Official Update :

เช็คลิสต์หุ้นกำไรโต 5 ปีซ้อน ในวันที่ COVID-19 ก็ไม่อาจหยุดยั้ง

ในช่วงปี 2563 ที่ผ่านมาเกิดปัญหาใหญ่ระดับโลกที่กดดันการเติบโตของเศรษฐกิจ อย่างการระบาดของ COVID-19 โดยถือเป็นปัจจัยกดดันการเติบโตของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย และทั่วโลก แต่หากบริษัทไหนสามารถรักษาการเติบโตได้ ถือว่ามีความน่าสนใจอย่างมากท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวแบบนี้


ในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว แค่ประคองกิจการให้อยู่รอดได้ ก็ถือเป็นสิ่งที่น่ายกย่องแล้ว แต่บริษัทไหนมีกำไรสุทธิที่เติบโตถือเป็นสิ่งที่น่าจับตาอย่างมาก และยิ่งไปกว่านั้นหากบริษัทไหนรักษาการเติบโตของกำไรสุทธิได้อย่างต่อเนื่อง ยิ่งสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของบริษัท และฝีมืออันเฉียบขาดของผู้บริหาร ดังนั้นครั้งนี้ Wealthy Thai จึงได้รวบรวมข้อมูลของบริษัทจดทะเบียนในดัชนี SET50 ที่มีกำไรสุทธิเติบโต 5 ปีติดต่อกันมากฝากนักลงทุน โดยเป็นการรวบรวมสถิติตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปี 2563


ทั้งนี้จากการตรวจสอบข้อมูลผ่าน www.setsmart.com พบว่า บริษัทจดทะเบียนในดัชนี SET50 ที่มีกำไรสุทธิเติบโต 5 ปีติดต่อกัน มีเพียง 5 หลักทรัพย์เท่านั้น ประกอบด้วย COM7, CPF, GPSC, MTC และSAWAD ซึ่งแต่ละบริษัทจะมีความน่าสนใจสักแค่ไหนไปติดตามกันต่อเลย





วิเคราะห์กำไรปี
64 ใครจะอยู่หรือไป

เริ่มจาก COM7 หรือ บริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ประกอบธุรกิจจำหน่ายสินค้าไอที ประเภทคอมพิวเตอร์แล็บท็อป คอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ โทรศัพท์เคลื่อนที่ แท็บเล็ต และอุปกรณ์เสริมที่เกี่ยวข้อง ผ่านช่องทางการจำหน่ายหลัก รวมทั้งให้บริการศูนย์ซ่อมสินค้าแบรนด์ Apple



COM7 มีลุ้นกำไรปี 64 โตต่อ

โดยปี 63 มีกำไรสุทธิ 1,490 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22% จากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1,216 ล้านบาท ซึ่งมีรายได้จากการขายและให้บริการ 37,306 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.8% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ทำได้ 33,362 ล้านบาท แบ่งเป็น ธุรกิจค้าปลีก 34,877 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% ช่องทางจำหน่ายอื่นๆ 2,429 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 47%


ทั้งนี้บริษัทสามารถรักษายอดขายให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าจะมีผลกระทบจาก COVID-19 ทำให้ต้องมีการปิดสาขาชั่วคราวตามนโยบายภาครัฐ โดยยอดขายที่เติบโตโดยหลักมาจากสินค้าที่ได้รับประโยชน์จากการ Work From Home และ Learn from home รวมถึง สินค้าที่รองรับกลุ่มผู้ที่สนใจการเกิดขึ้นสกุลเงินใหม่ (Cryptocurrency) และเส้นทางอาชีพใหม่อย่างยูทูปเบอร์


ด้านนักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บอกว่า เรายังชอบการเติบโตของ COM7 ในระยะยาวที่เป็นผู้ค้าปลีกสินค้า IT ที่ได้ประโยชน์มากที่สุดในห่วงโซ่จากการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี โดยแนะนำ ถือ ปรับราคาเหมาะสมขึ้น 10% เป็น 50 บาท


ทั้งนี้ประเมินกำไรปี 2564 เท่ากับ 1,950 ล้านบาทเติบโต 31% จากปีก่อน เป็นผลมาจาก ขยายสาขาจาก 911 เป็น 1,000 สาขา รวมถึง SSSG จากสินค้าที่ยังรอส่งมอบ และสินค้าใหม่ IoTs (Xiaomi),Gaming (Sony) พร้อมทั้งอัตรากำไรที่ดีขึ้นจากการประหยัดต่อขนาด ตามสัดส่วนช่องทาง Online เพิ่มขึ้น


อย่างไรก็ดีเราเห็น 3 ประเด็นที่อาจเป็นความท้าทายของการเติบโต คือ 1.สินค้าขาดตลาดทั้ง PC-Notebook (GPU) และ Smartphone (Chipset) อาจจำกัดการเติบโตรายได้ 2. ผลตอบรับของ iPhone 13 ที่อาจไม่เท่ากับการเปิดตัว iPhone 12 จากฟังก์ชั่นใหม่ที่อาจตื่นเต้นน้อยลง (ตลาดคาดว่าสิ่งที่เปลี่ยนไป คือ ลดรอยบาก,จอ 120 Hz,เพิ่มขนาดแบตเตอรี่,ระบบกันสั่น Sensor-Shift Image ทั้ง 4 รุ่น) และ3. อุปสงค์ลดลงหากไม่มีมาตรการช้อปดีมีคืน



CPF ราคาหมูยังยืนในระดับสูง

ต่อมา CPF หรือ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารที่จำแนกธุรกิจหลักตามลักษณะของผลิตภัณฑ์ ออกเป็น 3 ประเภท คือ 1) ธุรกิจอาหารสัตว์ (Feed) ได้แก่ การผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์ 2) ธุรกิจเลี้ยงสัตว์-แปรรูป (Farm-Processing) ได้แก่ การเพาะพันธุ์สัตว์ การเลี้ยงสัตว์เพื่อการค้า และการแปรรูปเนื้อสัตว์ขั้นพื้นฐาน 3) ธุรกิจอาหาร (Food) ได้แก่ การผลิตเนื้อสัตว์แปรรูปกึ่งปรุงสุกและปรุงสุก และการผลิตผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปหรืออาหารพร้อมรับประทาน รวมถึงกิจการค้าปลีกอาหารและร้านอาหาร


ในปี 63 มีกำไร 26,022.38 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41% จากปี 62 ที่มีกำไร 18,455.80 ล้านบาท โดยมีรายได้จากการขายของบริษัทอยู่ที่ 589,713 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% หลังจากบริหารจัดการกระบวนการผลิตด้วยมาตรฐานสูงสุดด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัย รวมทั้งการใช้ระบบ AI มาเสริมการทำงานให้มีผลดีที่สุดกว่าในอุตสาหกรรม ทำให้แม้ในภาวะวิกฤตโรคระบาดทั้งโควิด-19 และโรคแอฟริกันสไวน์ฟีเวอร์ (ASF) บริษัทยังสามารถสร้างผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น ประกอบกับราคาสุกรในภูมิภาคเอเชียที่ปรับตัวสูงขึ้นโดยเฉพาะในประเทศเวียดนามและประเทศจีน โดยรายได้กิจการต่างประเทศเพิ่มขึ้น 15%  ประกอบกับผลดำเนินงานของธุรกิจสัตว์น้ำในประเทศไทยปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ


ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ระบุว่า ยังคงแนะนำ ซื้อ มีราคาเป้าหมาย 45 บาท โดยปรับประมาณการกำไรปี 2564 ขึ้นราว 3% มาอยู่ที่ 29,152 ล้านบาท เติบโต 12%จากปีก่อน โดยแนวโน้มกำไรของ  CPF  ในไตรมาส 1/64 มีโอกาสทำ New High เนื่องจากราคาหมูหน้าฟาร์มในไทยยืนทรงตัวอยู่ที่ 80 บาท/กิโลกรัม (+5%QoQ, +11%YoY) แม้ว่าในประเทศไทยจะยังปลอดโรค ASF แต่เกษตรกรยังระมัดระวังการเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อลดความเสี่ยง


อีกทั้งยังมีการระบาดของโรค PRRS ในภาคใต้ ซึ่งกดดันให้ผลผลิตปี 2564 อาจทำได้แค่เพียงทรงตัวจากปี 2563 ที่ราว 22 ล้านตัว ในขณะที่ความต้องการในการบริโภคเพิ่มขึ้นจากปี 2563 ค่อนข้างมาก เนื่องจากในปีก่อนการบริโภคได้รับผลกระทบจากการระบาดของ Covid-19 ดังนั้นจึงคาดว่าราคาหมูหน้าฟาร์มในไทยจะยืนอยู่ในระดับ 70-80 บาท/กิโลกรัม ได้ตลอดทั้งปี แนวโน้มดีขึ้นจากปี 2563



GPSC
การเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานจะเป็นแรงหนุน

ขณะที่ GPSC หรือ หรือบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) ถือเป็นหัวหอกธุรกิจโรงไฟฟ้าของบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) หรือ PTT โดยรายงานปี 63 บริษัทกำไรสุทธิจำนวน 7,508 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 85% จากปี 62 ที่ทำได้ 3,447 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักเนื่องมาจากการรับรู้ผลประกอบการจาก GLOW เต็มปี 63 ประกอบกับต้นทุนค่าก๊าซธรรมชาติและถ่านหินที่ปรับตัวลดลงตามสภาวะตลาด ทำให้ผลประกอบการของบริษัทโดยเฉพาะโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) มี margin จากการขายไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น


ด้านนักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บอกว่า เรายังคงมุมมองบวกต่อ GPSC จากหลากหลายปัจจัยบวกที่คาดจะเกิดขึ้นในปี 2564 นำโดย 1.การฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรม (ยอดขาย 52% เป็นลูกค้าอุตสาหกรรม ซึ่งสูงสุดในบรรดาคู่แข่ง) 2.การขยายตัวของอัตรากำไรจากราคาก๊าซที่ลดลง 8% สำหรับปี 2564


3.อัพไซด์จากการเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนผ่านการร่วมทุนกับ ปตท. ขณะที่โมเมนตัมด้าน ESG ที่กำลังมาแรงและการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานคาดเป็นแรงหนุนและยกระดับ GPSC ขึ้นอีกจากการลงทุนครั้งล่าสุดใน Axxiva ส่งสัญญาณแรงว่าบริษัทมุ่งมั่นที่จะลุยธุรกิจนี้ คงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมายไม่เปลี่ยนแปลงที่ 100 บาท โดยประเมินกำไรปี 2564 ที่ระดับ 8,270 ล้านบาท เติบโตราว 10% จากปีก่อน



MTC กำไรปีนี้นิวไฮต่อ

MTC หรือ บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) ให้บริการสินเชื่อทะเบียนรถและสินเชื่อส่วนบุคคล รายงาน ผลประกอบการปี 63 มีกำไร 5,213.92 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.06% จากปี 62 ที่มีกำไร 4,237.46 ล้านบาท โดยปี 63 บริษัทมีรายได้รวมเพิ่มขึ้น 16.12% ขณะที่ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 15.62% จากค่าเสื่อมราคาจากสิทธิ์การใช้สินทรัพย์ตามมาตรฐานรายงานทางการเงินฉบับที่ 16 และเงินเดือนพนักงาน อันเนื่องมาจากการขยายสาขาและบุคลากร ส่งผลให้ต้นทุนการเงินเพิ่มขึ้น 18.99%


ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ระบุว่า คงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 75 บาท และคงเป็น Top Pick ของกลุ่ม Consumer Finance คู่กับ SAWAD โดยเพราะธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อเติบโตค่อนข้างดี เห็นได้จากเดือนมกราคมปล่อยสินเชื่อได้ 3,000 คัน เดือนกุมภาพันธ์คาดว่าปล่อยได้ 6,000 คัน  (ครึ่งเดือนกุมภาพันธ์ปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อได้ 3,000 คัน)   ดังนั้นผู้บริหารตั้งเป้าการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อปี 64 ที่ 120,000 คัน (สาขาละ 2 คันต่อเดือน เดิม 1 คันต่อเดือน) คิดเป็นมูลหนี้ 6,000 ล้านบาท


ทั้งนี้มองว่าธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงที่ 24-25% จะสามารถชดเชยผลกระทบการปรับลดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อจำนำทะเบียนรถเหลือ 18% จาก 19-20% ต่อปี ได้บางส่วน ซึ่งภาพรวมกำไรสุทธิ ปี 64 คาดทำจุดสูงสุดใหม่ต่อเนื่องที่ 6,160 ล้านบาท เติบโต 18% จากปีก่อน เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ การเร่งขยายสินเชื่อเช่าซื้อที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง และการบริหารค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้านคุณภาพสินทรัพย์คาดอยู่ในเกณฑ์ดีมาก จาก NPL Ratio อยู่ระดับต่ำ และ Coverage Ratio อยู่ระดับสูง



SAWAD ราคาเหมาะสมทะลุ 100 บาทแล้ว

SAWAD หรือ บริษัทศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) ผู้ประกอบธุรกิจให้บริการสินเชื่อรายย่อย ภายใต้เครื่องหมายบริการ ศรีสวัสดิ์ เงินสดทันใจ ซึ่งประกอบด้วย 5 ธุรกิจหลัก ได้แก่ 1) สินเชื่อรายย่อยแบบมีหลักประกันประเภท ทะเบียนรถเก่าทุกประเภท บ้านและโฉนดที่ดิน 2) สินเชื่อรายย่อยแบบไม่มีหลักประกันภายใต้การกำกับ 3) บริหารสินทรัพย์ 4) รับจ้างติดตามหนี้ 5) บริการที่ปรึกษาและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการทำธุรกิจสินเชื่อ


ล่าสุดงวดปี 63  รายงานกำไรสุทธิ 4,790.83 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.94% เมื่อเทียบกับปี 2562  ที่มีกำไรสุทธิ 3,928.75 ล้านบาท โดยรายได้รวมของบริษัทและบริษัทย่อย ยังมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีรายได้ดอกเบี้ย 8,166.09  ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.80%เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปี 2562 ที่มีรายได้ดอกเบี้ย7,239.26  ล้านบาท  ซึ่งเป็นผลมาจากการเติบโตของพอร์ตลูกหนี้จาก 39,488.97 ล้านบาท ในช่วงสิ้นสุดปี 62 เป็น 40,954.28 ล้านบาท ในช่วงสิ้นสุดปี 63  ทั้งนี้การเติบโตของพอร์ตลูกหนี้มาจากการขยายสาขาอย่างต่อเนื่องตามนโยบายของกลุ่มบริษัท


ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2564 ของ SAWAD ขึ้น 10% มาอยู่ที่ 5.5 พันล้านบาท (เพิ่มขึ้น 21% YoY) หนุนโดยการเติบโตของสินเชื่อ (การขยายสาขาและการร่วมทุนกับธนาคารออมสิน),ค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้น (โดยเฉพาะธุรกิจประกัน), กำไรพิเศษจากการขายหุ้นบางส่วนของบริษัทในเครือ, ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่ลดลง ทั้งนี้ราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2564 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 71 บาท มาอยู่ที่ 81 บาท  แนะนำ “ซื้อ”


โดยในปี 2564 คาดสินเชื่อเติบโต 26% จากปีก่อน หนุนโดยการขยายสาขาและการร่วมทุนกับธนาคารออมสิน (GSB) ทั้งนี้ผู้บริหารตั้งเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อไว้ประมาณ 55-60% (รวมการร่วมทุนกับธนาคารออมสิน) การเติบโตของสินเชื่อมาจาก 1.การขยายสาขา (SAWAD มีแผนขยายสาขาอีก 200 สาขา ภายในปีนี้ ( ภายในสินปี 2564 จะมีสาขาเกือบ 5,000สาขา) , 2.การร่วมทุนกับธนาคารออมสิน (เราคาดว่าจะมีฐานลูกค้าใหม่จากธนาคารออมสินถึง 1 ล้านราย , 3.การขยายธุรกิจสินเชื่อสำหรับรถมอเตอร์ไซต์(คาดเติบโต 30%)


ขณะที่นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บอกว่า P/E ของ SAWAD ต่ำที่สุดในกลุ่ม non-bank ที่ 16.7 เท่า เมื่อเทียบกับ MTC อยู่ที่ 23 เท่า, KTC อยู่ที่ 27 เท่า และ SINGER อยู่ที่ 23 เท่า จึง re-rate P/E ของ SAWAD เป็น 20 เท่า จากกำไรปี 2565 ทำให้ได้ราคาเป้าหมายใหม่ที่ 101 บาท เรายังคงคำแนะนำซื้อ SAWAD



This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”