้อ ปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 70 บาท



HANA โมเมนตัมยังดีต่อเนื่อง

ด้าน HANA โมเมนตัมไตรมาส 1/64 ยังดีต่อจากคำสั่งซื้อที่ยังสูง ส่วนทองแดงแพงและ Chip ขาดแคลนกระทบจำกัด โดยประเมินคาดกำไรปี 2564 จะเติบโตที่ระดับ 19% จากปีก่อน โดยแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 60 บาท อ้างอิงจากนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน)


ขณะที่นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า ได้ปรับประมาณกำไรสุทธิปี 2564 ขึ้น 6% อยู่ที่ 1,897 ล้านบาท ลดลง 1% จากปี 2563 ส่วนปี 2565 ขึ้นอีก 10% อยู่ที่ 2,038 ล้านบาท เติบโต 7% จากปี 2564  สาเหตุมาจากเรามองว่าภาพรวมของบริษัทดูดีขึ้นจากการแจกจ่ายวัคซีนที่เร็วกว่าคาด รวมทั้งเศรษฐกิจโลกฟื้นเร็วกว่าที่คาดไว้


อีกทั้งยอดขายมือถือ 5G และยอดขายรถยนต์ฟื้นตัวอย่างโดดเด่นในช่วงปลายปี 2563 อย่างไรก็ตามเรามองว่าปัจจัยที่ยังคงกดดันผลการดำเนินงานของบริษัทมาจากค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่อง ซึ่งจะกดดัน Gross Margin ของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ


ดังนั้นยังคงแนะนำ “ถือ” แต่ปรับราคาเป้าหมายเป็น 52 บาท จากเดิม 40 บาท เนื่องจาก Outlook ของอุตสาหกรรมที่อยู่ในช่วงขาขึ้นทั้งในแง่ของธุรกิจมือถือและธุรกิจรถยนต์ที่มีแนวโน้มการเติบโตสูงในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า โดยราคาหุ้นปัจจุบันคิดเป็น dividend yield ไว้ที่ 3.5% ของปี 2564



This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”