Official Update :

เมื่อโลกกำลังมุ่งสู่ยุคดิจิทัล 5 แบงก์ใหญ่เตรียมรับมือไว้อย่างไร

ปัจจุบันแม้ว่าหุ้นกลุ่มธนาคาร จะเป็นกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์จากเศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นจากการทยอยฉีดวัคซีนในประเทศ และทิศทางดอกเบี้ยที่น่าจะอยู่ในเทรนด์ขาขึ้น จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ตลอดจนเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติที่นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเชีย พลัส จำกัด ประเมินว่าปีนี้จะเป็นปีของ Year of Fund Flow ของทั้งเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย และ “ฐานะทางการเงิน” ของแบงก์ที่แข็งแกร่ง จากบทเรียนต้มยำกุ้งปี 2540 แต่ในระยะยาวเซ็คเตอร์แบงก์ จะต้องรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของดิจิทัลอย่างไร? โดยเฉพาะการเกิดขึ้นของนอน-แบงก์ และ Transaction ของการลงทุนในสินทรัพย์ใหม่ๆ ที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาแบงก์อีกต่อไป


ในบทความนี้ เราจึงหยิบ 5 แบงก์ใหญ่ที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแค็ป) สูงที่สุดในหุ้นกลุ่มแบงก์ ประกอบด้วย ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB, ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)หรือ KBANK, ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY, ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL และ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB มาดูกันว่าแต่ละแบงก์ วางการเติบโตและการพัฒนาระบบดิจิทัลของธนาคารไว้อย่างบ้าง



SCB10X กับภารกิจพิชิตดวงจันทร์

สำหรับทั้ง 5 แบงก์นี้ จะเห็นว่าแผนงานการพัฒนาด้านดิจิทัล SCB โดดเด่นที่สุด จากการที่ SCB แต่งตั้งบริษัท เอสซีบี เท็นเอ็กซ์ จำกัด หรือ SCB10X มี ภารกิจพิชิตดวงจันทร์ เป็นเป้าหมาย โดยการให้ความสำคัญของการพัฒนาดิจิทัลในนามของ SCB10X นั้น ธนาคารไทยพาณิชย์มองว่า โลกกำลังเปลี่ยนแปลงจาก Digital Disruption ซึ่งส่งผลกระทบกับ ธุรกิจธนาคารพาณิชย์อย่างแน่นอน


โดยนายอารักษ์ สุธีวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เท็นเอกซ์ จำกัด และผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า Moonshot คือการที่เราจะคิดและลงมือทำในสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน จินตนาการได้ว่าโลกในอนาคตจะเป็นอย่างไร แล้วทำให้เราไปอยู่ตรงนั้นก่อนคนอื่น ทำให้สำเร็จ ซึ่ง SCB10X มีจุดเด่นในการใช้โมเดลธุรกิจลงทุนแบบ Venture Capital


ทั้งนี้บริษัทที่อยู่ภายใต้หมวก SCB10X ประกอบด้วย Digital Ventures, SCB Abacus และ Monix ซึ่งล่าสุด ทาง SCB10X ได้ ประกาศร่วมลงทุนใน “Anchorage” แพลตฟอร์มรับฝากสกุลเงินดิจิทัลแก่นักลงทุนสถาบัน รายแรกของสหรัฐฯ โดยการลงทุนในครั้งนี้เป็นการระดมทุนรอบ Series C มูลค่า 80 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อนำมาต่อยอดและรองรับลูกค้าของธนาคารไทยพาณิชย์ที่สนใจใน คริปโทเคอร์เรนซีทั้งในไทยและอาเซียน ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าสินทรัพย์ดิจิทัลกำลังจะมีบทบาทมากขึ้นในอนาคต ไทยพาณิชย์จึงต้องเสริมเขี้ยวเล็บไว้ก่อน


โดยเป้าหมายภารกิจพิชิตดวงจันทร์ หรือ
Moonshot Mission ของ SCB นอกจากช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางเทคโนโลยีให้กับแบงก์ เพื่อสร้างมูลค่าทางธุรกิจใหม่ในระยะยาวแล้ว เป้าหมายสำคัญจากการที่มีฐานลูกค้า SCB easy 10 ล้านราย SCB ตั้งเป้าผลักดัน ยูนิคอร์นสัญชาติไทยให้สำเร็จ



KBANK โดดเด่นเรื่องการทำ Content Marketing

แบงก์ต่อมาที่ Wealthy Thai มองว่า การพัฒนาด้านดิจิทัลน่าสนใจคือ ธนาคากสิกรไทย หรือ KBANK ซึ่งเดิมนั้น KBANK โดดเด่นจากการทำ Marketing อยู่แล้ว เช่นช่วงนี้เป็นช่วงออกมาตรการภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นเราชนะ คนละครึ่งก็ดี โดย KBANK จะออกแคมเปญหรือโฆษณา ธนาคารกสิกรไทย #รวมใจไม่ทิ้งกัน เป็นมาตรการช่วยเหลือลูกค้ารายย่อย ซึ่งที่ผ่านมาก็ประสบความสำเร็จจาการทำ Content Marketing เช่น บัตรเครดิต/เดบิท Black Pink


สำหรับการพัฒนาด้านดิจิทัลนั้น KBANK ขับเคลื่อนผ่านบริษัท กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป จำกัด หรือ KBTG ซึ่งจริงๆ ต้องบอกว่ามีความสูสีกับ SCB โดดเด่นกันคนละด้าน โดย KBTG ตั้งเป้าเป็น The Best Tech Organization ภายในปี 2565 โดยมีจุดเด่นคือ ฐานลูกค้า K Plus ประมาณ 14 ล้านราย และปริมาณการทำธุรกรรมผ่านแพลตฟอร์มมือถือของ KBANK ในช่วง Covid-19 ในไตรมาส 3/63 พบว่า มีปริมาณการทำธุรกรรมผ่านมือถือแตะ 10,000 ล้านครั้ง ซึ่งเพิ่มขึ้น 82% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า (YoY)



KBANK มีโอกาสฟื้นตัวเร็วที่สุดหลัง Covid-19

โดยนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) คันทรี่ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มองว่า ประเมินว่า การพัฒนาของแพลตฟอร์มดิจิทัลของ KBANK ประกอบกับความสามารถการทำกำไรจากพอร์ตสินเชื่อ จะทำให้ KBANK เป็นธนาคารที่มีศักยภาพโตสูงสุดในปี 2564 โดยเฉพาะหลังช่วง Covid-19 เหนือบรรดาธนาคารขนาดใหญ่ทั้ง 4 แห่งในประเทศ จากกลยุทธ์การเน้นไปที่ลูกค้ารายย่อยถึงกลาง จึงประเมินว่ามีโอกาสที่ KBANK จะขยายพอร์ตสินเชื่อได้ในระยะยาว ด้วยแรงหนุนที่แข็งแกร่งจากฐานลูกค้าที่มีอยู่ใน 84 ภูมิภาค 17 ประเทศ อีกทั้งยังมีการวิเคราะห์การปล่อยสินเชื่อที่มีประสิทธิภาพสูง และแพลตฟอร์มดิจิทัลที่พัฒนาโดยบริษัทย่อย KBTG ซึ่งคาดว่ากลุ่มธุรกิจ เอสเอ็มอีจะเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญ ทั้งด้านสินเชื่อและความสามารถในการทำกำไรหลังวิกฤติ COVID-19



KTB มี Big Data อยู่ในมือ จะกลัวอะไร

ส่วนอีกธนาคารหนึ่งที่ Wealthy Thai มองว่า มี Big Data ที่ได้เปรียบมากที่สุด และแทบจะครอบคลุมคนส่วนใหญ่ของประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีรายได้น้อย-กลาง รวมถึงบรรดามนุษย์ประกันสังคม คือ ธนาคารกรุงไทย หรือ KTB แม้ว่าปัจจุบัน KTB จะหลุดสถานะธนาคารรัฐวิสาหกิจแล้ว แต่ยังเป็นธนาคารที่ได้รับการรับรองจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นหน่วยงานรัฐ


สำหรับ Big Data ของกรุงไทย จะมีทั้งข้อมูลผู้บริโภคที่ทำธุรกรรม และใช้จ่ายผ่านแอพ เป๋าตังจากโครงการภาครัฐต่างๆ และข้อมูลแม่ค้าพ่อค้ารายย่อย โดยเฉพาะร้านรถเข็น หรือร้านพ่อค้าแม่ขายที่ไม่ได้มีป้ายชื่อ ซึ่งการมีฐานข้อมูลตรงนี้ หากในอนาคต KTB สามารถพัฒนาดิจิทัลได้ตรงจุด ตอบโจทย์ Paint Point ผู้บริโภค จะได้เปรียบธนาคารอื่นๆ อยู่มาก เนื่องจากมีข้อมูลในมืออยู่แล้ว


ทั้งนี้สำหรับการพัฒนาด้านดิจิทัลของกรุงไทย ขับเคลื่อนผ่านบริษัท อินฟินิธัส บาย กรุงไทย จำกัด หรือ Infinitaas by Krungthai  โดยนายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย หรือ KTB ระบุว่าอินฟินิธัสเป็นบริษัทวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (R&D) ทางการเงินดิจิทัลรรูปแบบใหม่ เพื่อเจาะOpen Banking, Virtual Digital Banking Service และ New Business Model อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งนอกจากจะพัฒนาระบบธนาคารกรุงไทยแล้ว ยังเป็นการเสริมความแข็งแรงของ โครงสร้างดิจิทัลพื้นฐานของประเทศผ่านแอพพลิเคชั่นเป๋าตัง เพื่อเข้าถึงประชาชนทุกกลุ่ม ในการทำธุรกรรมการเงินดิจิทัล และเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย


โดยธนาคารกรุงไทย ใช้งบลงทุนกว่า 19,000 ล้านบาท ในระหว่างปี 2562-2566 พัฒนาแอพฯ Krungthai NEXT และลงทุนเพิ่มเติมในเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น Blockchain, AI, KYC, Biometrics Verification, Data Analytics, Cybersecurity, Cloud Computing เป็นต้น



อนาคตของเอเชีย คืออนาคตของธนาคารกรุงศรี

ต่อมาแบงก์ที่ 4 คือ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา หรือ BAY สำหรับการพัฒนาของธนาคารกรุงศรี จริงๆ ก็ถือว่าโดดเด่นเช่นกัน โดยเฉพาะโซลูชั่น บัตรเครดิตซึ่งทางธนาคารกรุงศรีฯ ได้เปิดตัวบอท มะนาวสำหรับให้บริการตอบคำถามข้อมูลเกี่ยวกับบัตรกรุงศรีทั้งหมด นอกจากนี้สิ่งที่ธนาคารกรุงศรีโดดเด่นกว่าแบงก์อื่นๆ คือ การที่มีสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น และหนึ่งในกลุ่มสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดระดับโลก อย่าง “MUFG” เป็นผู้ถือหุ้น จะทำให้ธนาคารกรุงศรี สามารถพัฒนาระบบดิจิทัลให้แข็งแกร่งได้ในระดับ เอเชียโดยเฉพาะข้อมูลด้านไลฟ์สไตล์ เที่ยว กิน ช้อป ที่ผู้บริโภคใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต ตลอดจนการพัฒนา Digital และ Innovation


ซึ่งไม่ได้หมายถึงการพัฒนา Open Banking เท่านั้น แต่ยังต่อยอดไปถึงการพัฒนาด้าน Smart City กับ MUFG ด้วย แต่มีความน่าสนใจตรงที่ การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ย้ายข้างมาอยู่เอเชีย ดังนั้นจึงเศรษฐกิจเอเชีย ซึ่งนำโดยประเทศใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นจีน ญี่ปุ่น เกาหลี หรือกลุ่มอาเซียน ก็ทำให้ธนาคารกรุงศรี สามารถพัฒนาระบบดิจิทัลในระดับสากลได้มากกว่า เมื่อเทียบกับแบงก์อื่นๆ



BBL เน้นพัฒนา
Enterprise Blockchain

สุดท้ายคือธนาคารกรุงเทพ หรือ BBL ที่แม้ว่าจะมีพัฒนาการของระบบดิจิทัล เพื่อรายย่อยน้อยที่สุด แต่ทาง BBL ก็ใช้จุดแข็งของตัวเองคือ การพัฒนาระบบดิจิทัลเพื่อลูกค้าองค์กร ซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ โดยปัจจุบัน นอกจาก BBL จะเป็นผู้ถือหุ้นในธนาคารเพอร์มาตา ธนาคารที่ใหญ่ Top10 ของธนาคารในอินโดนีเซียแล้ว ปัจจุบัน BBL ยังมีเครือข่ายธนาคารอาเซียนมากที่สุด ดังนั้น BBL จึงขยายบริการภายใต้ Enterprise Blockchain ระหว่างประเทศเป็นหลัก


เพราะฉะนั้นจากแผนพัฒนาด้านดิจิทัลของทั้ง
5 แบงก์ ล้วนแต่เป็นการพัฒนาในระยะยาวทั้งนั้น เพื่อรับมือกับ Digital Disruption และมีความคืบหน้าอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เมื่อเทียบกับเซ็คเตอร์อื่น ซึ่งส่วนหนึ่งอาจจะมาจากความได้เปรียบเรื่องจุดอิ่มตัวของธนาคาร ทำให้การพัฒนาดิจิทัล เป็นทั้งทางบังคับเลือก และการสมัครใจของธนาคารเองเช่นเดียวกัน สำหรับพัฒนา Business Model ใหม่ๆ ในอนาคต




มันนี่ monster

อดีตผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ-ตลาดทุน หนังสือพิมพ์ย่านประชาชื่น ชอบเล่าเรื่องหุ้นให้พ่อฟัง สนใจเรื่อง behind the Scene ของนักธุรกิจ มีความฝันอยากเขียนเรื่องการลงทุนให้ผู้อ่าน (ที่รัก) ได้เข้าใจแบบง่ายๆ และอยากลองมาสัมผัสโลกการลงทุนดูสักครั้ง