ทำความรู้จัก TIDLOR ธุรกิจสินเชื่อ บ.ลูกของธนาคารกรุงศรี

หนึ่งในหุ้นไอพีโอที่ถูกจับตามองและสร้างกระแสฮือฮาให้กับตลาดได้ไม่แพ้หุ้น OR คือ บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) หรือ TIDLOR ที่แม้จะอยู่ระหว่างรอสำนักงาน ก... อนุมัติหนังสือชี้ชวน ยังไม่มีข่าวคราวความคืบหน้าออกมา แต่ก็เป็นประเด็นให้นักลงทุนถามถึงเสมอ ดังนั้น Wealthy Thai จึงได้สรุปความน่าสนใจของหุ้นไอพีโอ TIDLOR มาให้อ่าน เพื่อทำความเข้าใจธุรกิจและเตรียมความพร้อมก่อนตัดสินใจลงทุน



1.ธุรกิจของ TIDLOR

TIDLOR ทำธุรกิจผู้บริการสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกันแบบครบวงจร ทั้งรถจักรยานยนต์ รถยนต์ รถบรรทุก รถไถ และรถแทรกเตอร์ รวมถึงสินเชื่อเช่าซื้อรถบรรทุกมือสอง นอกจากนี้ยังมีธุรกิจนายหน้าประกันภัยและประกันชีวิต ภายใต้ชื่อแบรนด์ “เงินติดล้อ” ซึ่งเป็น Non-bank ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยมีช่องทางการติดต่อและให้บริการลูกค้าที่หลากหลาย ได้แก่ สาขากว่า 1,060 แห่ง ครอบคลุ่ม 74 จังหวัดทั่วประเทศ, แพลตฟอร์มดิจิทัล (Digital Platform), พนักงานขายทางโทรศัพท์กว่า 500 คน, เครือข่ายตัวแทนส่งต่อลูกค้ามากกว่า 5,000 คนทั่วประเทศไทย ซึ่งรวมไปถึงตัวแทนจำหน่ายรถบรรทุกมือสอง และการส่งต่อลูกค้ามาจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา



2.บริษัทแม่เป็นสถาบันการเงิน

TIDLOR มีผู้ถือหุ้นใหญ่ คือ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Mitsubishi UFJ Financial Group กลุ่มสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดของประเทศญี่ปุ่น และเป็นหนึ่งในกลุ่มสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดระดับโลก ทำให้บริษัทดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคงและมีเสถียรภาพ เพราะ TIDLOR เชื่อว่าธนาคารกรุงศรีอยุธยายังให้การสนับสนุนด้านแหล่งเงินทุนของบริษัทต่อเนื่อง ทำให้มีความแข็งแกร่งด้านเงินทุนเมื่อเทียบกับผู้ประกอบการที่คล้ายกันในไทย โดย ณ วันที่ 31 .. 63 บริษัทมีสัดส่วนสินเชื่อจากธนาคารกรุงศรีอยุธยาอยู่ที่ 25.7%


ทั้งนี้ ก่อนเสนอขายหุ้นไอพีโอธนาคารกรุงศรีอยุธยาถือหุ้น TIDLOR ในสัดส่วน 50% และหลังจากเสนอขายหุ้นไอพีโอคาดการณ์ว่าจะถือหุ้นในสัดส่วนราว 30.00 – 33.20%



3.รายได้ย้อนหลัง 3 ปี

TIDLOR มีรายได้และกำไรสุทธิเติบโตต่อเนื่องทุกปี โดยปี 2560 มีรายได้ 5,801.5 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1,247.3 ล้านบาท ปี 2561 มีรายได้ 7,569.4 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1,306.2 ล้านบาท ปี 2562 มีรายได้ 9,457.9 ล้านบาท กำไรสุทธิ 2,201.7 ล้านบาท และผลประกอบการ 9 เดือน ปี 2563 มีรายได้ 7,706.3 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1,792.9 ล้านบาท



4.หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้

หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของ TIDLOR อยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ แม้จะเป็นปีที่ต้องเผชิญกับภาวะวิกฤติ Covid-19 โดย ณ วันที่ 30 ก.. 63 บริษัทมี NPL อยู่ที่ระดับ 1.2% ของพอร์ตสินเชื่อทั้งหมด ปรับตัวลดลงจากสิ้นปี 2562 ที่มี NPL อยู่ที่ 1.3% ของพอร์ตสินเชื่อทั้งหมด เนื่องจาก TIDLOR มีระบบติดตามทวงหนี้และกระบวนการติดตามหนี้เสียซึ่งถูกปรับให้กับหนี้แต่ละประเภท นอกจากนี้บริษัทมีหน่วยงานที่รับผิดชอบติดตามทรัพย์สินเพื่อรับชำระหนี้หากลูกค้าไม่สามารถชำระคืนสินเชื่อได้



5.รายละเอียดการไอพีโอ

TIDLOR เสนอขายหุ้นจำนวนไม่เกิน 907,428,600 หุ้น คิดเป็น 39.1% ของหุ้นทั้งหมดหลัง IPO ซึ่งประกอบด้วย 1. หุ้นสามัญเพิ่มทุนที่เสนอขายโดยบริษัทไม่เกิน 210,816,700 หุ้น, 2.หุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดยกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมไม่เกิน 696,611,900 หุ้น และอาจมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน (Greenshoe หรือ Over-allotment Option)  จำนวนไม่เกิน 136,114,200 หุ้o หรือไม่เกิน 15.0% ของจำนวนหุ้นที่เสนอขายทั้งหมด มูลค่าพี่ตราไว้ (พาร์) 3.70 บาทต่อหุ้น


โดย TIDLOR จะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ (SET) ในหมวดธุรกิจการเงิน โดยมี บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 



6.วัตถุประสงค์การใช้เงิน

เงินที่ได้จากการระดมทุน TIDLOR จะนำไปขยายธุรกิจ โดยตั้งแต่ปี 2564-2566 บริษัทมีแผนจะลงทุนประมาณ 510 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงสาขาเดิมและเพื่อขยายเครือข่ายสาขาประมาณ 500 สาขา และมีแผนจะลงทุนอีกประมาณ 270 ล้านบาทต่อปี เพื่อโครงการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ธุรกิจ รวมถึงใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงาน และปรับโครงสร้างเงินทุนโดยการชำระหนี้คืนบางส่วน



7.สินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นกันมีโอกาสเติบโตอีกมาก

บริษัทโอลิเวอร์ ไวแมน คาดว่าปี 2567 ตลาดสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกันในไทยจะอยู่ที่ราว 5.2-6.2 แสนล้านบาท และจะมีอัตราเติบโตปี 2562-2567 เฉลี่ยประมาณ 12-16% ต่อปี เนื่องจากซัพพลายในตลาดมีแนวโน้มเติบโตเพราะผู้ให้บริการสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกันมีความสามารถที่จะให้บริการมากขึ้น โดยคาดการณ์ว่าผู้ให้บริการ 3 อันดับแรก คือ เงินติดล้อ เมืองไทยแคปปิตอล และศรีสวัสดิ์ ยังคงขยายกิจการในอัตราเดียวกับอัตราใน 5 ปีย้อนหลังที่ประมาณ 1,400 สาขาต่อปี



ศุภมาศ ศรีขำ

นักข่าวสายการเงินและตลาดทุน ที่คลุกคลีกับวงการข่าวมาตั้งแต่เด็ก ชื่นชอบการออกไปหาประสบการณ์และการเรียนรู้ใหม่ๆ อยากถ่ายทอดมุมมองและประสบการณ์เกี่ยวกับการเงิน และตลาดทุนให้ผู้อ่านทุกคนใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เพื่อไปถึงเป้าหมายการลงทุนที่ตั้งไว้